วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
กันเวลาให้เต็มที่ ‘มีชัย’ปลอบพรรค

กันเวลาให้เต็มที่ ‘มีชัย’ปลอบพรรค

  • Share:

แต่งตัวทันเลือกตั้ง ปชป.ซัดตาม‘ใบสั่ง’

“มีชัย” แจงกันเวลาไว้ให้พรรคการเมืองเตรียมตัว ก่อนลงสู่สนามเลือกตั้งเต็มที่ ชี้ คสช.คงทยอยปลดล็อกไม่ทำทีเดียวหมด ไม่งั้นวุ่น ตีกรรเชียงแจงคุณสมบัติองค์กรอิสระที่จะได้อยู่ต่อ โยนให้ กก.สรรหาตรวจสอบ ส่วน สนช.ยังอยู่ยาวตามเงื่อนไข รธน. โฆษก กรธ. ยัน สนช.นั่งควบเก้าอี้ไปจนกว่าจะมีสภาใหม่ เชื่อ คสช.ใช้อำนาจ ม.44 แต่พอดีไม่ล้ำเส้น รธน.ใหม่ ปชป. เหน็บ “ซือแป๋” รับบทหนังหน้าไฟร่างตามใบสั่ง “ปึ้ง” แขวะ “บิ๊กตู่” คิดเอาแต่เฮฮาปาจิงโกะ

จากข้อเรียกร้องของฟากฝั่งพรรคการเมืองให้ปลดล็อกดำเนินกิจกรรมทางการเมืองได้ แต่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ยืนกรานว่า ยังไม่ถึงเวลานั้น ล่าสุดนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ยืนยันว่า กันเวลาไว้ให้พรรคการเมืองเตรียมตัวก่อนลงสู่สนามเลือกตั้งได้เต็มที่

“มีชัย” กันเวลาให้การเมืองเต็มที่

เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 2 ธ.ค. ที่รัฐสภา มีนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุม กรธ. เพื่อพิจารณาทบทวนร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง และร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ว่า ยืนยันว่าสัปดาห์หน้าจะเปิดเนื้อหาร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยพรรคการเมืองแน่นอน ส่วนที่พรรคการเมืองบ่นว่า อาจเตรียมตัวไม่ทันนั้น พูดมาหลายครั้งแล้วว่า ออกกฎหมายลูก 2 ฉบับแรกเพื่อให้พรรคการเมืองเตรียมตัวก่อน ส่วนอีก 2 ฉบับที่จะกำหนดวันเลือกตั้ง จะออกมาหลังจากพรรคการเมืองมีความพร้อม เหตุผลที่ต้องถ่วงเวลาไว้ไม่ใช่ถ่วงการเลือกตั้ง แต่เพื่อให้พรรคการเมืองเตรียมความพร้อมให้เสร็จ ในร่าง พ.ร.บ.พรรคการเมืองเราคำนึงถึงระยะเวลาที่จะให้พรรคการเมืองเตรียมตัวได้เต็มที่ ขอให้สบายใจได้ ส่วนการปลดล็อกการทำกิจกรรมพรรคการเมือง มีคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ดูแลอยู่ไม่ต้องกังวล หากมีคำสั่งหรือประกาศ คสช.ใดที่สามารถยกเลิกได้ จะพิจารณาเป็นรายฉบับ คงยกเลิกพร้อมกันทั้งหมดไม่ได้ ไม่เช่นนั้นจะเกิดความวุ่นวาย

สนช.ยังอยู่ยาวตามเงื่อนไข รธน.

นายมีชัยยังกล่าวถึงประเด็นการดำรงตำแหน่งของกรรมการในองค์กรอิสระ ที่บางส่วนอาจขาดคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ว่า ในรัฐธรรมนูญใหม่กำหนดให้กรรมการองค์กรอิสระดำรงตำแหน่งต่อไปจนกว่าร่างกฎหมายลูกจะจัดทำเสร็จ เป็นบทที่รัฐธรรมนูญใหม่รองรับไว้ให้ สามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ แต่ในเนื้อหาในกฎหมายลูกประเด็นดังกล่าวยังไม่ทราบว่ารายละเอียดจะเป็นอย่างไร ปัญหาเกี่ยวกับคุณสมบัติ กรธ.กำหนดให้คณะกรรมการสรรหาเป็นผู้ตรวจสอบ เมื่อถามว่าในส่วนของสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่ต้องถูกพิจารณาคุณสมบัติด้วย จะมีกระบวนการอย่างไร นายมีชัยตอบว่า ในบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญ กำหนดข้อยกเว้นคุณสมบัติของ สนช. ว่ามีอะไรบ้างไว้จำนวนมาก แต่จะยกเว้นเท่าที่เป็นอยู่ เพราะ สนช.มาตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว แต่ในส่วนที่เกี่ยวกับพฤติกรรม เช่น เคยติดคุก หรือเคยทุจริตต่อหน้าที่ จะไม่ได้รับการยกเว้น เชื่อว่าในส่วนของ สนช.ไม่มีผลกระทบอะไร แต่ สนช.อาจเข้าชื่อร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้พิจารณาคนที่ขาดคุณสมบัติได้ด้วย

นั่งควบเก้าอี้จนกว่าจะมีสภาใหม่

ต่อมานายอุดม รัฐอมฤต โฆษก กรธ. แถลงว่า ยืนยันว่า สนช.ที่ดำรงตำแหน่งอยู่ในหน่วยงาน ราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ ยังสามารถปฏิบัติหน้าที่ในฐานะ สนช.ต่อไปได้ จนกว่าจะมีสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาชุดใหม่ เนื่องจากในบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้บัญญัติรับรองเอาไว้แล้ว ส่วนหาก สนช.จะไปลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. ต้องลาออกจากตำแหน่งภายใน 90 วัน นับแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญ แต่ถ้าเป็นกรณีที่มีกระบวนการสรรหา ส.ว.ตามบทเฉพาะกาลในรัฐธรรมนูญ หาก สนช.คนใดมีชื่ออยู่ในกระบวนการคัดเลือก ส.ว. ไม่จำเป็นต้องลาออกจากตำแหน่ง สนช.

เชื่อ คสช.ใช้อำนาจ ม.44 แต่พอดี

เมื่อถามว่า ภายหลังรัฐธรรมนูญประกาศใช้ คสช.จะมีอำนาจใช้มาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวเต็มที่เหมือนเดิมหรือไม่ นายอุดมตอบว่า ในรัฐธรรมนูญได้บัญญัติรับรองให้ คสช.ยังคงมีหน้าที่และอำนาจตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว แต่ส่วนตัวเชื่อว่าในทางปฏิบัติการใช้อำนาจตามมาตรา 44 ผู้ใช้อำนาจน่าจะต้องคำนึงถึงรัฐธรรมนูญเพื่อไม่ให้เกิดข้อขัดแย้งทางกฎหมายอยู่แล้ว ส่วนคำสั่งของ คสช.ตามมาตรา 44 ที่มีอยู่ก่อนการประกาศใช้รัฐธรรมนูญยังคงมีผลต่อไปตามกฎหมาย จนกว่าคสช.จะมีคำสั่งยกเลิกคำสั่งที่ออกไปก่อนหน้านั้น

เหน็บ “ซือแป๋” มือร่างตามใบสั่ง

ด้านนายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. กลายเป็นหนังหน้าไฟเขียนกฎหมายตามใบสั่ง จะกระแอมไอเสียงดังก็ไม่ได้ทั้งที่เป็นประธาน กรธ. การตั้งสมมติฐานว่านักการเมืองเลวหมดทุกพรรค แล้วมาเขียนกฎหมายตามสั่ง จึงไม่ตอบโจทย์ของการปฏิรูปพรรคการเมือง เพราะท่านไม่เคยฟังเสียงสะท้อนของนักการเมืองที่ดีแล้วนำไปปฏิบัติ หากแต่คิดตามที่เขาสั่งมา นั่งมะโนกันเอง แล้วได้ค่าเบี้ยประชุมครั้งละ 3,000-6,000 บาท มากกว่าเงินช่วยคนจน 5.4 ล้านคน อีก นายมีชัยจึงควรมองทะลุความจริงให้ถ่องแท้อย่าเขียนกฎหมายตามใจผู้มีอำนาจโดยไม่ไตร่ตรองในความเป็นจริง มิฉะนั้นจะก่อให้เกิดวิกฤติในอนาคต แล้วกฎหมายของนายมีชัยจะแปรสภาพเป็นถุงกล้วยแขกทันที

แขวะ “บิ๊กตู่” เอาแต่เฮฮาปาจิงโกะ

นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีตรองนายกฯ และแกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การออกกำลังกายถือเป็นสิ่งที่ดีควรส่งเสริม แต่ควรใช้เวลาหลังเลิกงานหรือก่อนเข้าทำงานเหมาะสมที่สุด จะได้ไม่เบียดบังเวลาทำงาน ทุกวันนี้เวลาทำงานของข้าราชการในการให้บริการประชาชนน้อยนิดอยู่แล้ว วันหยุดราชการก็เยอะมาก อยากให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ไตร่ตรองว่าการบริหารประเทศชาติให้เจริญก้าวหน้าได้ ต้องไม่ขี้เกียจ และแบ่งเวลางานให้ถูกต้อง ไม่ใช่คิดแต่จะเอามันหรือสนุกเฮฮาปาจิงโกะไปวันๆ อยากเสนอให้นายกฯ ไปรื้อฟื้นการเต้นแอโรบิกตามศูนย์การค้าที่เคยฮิตกันอยู่พักใหญ่ในอดีต ที่ประชาชนกลุ่มแม่บ้านออกมาเต้นกันตามลานจอดรถ หรือลานกีฬาตามโรงเรียน สวนสาธารณะช่วงเย็นค่ำ ที่เปิดไฟและเปิดเครื่องเสียงเต้นกัน แบบนี้คงไม่มีใครถือว่านายกฯ ไปลอกเลียนนโยบายของผู้นำรัฐบาลในอดีต

กระทุ้ง “สมคิด” ตื่นจากฝันผู้นำ ศก.

นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว.พลังงาน ทีมเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า จากทิศทางเศรษฐกิจที่ยังย่ำแย่ การส่งออกกลับมาติดลบหนัก อยากให้นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เร่งแก้ปัญหาการส่งออกและการลงทุน ส่งผลให้การว่างงานพุ่งขึ้น ก่อนจะฝันให้ไทยเป็นผู้นำเศรษฐกิจของอาเซียนแทนสิงคโปร์ การจะเป็นผู้นำเศรษฐกิจได้ ต้องได้รับการยอมรับจากนานาชาติ ไม่ใช่คิดแล้วจะเป็นได้เอง นักลงทุนหายไปลงทุนประเทศอื่นหมด ไม่เหลือความมั่นใจที่จะมาลงทุนในไทยแล้ว การเป็นผู้นำเศรษฐกิจอาเซียนคงเป็นได้แค่ในฝันเท่านั้น การเร่งให้มีการเลือกตั้งน่าจะช่วยเริ่มฟื้นฟูความมั่นใจได้ นานาชาติคงอยากเห็นระบอบการปกครองที่เป็นสากลและเชื่อถือได้มากกว่า การที่นายสมคิดยอมรับว่าใช้เงินไปไม่ต่ำกว่า 300,000 ล้านบาท เพื่อช่วยเกษตรกรและคนยากจน แต่ทำไมประชาชนกลับไม่รู้สึกเลยว่าดีขึ้น หลายฝ่ายจึงตั้งข้อสงสัยว่าน่าจะใช้ไม่ถูกทางเหมือนตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ

เลื่อนประชุม ครม.ไปพุธที่ 7 ธ.ค.

ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า วาระงานประจำวันอังคารที่ 6 ธ.ค. เวลา 10.30 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและภริยา มีกำหนดการเข้าเฝ้าฯในพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลทักษิณานุปทาน เนื่องในวันคล้ายวันเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธันวาคม พุทธศักราช 2559 ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย ในพระบรมมหาราชวัง ทำให้การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่มีประจำทุกวันอังคารของทุกสัปดาห์ ต้องเลื่อนไปเป็นวันพุธที่ 7 ธ.ค. แทน

ชูเพลง “ยิ้มสู้” กำลังใจไทยทั้งชาติ

ต่อมาเวลา 20.15 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. กล่าวในรายการ “ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน” ว่า องค์การสหประชาชาติประกาศให้วันที่ 3 ธ.ค.ของทุกปีเป็น “วันคนพิการสากล” ขอนำเรื่องของนายช่วง โพธิรัญ อายุ 68 ปี ผู้บกพร่องทางสายตาศิษย์เก่าโรงเรียนสอนคนตาบอดกรุงเทพ ซึ่งตั้งขึ้นตามแนวพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 จนขณะนี้มีคนตาบอดจบปริญญาเอกหลายคน ทรงมีพระราชประสงค์อยากให้ผู้พิการทางสายตาลุกขึ้นต่อสู้ชีวิต จึงทรงพระราชนิพนธ์เพลง “ยิ้มสู้” เป็นขวัญและกำลังใจจนเป็นเพลงที่ให้กำลังใจทุกคนในประเทศไทย “บ่อยครั้งพระองค์พร้อมสมเด็จ พระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และพระบรม วงศานุวงศ์ เสด็จฯพระราชทานเลี้ยงอาหารที่โรงเรียนสอนคนตาบอดฯช่วงปีใหม่ หลายครั้งพระองค์โปรดที่จะเล่นกับเด็กๆ โดยไม่ให้บอกว่าพระองค์คือใคร แต่ทรงให้ขานพระนามย่อว่า “พล” อีกทั้งยังทรงเป็นพระอาจารย์สอนวิชาดนตรีให้แก่ผู้พิการทางสายตา และทรงเป่าแซกโซโฟนพระราชทานแก่ทุกคนอีกด้วย”

ปลื้มข้าวไทยอันดับหนึ่งของโลก

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวต่อว่า ในวันสิ่งแวดล้อมไทย วันที่ 4 ธ.ค.นี้ คณะกรรมการอำนวยการ บูรณาการเพื่อแก้ไขปัญหาผักตบชวา จัดกิจกรรมรณรงค์ “จิตอาสาประชาร่วมใจแก้ไขปัญหาผักตบชวา” เพื่อไม่ให้ปัญหากลับมาอีก นอกจากนี้ ขอให้คนไทยร่วมภูมิใจกับข้าวหอมมะลิของไทยที่ได้ชื่อว่ามีรสชาติดีที่สุดในโลก ครองอันดับ 1 ปี 2016 ในการประกวดข้าวระดับโลก ที่ จ.เชียงใหม่ เมื่อวันที่ 18 พ.ย.ที่ผ่านมา ถือเป็นกำลังใจให้กับชาวนาไทย การเป็นแชมป์นั้นไม่ง่าย แต่การรักษาแชมป์นั้นยากกว่า ขอให้ผู้เกี่ยวข้องช่วยกันรักษามาตรฐานเพื่อเพิ่มมูลค่าด้วยคุณภาพ การสร้างกลไกประชารัฐเพื่อสร้างความเข้มแข็ง เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน ลดความเหลื่อมล้ำ และก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลาง วันนี้มีคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนกว่า 5,000 โครงการ มูลค่าลงทุน 2.2 ล้านล้านบาท รวมทั้งการลงทุนด้านดิจิทัลที่มีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ศาลฎีกาชี้ขาดคดี “ตู่” หมิ่น “เทือก”

อีกเรื่องเมื่อเวลา 10.00 น. ที่ห้องพิจารณาคดี 807 ศาลอาญา ศาลอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา คดีที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายจตุพร พรหมพันธุ์ อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย และแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เป็นจำเลยในความผิดหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณา จากกรณีเมื่อวันที่ 4 ธ.ค.2552 นายจตุพรแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนว่านายสุเทพเตรียมดำเนินการใส่ร้ายคนเสื้อแดง โดยให้คนต่างด้าว 5,000 คน แฝงตัวร่วมชุมนุมกับ นปช. เพื่อไปทำลายพระบรมฉายาลักษณ์ บริเวณถนนราชดำเนิน โดยศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ยื่นฎีกา วันนี้เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์เบิกตัวนายจตุพรมาจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพ นายจตุพรมีสีหน้ายิ้มแย้มทักทายผู้ที่มาให้กำลังใจ อาทิ นพ.เหวง โตจิราการ นางธิดา ถาวรเศรษฐ แกนนำ นปช.
ยกฟ้องตามศาลอุทธรณ์

โดยศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือกันแล้ว เห็นว่าขณะนั้นนายสุเทพดำรงตำแหน่งรองนายกฯฝ่ายความมั่นคง ขณะที่นายจตุพรเป็นแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง จัดการชุมนุมต่อต้านรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เพื่อให้ยุบสภาและจัดการเลือกตั้งใหม่ นายสุเทพได้ข้อมูลจากสำนักข่าวกรองและแหล่งข่าว ข้อความดังกล่าวย่อมส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงภาพลักษณ์ของแกนนำนปช. อีกทั้งนายจตุพรเคยตั้งกระทู้ถามในรัฐสภาถึงเรื่องนี้ ศาลยังเห็นว่าพรรคการเมืองของนายสุเทพ และนายจตุพรเป็นคู่แข่งทางการเมืองอย่างชัดเจน การที่นายสุเทพแถลงข่าวในเรื่องดังกล่าว ย่อมทำให้บุคคลทั่วไปที่ได้รับฟังเกิดความเสื่อมเสียและประชาชนคลางแคลงสงสัยในตัวจำเลย จำเลยย่อมที่จะมีสิทธิโต้ตอบโดยสุจริตเพื่อป้องกันส่วนได้ของตัวเอง ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยพิพากษายืน ยกฟ้อง

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้