วันจันทร์ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ศูนย์รวมใจเดินหน้าประเทศ : ปวงชนชาวไทย "ปลื้มปีติ" ในหลวงพระองค์ใหม่

ศูนย์รวมใจเดินหน้าประเทศ : ปวงชนชาวไทย "ปลื้มปีติ" ในหลวงพระองค์ใหม่

  • Share:

“ตามที่ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ปฏิบัติหน้าที่ประธานรัฐสภา ได้กล่าวในนามของปวงชนชาวไทย เชิญข้าพเจ้าขึ้นครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์ ถ้าเป็นไปตามพระราชประสงค์ขององค์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และเป็นไปตามบทบัญญัติของกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบสันตติวงศ์กับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ข้าพเจ้าขอตอบรับเพื่อสนองพระราชปณิธานและเพื่อประโยชน์ของประชาชนชาวไทยทั้งปวง”

สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร มีพระราชดำรัสตอบรับการขึ้นทรงราชย์

ณ เวลา 19.16 นาฬิกา วันพฤหัสบดีที่ 1 ธันวาคม 2559 รัตนโกสินทร์ศก 235 “มหาราชาฤกษ์” ราชอาณาจักรไทยมี “พระมหากษัตริย์” พระองค์ใหม่

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร

ท่ามกลางเสียงเพลงสรรเสริญพระบารมีดังกึกก้อง พร้อมกับเสียงย่ำฆ้องกลองระฆังทุกวัดไทยทั่วโลก พระสงฆ์สวดเจริญชัยมงคลคาถา ถวายพระพรชัยมงคล

ทรงพระเจริญ ทรงพระเจริญ ทรงพระเจริญ

เข้าสู่แผ่นดิน “รัชกาลที่ 10” โดยสมบูรณ์

ครบขั้นตอน กฎหมายรัฐธรรมนูญ กฎมณเฑียรบาล และโบราณราชประเพณี

โดยฉากประวัติศาสตร์ประเทศไทยถ่ายทอดผ่านสถานีโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย ให้คนไทยทั้งประเทศได้ร่วมซึมซับสถานการณ์เปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในรอบ 70 ปี

อยู่ในบรรยากาศขลังๆการเปลี่ยนรัชกาลและปลื้มปีติกับ “ในหลวง รัชกาลที่ 10”

ทั้งนี้ทั้งนั้น ในการโปรดเกล้าฯให้ พล.อ.เปรม ติณสูลา-นนท์ ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. นายวีระพล ตั้งสุวรรณ ประธานศาลฎีกา เข้าเฝ้าฯ ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต

“บุคคลสำคัญ” ที่ร่วมในพิธีการอัญเชิญขึ้นทรงราชย์

ตามสถานะ ประธานรัฐสภา นายกรัฐมนตรี ประธานศาลฎีกา ครบ 3 เสาหลักอำนาจในระบอบประชาธิปไตย ภายใต้พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

นั่นก็เป็นไปตามหลักการรัฐธรรมนูญ พระเจ้าแผ่นดินพระองค์ใหม่จะทรงใช้พระราชอำนาจผ่านฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายตุลาการ

รัฐบาล สภา ศาล ภายใต้พระปรมาภิไธย

ขณะที่นายกรัฐมนตรีได้ชี้แจงชัดเจน ณ บัดนี้สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 10 ทรงไว้ซึ่งอำนาจตามรัฐธรรมนูญทุกประการ

ส่วนการดำเนินการต่อไปเพื่อให้เป็นไปตามโบราณราชขัตติยประเพณีที่เรียกว่า พระราชพิธีบรมราชาภิเษกขึ้นอยู่กับพระราชวินิจฉัย ซึ่งมีพระราชดำริแล้วว่า ควรดำเนินการหลังเสร็จสิ้นพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระเจ้าอยู่หัว ในพระบรมโกศแล้ว

นั่นก็พอจะคาดการณ์แนวโน้มปฏิทินงานล่วงหน้า

ตามเงื่อนเวลาที่ต้องเดินคู่ขนานกันไประหว่างพระราชพิธีกับกระบวนการตามโรดแม็ป

เบื้องต้นเลย พระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่จะทรงลง พระปรมาภิไธยร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ตามกำหนดที่ต้องประกาศบังคับใช้ในช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้า 2560

เป็นจุดต่อเนื่องที่สำคัญของขั้นตอนโรดแม็ปที่เดินต่อไปสู่การเลือกตั้ง คืนอำนาจให้ประชาชน

ทั้งนี้ ตามกระบวนการ เมื่อรัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้แล้ว ก็จะเป็นจุดเริ่มกระบวนการจัดทำกฎหมายลูกหรือร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ

ตามความคืบหน้าล่าสุดที่นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ระบุในสัปดาห์หน้า คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญจะเปิดเผยเนื้อหาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ซึ่งอยู่ระหว่างการปรับแก้ถ้อยคำอีกเล็กน้อย แต่ยังมีเนื้อหาคงเดิม ไม่แตกต่างจากที่มีการเปิดเผยไปก่อนหน้านี้

นั่นก็หมายถึง การคงยุทธศาสตร์ “ล้างหน้าไพ่”

แบบที่ค่ายการเมืองใหญ่ทั้งพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์ ตั้งแง่ต่อต้าน “การเซ็ตซีโร่” ตั้งต้นนับหนึ่งใหม่ ทำให้พรรคเก่าไม่ได้เปรียบพรรคการเมืองตั้งใหม่

เพียงแต่ไม่เซ็ตซีโร่ด้วยการออกกฎหมายโดยตรง แต่ล้างกระดานกันด้วยการกำหนดเงื่อนคุณสมบัติ

เป้าหมายตอน “นักการเมืองพันธุ์เก่า”

และโดยแนวโน้มก็น่าจะสถานการณ์เดียวกันกับพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ตามสูตรของ “ซือแป๋มีชัย” ที่ยึดหลักการเลือกตั้ง “จัดสรรปันส่วนผสม”

แบบที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ออกมาโยนทุ่นเป็นเชิงวิเคราะห์ “ตัวแปร” ที่อาจแทรกให้โรดแม็ปเลื่อนไป ในมุมของความวุ่นวายในการเลือกตั้ง

ถ้าหากจัดเลือกตั้งทันทีหลังกฎหมายลูกเสร็จ อาจเกิดความได้เปรียบเสียเปรียบระหว่างพรรคการเมืองเก่ากับพรรคการเมืองใหม่

โดยเฉพาะการเลือกตั้งตามกติกาใหม่แบบที่ยังไม่เคยเจอ กับการเลือกตั้ง ส.ส.ระบบจัดสรรปันส่วนผสมที่มีวิธีนับคะแนนคิดสัดส่วนแตกต่างจากเดิม

ไม่ใช่ใครได้คะแนนมากที่สุดแล้วจะชนะ พรรคที่ได้คะแนนไม่ใช่มากสุดอาจชนะก็ได้

อ่านทางยี่ห้อ “ซือแป๋มีชัย” ต้องเน้นดัดหลังเซียนเลือกตั้ง

สกัดไม่ให้รัฐบาลพรรคเดียวยึดสภาได้

เบื้องต้นนายมีชัยยืนยันจะส่งให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณาเป็นการภายในก่อน เพื่อให้มีเวลาศึกษารายละเอียด รวมถึงมีแนวคิดส่งร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญที่ร่างโดยองค์กรอิสระต่างๆให้ สนช.พิจารณาควบคู่ไปด้วย ตามรูปการณ์การจัดทำกฎหมายลูกไม่น่าจะมีปัญหาล่าช้า

เพราะทำพิมพ์เขียวล่วงหน้ามาก่อนแล้ว

โดยแนวโน้มขั้นตอนตามโรดแม็ปที่ยังสามารถปรับเปลี่ยนรองรับพระราชพิธีสำคัญเพื่อความเหมาะสมของสถานการณ์ได้ตลอดเวลา

ภายใต้เงื่อนไขที่ต้องชั่งน้ำหนัก วัดผลได้ ผลเสีย

เช่น ถ้าจะหดโปรแกรมการเลือกตั้งเข้ามาเร็วขึ้น เพื่อเป็นไปตามเงื่อนไขลดแรงเสียดทานจากต่างประเทศ คืนบรรยากาศประชาธิปไตยเพื่อแลกกับการลดแรงกดดันรัฐบาลทหาร มาตรการแซงก์ชั่นทางเศรษฐกิจ และความสัมพันธ์ทางการทูต

และนั่นก็หมายรวมถึงความเป็นไปในการมีรัฐบาลจากการเลือกตั้งมาต้อนรับแขก ผู้นำชาติต่างๆที่ได้รับเชิญให้มาร่วมพระราชพิธีสำคัญของราชสำนักไทย

แต่ตรงกันข้าม ถ้าจะจัดให้มีการเลือกตั้งในช่วงเวลาคาบเกี่ยวกับพระราชพิธีสำคัญ การเตรียมการถวายพระเพลิงพระบรมศพ “ในหลวง รัชกาลที่ 9”

โดยบรรยากาศการหาเสียงมันก็ขัดกับกาลเทศะอย่างสิ้นเชิง

นี่เป็นน้ำหนักของการดึงเวลาเลือกตั้งออกไป

โดยเงื่อนไขย้อนแย้ง มันก็เป็นอะไรที่ตัดสินใจลำบาก อย่างที่แกนนำรัฐบาลทหาร คสช.ออกตัวไว้ ทุกอย่างขึ้นอยู่กับตัวแปรชี้ขาดสถานการณ์ที่ต้องประเมินกันวันต่อวัน

ไม่มีใครเสี่ยงฟันธงล่วงหน้าได้

อย่างไรก็ตาม โดยสถานการณ์ ณ วันนี้ ถือว่าประเทศไทยได้ผ่านก้าวจังหวะสำคัญในการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์รอบ 70 ปีไปได้แล้ว

อย่างนิ่มนวลและราบเรียบ

ไร้แรงกระเพื่อมใดๆทั้งในมุมของเศรษฐกิจ การเมือง ความมั่นคง

ในบรรยากาศความปลื้มปีติของไพร่ฟ้าประชาชนคนไทย “ในหลวง รัชกาลที่ 10” ทรงเป็น “ศูนย์รวมใจ”

โดยความตั้งพระทัยที่จะตามรอยพระบาทของพระราชบิดา

เปรียบเหมือนแสงทองส่องฟ้าราชอาณาจักรไทย เป็นความหวังใหม่ในการนำประเทศไทยกลับสู่ความเป็นแผ่นดินธรรมแผ่นดินทอง

อนาคตสดใส ในแผ่นดินของ “องค์มหาวชิราลงกรณ”

แต่ก่อนอื่นเลยทุกฝ่ายต้องมุ่งสำรวจตัวเองด้วย

นักการเมืองที่ถูกตั้งแง่มาตลอดว่า เป็นตัวการนำประเทศไทยติดหล่มวงจรอุบาทว์จนเกือบล่มสลาย เพราะพฤติกรรมน้ำเน่า แก่งแย่งชิงอำนาจและผลประโยชน์

ข้าราชการที่ใส่เกียร์ว่าง ทำงานเช้าชามเย็นชาม แต่มุ่งทุจริตคอร์รัปชันจนเป็นเรื่องชินชา

กลุ่มทุนใหญ่ที่จ้องแต่จะกอบโกยกำไร ผูกขาดธุรกิจ จนทำให้เกิดภาวะความเหลื่อมล้ำทางสังคม ช่องว่างระหว่างคนจนกับคนรวยห่างกันมากขึ้นทุกวัน

แม้แต่ประชาชนไทยเองที่เริ่มเคยตัวกับพฤติกรรมเห็นแก่ตัว ละเลยหน้าที่ ไร้ความรับผิดชอบต่อสังคม

ทุกฝ่ายร่วมกันสร้างพฤติกรรมสะสมทำให้ประเทศไทยติดหล่มวิกฤติ

ถึงเวลาแล้วที่ต้องหันมาปฏิรูปตัวเองให้พร้อมไปสู่อนาคตที่ดี

เพื่อประเทศไทยที่สดใสในอนาคต.

“ทีมการเมือง”

อ่านเพิ่มเติม...

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้