วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
‘ทรงพระเจริญ’ก้อง รัชกาลที่10 ทรงแย้มพระสรวล

‘ทรงพระเจริญ’ก้อง รัชกาลที่10 ทรงแย้มพระสรวล

  • Share:

พสกนิกรปีติ-ทรงโบกพระหัตถ์ ผู้นำโลกสดุดีส่งสาร‘ถวายพระพร’ โปรดเกล้าฯ‘เปรม’ปธ.องคมนตรี

ทั่วโลกส่งสารถวายพระพรชัยมงคล “สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร” ขึ้นทรงราชย์เป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 10 แห่งราชอาณาจักรไทย เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ขอสืบสานมิตรภาพอันยืนยงธำรงไมตรีตลอดไป ด้านประธานาธิบดี “สี จิ้นผิง” ถวายพระพรและแสดงความยินดี ย้ำพระราชวงศ์มีบทบาทสำคัญในการสร้างสัมพันธ์ไทย-จีน ที่หยั่งรากลึกอย่างมั่นคงมานาน ขณะที่ประธานาธิบดีสิงคโปร์กราบบังคมทูลเชิญเสด็จฯเยือนสิงคโปร์ พสกนิกรแห่เฝ้ารับเสด็จ “สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร” เป็นครั้งแรกหลังทรงราชย์เป็น “รัชกาลที่ 10” ในการเสด็จพระ ราชดำเนินไปทรงบำเพ็ญพระราชกุศลปัญญาสมวารพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง วันที่สอง นายกฯเผยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงราชย์เพื่อสานต่อศาสตร์พระราชา ขอคนไทยรวมใจใต้ร่มบรมโพธิสมภาร

พสกนิกรไทยสุดปลาบปลื้มปีติยินดี ในการที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพย วรางกูร ขึ้นทรงราชย์เป็นพระมหากษัตริย์สืบสันตติวงศ์ แห่งราชวงศ์จักรี ขณะที่นานาชาติร่วมแซ่ซ้องถวาย พระพรชัยมงคลแด่ “รัชกาลที่ 10” ขณะที่วันที่ 2 ธ.ค. ซึ่งเป็นวันที่ห้าสิบของพระราชพิธีทรงบำเพ็ญ พระราชกุศลพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดช และเป็นวันที่สองของพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลปัญญาสมวาร เนื่องในโอกาสครบรอบวันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ครบ 50 วัน ในการนี้ สมเด็จพระเจ้า อยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร เสด็จ พระราชดำเนินไปในการพระราชพิธีทรงบำเพ็ญ พระราชกุศลปัญญาสมวารพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง พร้อมพระบรม วงศานุวงศ์ มีพสกนิกรจากทั่วทุกทิศหลั่งไหลไปเฝ้ารับเสด็จ ที่บริเวณพระบรมมหาราชวังและท้องสนามหลวง รอถวายพระพรอย่างเนืองแน่นตั้งแต่เช้ามืด

พระเทพฯ ทรงบำเพ็ญพระกุศลเช้า

เวลา 07.07 น. สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปยังพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อย หน้าพระบรมโกศพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงกราบหน้าพระบรมโกศพระ บรมศพ ทรงจุดธูปเทียนบูชาพระพุทธรูปประจำพระชนมวาร ที่หน้าพระแท่นมหาเศวตฉัตร จากนั้นถวายภัตตาหารเช้าแด่พระพิธีธรรม 8 รูป จากวัด จักรวรรดิราชาวาสวรมหาวิหาร และวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร ที่สวดพระอภิธรรมพระบรมศพมาตั้งแต่ค่ำวันที่ 1 ธ.ค.

พสกนิกรรับเสด็จแน่นราชดำเนิน

ต่อมาเวลา 10.51 น. สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร เสด็จพระ ราชดำเนินโดยรถยนต์พระที่นั่ง จากพระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต ถึงพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ไปในการพระราชพิธี ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลปัญญาสมวารพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยมีประชาชน ข้าราชการ นักเรียน นักศึกษา จำนวนมากเฝ้าฯรอรับเสด็จ ตลอดทั้งสองฝั่งถนนราชดำเนินกันยาวเหยียด เมื่อทอดพระเนตรเห็นพสกนิกรมาเฝ้าฯรอรับเสด็จจำนวนมาก ทรงโบกพระหัตถ์ และแย้มพระสรวลให้กับประชาชน โดยประชาชนต่างพร้อมใจกันเปล่งเสียง “ทรง พระเจริญ” ดังกึกก้องไปทั่วบริเวณ บางรายนำพระบรมฉายาลักษณ์ชูขึ้นเหนือศีรษะ ด้วยความเคารพอย่างสูงสุด

ปลื้มปีติที่ได้เห็นรัชกาลที่ 10

นางสมศรี อยู่ในวงศ์ อายุ 57 ปี อยู่บ้านเลขที่ 12/247 ตำบลบึงยี่โถ อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี หนึ่งในผู้มาร่วมรับเสด็จ กล่าวว่า มาตั้งแต่ตีห้า ตั้งใจมารับเสด็จ รัชกาลที่ 10 โดยเฉพาะ เมื่อได้เห็นพระพักตร์ของพระองค์ท่านแล้วรู้สึกปลาบปลื้มใจเป็นอย่างมาก ถือว่าเป็นประวัติศาสตร์ครั้งแรกในชีวิตที่ได้รับเสด็จ หลังจากที่พระองค์ทรงราชย์เป็นในหลวงรัชกาลที่ 10 ด้านนางชูศรี รัดคุ่ย อายุ 52 ปี อยู่บ้านเลขที่ 43 หมู่ 4 ตำบลบางคูรัด อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี กล่าวว่า ดีใจมากที่ได้เห็นองค์ในหลวงรัชกาลที่ 10 เป็นครั้งแรก ก่อนหน้านี้เคยรับเสด็จขณะที่ดำรงพระอิสริยยศเป็นสมเด็จพระบรม โอรสาธิราชฯ ปลื้มปีติอย่างมากที่ได้เห็นพระองค์ แม้ว่าตนจะรู้สึกอาลัยต่อการสวรรคตของในหลวง รัชกาลที่ 9 แต่ก็รู้สึกดีใจในฐานะคนไทยที่ได้ในหลวงรัชกาลที่ 10 มาแทน ขอถวายพระพรให้ทรงพระเจริญตลอดกาลนาน

เสด็จฯพร้อมพระบรมวงศานุวงศ์

เวลา 10.54 น. สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร เสด็จพระราชดำเนินถึงพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง พร้อมด้วย สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชา ทินัดดามาตุ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าทีปังกรรัศมีโชติ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์ และพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าอทิตยาทรกิติคุณ โดยมีคณะองคมนตรี คณะรัฐมนตรี คณะตุลาการ คณะสมาชิกสภานิติบัญญัติ และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ เฝ้าฯรับเสด็จ

ทรงบำเพ็ญกุศลพระบรมศพ

จากนั้น สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อยและเครื่องราชสักการะ กราบถวายบังคมพระบรมศพ แล้วทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการบูชาพระพุทธรูปประจำพระชนมวารที่หน้าพระแท่นมหาเศวตฉัตร พระสงฆ์ 30 รูป ที่สวดพระพุทธมนต์แต่วันก่อนถวายพรพระ จบ ทรงประเคนภัตตาหาร พระสงฆ์รับพระราชทานฉันเสร็จแล้ว ทรงทอดผ้าไตร พระสงฆ์ทั้งนั้นสดับปกรณ์ ถวายอนุโมทนา ถวายอดิเรก ถวายพระพรลา เจ้าพนักงานนิมนต์พระพรหมกวี วัดกัลยาณมิตร ขึ้นนั่งยังอาสนะ ทรงจุดธูปเทียนเครื่องทรงธรรม สมเด็จพระราชาคณะถวายศีล

พระพรหมกวีแสดงพระธรรมเทศนา

พระพรหมกวีถวายวิสัชนาพระธรรมเทศนา แสดงพระธรรมเทศนา “สันตุฏฐิกถา” เรื่องความสันโดษ ใจความว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพล อดุลยเดช ทรงมีพระราชวิริยะอุตสาหะ ประพฤติปฏิบัติตามพระบรมราชปณิธาน ตามที่ได้แสดงพระปฐมบรมราชโองการ ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เมื่อวันที่ 5 พ.ค. พ.ศ.2493 ว่า “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์แห่งมหาชนชาวสยาม” นำประเทศชาติและประชาชนไปสู่ความร่มเย็นเป็นสุข โดยมิได้ทรงคำนึงถึงความลำบากเหนื่อยยากแต่ประการใด ในปีหนึ่งๆ ทรงอุทิศเวลาไม่ต่ำกว่า 200 วัน โดยประมาณ เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎรในท้องถิ่นทุรกันดารทุกภาคของประเทศ ทรงวางแผนพัฒนาความเจริญก้าวหน้าในทุกพื้นที่ ทรงแก้ปัญหาอุปสรรคข้อขัดข้อง ทรงส่งเสริมความสามัคคี ปรองดอง สมานฉันท์ เพื่อความอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขเสมอมา

ยก ร. 9 เข้าพระทัยหลักธรรม “สันโดษ”

พระพรหมกวี กล่าวด้วยว่า ตลอดระยะเวลา 70 ปีแห่งการเสด็จเถลิงถวัลยสิริราชสมบัติ พระราชทาน “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” ที่สามารถนำมาปฏิบัติได้ในชีวิตประจำวันของประชาคมทุกชนชั้น ในการพัฒนาชีวิตให้ดำเนินไปในทางสายกลาง มีเหตุมีผลบ่งชี้ให้เห็นถึงพระปรีชาสามารถ ที่ทรงเข้าพระทัยในหลักธรรมข้อว่า “ความสันโดษ” อย่างถูกต้องถ่องแท้ และทรงนำมาประยุกต์เป็นปรัชญาดำเนินชีวิตอย่างน่าอัศจรรย์ที่สุด

ใช้คุณธรรมสำคัญพัฒนาประเทศ

พระพรหมกวี กล่าวอีกว่า แต่คำว่า “สันโดษ” ยังมีผู้เข้าใจไม่ตรงตามพระประสงค์ขององค์สมเด็จพระบรมศาสดา แล้วมักจะแปลกันว่า “ความมักน้อย” บ้าง “ยินดีตามมีตามได้” บ้าง กลับกลายเป็นว่า สันโดษ เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศ เป็นเหตุให้ประเทศด้อยพัฒนา แต่แท้จริงคำว่า “สันโดษ” ท่านแปลว่า ยินดีด้วยของที่มีอยู่ เป็นการหล่อเลี้ยงให้คนมีกำลังใจ มีความขยันหมั่นเพียร รู้จักอดออมด้วยความไม่เกียจคร้าน มิได้สอนเบื่อหน่ายเกียจคร้านในการแสวงหา ผู้ใดเกียจคร้านไม่ทำการงานตามหน้าที่เลี้ยงชีวิตตามความสามารถ ผู้นั้นชื่อว่าไม่มีสันโดษ ดังนั้น “สันโดษ” จึงเป็นคุณธรรมที่สำคัญในการพัฒนาประเทศเกี่ยวข้องตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระราชทานแก่ปวงชนชาวไทย เพื่อนำไปเรียนรู้ เข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา เป็นพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้

ทอดผ้าไตรพระสงฆ์ 89 รูป

เมื่อพระพรหมกวี วัดกัลยาณมิตร แสดงพระธรรมเทศนาจบ พระครูสัญญาบัตร ฐานานุกรม เปรียญ 4 รูป จากวัดกัลยาณมิตร สวดธรรมคาถา ต่อมา สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงประเคนจตุปัจจัยไทยธรรมบูชากัณฑ์เทศน์ และทรงทอดผ้าไตร พระสงฆ์ทั้งนั้นสดับปกรณ์ ถวายอนุโมทนา ถวายอดิเรก ถวายพระพรลา แล้วทรงทอดผ้าไตรพระสงฆ์อีก 89 รูปเท่าพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดช สดับปกรณ์ ถวายอนุโมทนา ถวายอดิเรก ถวายพระพรลา เสด็จพระราชดำเนินกลับ

โบกพระหัตถ์ให้พสกนิกรสองข้างทาง

สำหรับบรรยากาศตลอดเส้นทางที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร เสด็จพระราชดำเนินไปยังพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง เพื่อทรงบำเพ็ญพระราชกุศล เนื่องในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จสวรรคตครบ 50 วัน ได้มีประชาชนมารอเฝ้ารับเสด็จ โดยเฉพาะที่บริเวณแยกมิสกวันจนถึงสะพานมัฆวานรังสรรค์ ได้มีบรรดาผู้บริหาร ข้าราชการกระทรวงศึกษาธิการ นักเรียนโรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย พร้อมด้วยทหาร ตำรวจ และประชาชนทั่วไปมารอเฝ้ารับเสด็จอย่างเนืองแน่น เมื่อขบวนรถของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ผ่านมาถึง ต่างก็พร้อมใจเปล่งเสียงทรงพระเจริญดังกึกก้อง ทรงโบกพระหัตถ์ให้กับพสกนิกรที่มาเฝ้ารับเสด็จ และทำท่าวันทยาหัตถ์ รับการถวายความเคารพจากทหาร ตำรวจ และนักเรียนโรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย สร้างความปลาบปลื้มใจให้กับผู้ที่มารอเฝ้ารับเสด็จสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 เป็นครั้งแรก หลังจากทรงรับขึ้นทรงราชย์

เสด็จฯมาพร้อมพระธิดา-พระโอรส

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ภายในรถยนต์พระที่นั่งของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร มีพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้า ทีปังกรรัศมีโชติ โดยเสด็จฯมาด้วย โดยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ประทับนั่งที่เบาะด้านหลังกับพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ส่วนพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริวัณณวรีนารีรัตน์ ประทับนั่งคู่กับพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าทีปังกรรัศมีโชติ ซึ่งพสกนิกรที่เฝ้ารับเสด็จและได้เห็นภาพนี้ต่างชื่นชมว่าเป็นภาพครอบครัวที่น่ารักและอบอุ่น

ทูลกระหม่อมโพสต์ IG ถวายพระพร

ขณะที่เมื่อเช้าวันเดียวกัน ทูลกระหม่อมหญิง อุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ได้โพสต์พระบรมฉายาลักษณ์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ขณะทรงถวายบังคมพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต และพระบรมฉายาลักษณ์ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมัยยังดำรงพระยศเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ ทรงมีพระราชปฏิสันถารกับทูลกระหม่อมหญิง อุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ในพระอิริยาบถต่างๆใน “อินสตาแกรม” ส่วนพระองค์ พร้อมข้อความว่า nichax ถวายพระพร #สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร #รัชกาลที่10 #ทรงพระเจริญ

เชิญธง“มหาราช”เหนือพระที่นั่งอัมพรสถาน

ส่วนที่พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต เช้าวันเดียวกัน ได้มีการเชิญ “ธงเยาวราช” ซึ่งเป็นเครื่องหมายในพระองค์ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ลงจากยอดเสาหน้าพระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต แล้วมีการเชิญ“ธงมหาราช” ซึ่งเป็นธงพระราชอิสริยยศประจำพระองค์พระมหากษัตริย์ขึ้นสู่ยอดเสาแทน ภายหลังสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงตอบรับการขึ้นทรงราชย์เป็นพระมหากษัตริย์สืบราชสันตติวงศ์

โปรดเกล้าฯ “ป๋าเปรม” ประธานองคมนตรี

ค่ำวันเดียวกัน ได้มีประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 133 ตอนพิเศษ 280 ง เรื่องแต่งตั้งประธานองคมนตรี ความว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร มีพระราชโองการโปรดเกล้าฯให้ประกาศว่า โดยที่ประธานองคมนตรีได้กราบถวายบังคมลาออกจากตำแหน่งประธานองคมนตรี และทรงพระราชดำริเห็นเป็นการสมควรแต่งตั้งประธานองคมนตรีอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 2 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 ประกอบกับมาตรา 12 มาตรา 13 และมาตรา 16 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักร พุทธศักราช 2550 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ เป็นประธานองคมนตรี ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ประกาศ ณ วันที่ 2 ธันวาคม พุทธศักราช 2559 เป็นปีที่ 1 ในรัชกาลปัจจุบัน ผู้รับสนองพระราชโองการ พรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ

ทูตสหรัฐฯร่วมถวายพระพรชัยมงคล

นอกจากนี้ นานาชาติทั่วโลกยังได้ร่วมถวาย พระพรชัยมงคล แด่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร โดยวันเดียวกันนี้ สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย เผยแพร่แถลงการณ์ของนายกลิน ที. เดวีส์ เอกอัครราชทูต สหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ใจความว่า ขอ พระราชทานกราบบังคมทูลพระกรุณาทราบฝ่าละออง ธุลีพระบาท ข้าพระพุทธเจ้า นายกลิน ที.เดวีส์ เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ขอพระราชทานพระบรมราชวโรกาส กราบบังคมทูล พระกรุณา แสดงความยินดีและถวายพระพรชัยมงคลแด่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร พร้อมทั้งขอแสดงความยินดีต่อประชาชนชาวไทยเนื่องในวาระมหามงคลที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวขึ้นทรงราชย์เป็นพระมหากษัตริย์แห่งราชอาณาจักรไทย

ขอสืบสานมิตรภาพอันยืนยง

ในแถลงการณ์ระบุด้วยว่า พันธมิตรระหว่างสหรัฐอเมริกากับราชอาณาจักรไทย เป็นสิ่งทรงคุณค่ายิ่งสำหรับสหรัฐอเมริกา และสหรัฐอเมริกามีความปรารถนายิ่งที่จะสืบสานมิตรภาพอันยืนยงนี้ ซึ่งเริ่มมานับตั้งแต่การติดต่อสื่อสารครั้งแรก ระหว่างราชสำนักในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย กับประธานาธิบดีเจมส์ มอนโร ในปี พ.ศ.2361 นับจากนั้นมามิตรภาพระหว่างทั้ง 2 ประเทศ ได้พัฒนาสู่ความเป็นหุ้นส่วนและพันธมิตรที่ยังประโยชน์ยิ่งต่อประเทศทั้งสองมาตลอดร่วมสิบชั่วอายุคนเฉกเช่นเดียวกับในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช สมเด็จพระบรมชนกนาถ ผู้ทรงเป็นที่รักยิ่งของปวงชน สหรัฐอเมริกาจะยังคงมุ่งมั่นพัฒนาสายสัมพันธ์นี้ ภายใต้พระบารมีในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ให้กระชับแน่นแฟ้นยิ่งขึ้นเพื่อเสถียรภาพและความเจริญรุ่งเรืองแห่งประชาชนของทั้งสองประเทศ ข้าพระพุทธเจ้าขอกราบบังคมทูลพระกรุณาถวายพระพรชัยมงคล เพื่อสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร มีพระพลานามัยสมบูรณ์และทรงพระเกษมสำราญยิ่งยืนนาน ควรมิควรแล้วแต่จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ข้าพระพุทธเจ้า นายกลิน ที. เดวีส์ เอกอัครราชทูตสหรัฐ อเมริกาประจำประเทศไทย

ปธน.เยอรมนีอำนวยพร

ขณะที่เว็บไซต์เฟซบุ๊ก สถานเอกอัครราชทูตเยอรมนี ประจำประเทศไทย เผยแพร่โทรเลขจากนายโยอาคิม เก๊าค์ ประธานาธิบดีสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี เมื่อวันที่ 1 ธ.ค.2559 มีใจความว่า ขอเดชะฝ่าละอองธุลีพระบาท ปกเกล้าปกกระหม่อม ข้าพระพุทธ เจ้า ในนามของประชาชนชาวเยอรมัน ขอพระราชทานพระบรมราชวโรกาส ถวายพระพรชัยมงคลและอำนวยพร พร้อมความปรารถนาดีอย่างจริงใจ มายังใต้ฝ่าละออง ธุลีพระบาท เนื่องในโอกาสที่ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท เสด็จขึ้นครองราชย์ สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีและราชอาณาจักรไทย ธำรงมิตรไมตรีต่อกันมายาวนาน บนพื้นฐานของความไว้เนื้อเชื่อใจ ข้าพระพุทธเจ้าเชื่อมั่นว่า ภายใต้การปกครองของพระองค์ มิตรภาพและความร่วมมือระหว่างประเทศของเราทั้งสอง จะมั่นคงและเพิ่มพูนยิ่งขึ้นไป ข้าพระพุทธเจ้า ขอพระราชทานพระบรมราชวโรกาส ขออำนวยพรให้ใต้ฝ่าละออง ธุลีพระบาท ทรงประสบความสำเร็จในการสร้างความเจริญรุ่งเรืองให้กับประเทศไทยและความผาสุกของปวงชนชาวไทย ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ

เชื่อมั่นมิตรภาพใกล้ชิดเพิ่มพูน

นอกจากนี้ ได้เผยแพร่คำถวายพระพรของนายแฟรงค์วอลเตอร์ สไตน์ไมเออร์ รมว.ต่างประเทศเยอรมนี เนื่องในโอกาสที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร เสด็จขึ้นครองราชย์ว่า สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีและราชอาณาจักรไทย ธำรงมิตรไมตรีอย่างใกล้ชิดต่อกันมานานกว่า 150 ปี หวังอย่างยิ่งว่าภายใต้การปกครองของสมเด็จพระเจ้า อยู่หัว รัชกาลที่ 10 มิตรภาพและความร่วมมือระหว่างประเทศทั้งสองจะยิ่งใกล้ชิดและเพิ่มพูนยิ่งขึ้นไป ขอ อำนวยพรพร้อมความปรารถนาดีแด่พระมหากษัตริย์องค์ใหม่ ให้พระองค์ทรงมีพระกำลังที่เข้มแข็งและประสบ ความสำเร็จ ในการสร้างความผาสุกแด่ปวงชนชาวไทย

ทูตเยอรมันย้ำความร่วมมือมั่นคงต่อไป

อีกทั้งยังมีสารแสดงความยินดี จากนายเพเทอร์ พรือเกล เอกอัครราชทูตสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ประจำประเทศไทย ความว่า ในนามของสหพันธ์ สาธารณรัฐเยอรมนี นายเพเทอร์ พรือเกล เอกอัครราชทูตสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ณ กรุงเทพฯ ขอ พระราชทานพระบรมราชวโรกาส ถวายพระพรชัยมงคล และอำนวยพรพร้อมความปรารถนาดีอย่างจริงใจไปยังสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร เนื่องในโอกาสที่พระองค์เสด็จขึ้นครองราชย์ สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีและราชอาณาจักรไทย ธำรงมิตรไมตรีต่อกันมายาวนานกว่า 154 ปี ด้วยความเชื่อมั่นว่า ภายใต้การปกครองของพระองค์ มิตรภาพและความร่วมมือระหว่างประเทศทั้งสองจะมั่นคงและเพิ่มพูนยิ่งขึ้นไป ขออำนวยพรพร้อมความปรารถนาดีอย่างจริงใจ เพื่อให้พระองค์ทรงประสบ ความสำเร็จ ในการสร้างความเจริญรุ่งเรืองให้กับราชอาณาจักรไทยและความผาสุกของปวงชนชาวไทย

สหภาพยุโรปขอทรงพระเจริญ

ขณะที่เว็บไซต์เฟซบุ๊ก คณะผู้แทนสหภาพยุโรป ประจำประเทศไทย ได้เผยแพร่สารของนายเฆซุส มิเกล ซันส์ เอกอัครราชทูตและหัวหน้าคณะผู้แทนสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย ใจความว่า ในนามของคณะผู้แทนสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย ข้าพเจ้า ขอร่วมถวายพระพรชัยมงคลแด่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร เนื่องในพระบรมราชวโรกาสที่พระองค์เสด็จขึ้นครองราชย์ ข้าพเจ้าน้อมถวายพระพร ขอให้พระองค์ทรงพระเจริญ และครองราชย์อย่างยิ่งยืนนาน เพื่อความผาสุกของราชอาณาจักรไทยและปวงชนชาวไทย

สี จิ้นผิงส่งสารถวายพระพร

วันเดียวกัน ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ได้ส่งสารแสดงความยินดี และถวายพระพรชัยมงคลแด่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ผ่านสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย ใจความว่า ขอพระราชทานกราบบังคมทูล พระกรุณาทราบฝ่าละอองธุลีพระบาท ข้าพระพุทธเจ้ามีความยินดีที่ได้ทราบว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ได้ทรงขึ้นครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์แห่งราชอาณาจักรไทย ในนามของรัฐบาลประชาชนสาธารณรัฐประชาชนจีน ข้าพระพุทธเจ้าขอพระราชทานพระบรมราชวโรกาส กราบบังคมทูลพระกรุณาแสดงความยินดีและถวายพระพรชัยมงคลแด่พระองค์

เชื่อไทย–จีนแน่นแฟ้นมากขึ้น

สารของนายสี จิ้นผิง ระบุอีกว่า จีนกับไทยเป็นเพื่อนบ้านที่ดีต่อกัน ความเชื่อว่า “จีนไทยพี่น้องกัน” ได้ฝังรากลึกลงในจิตใจของประชาชนทั้งสอง ประเทศ ขณะเดียวกัน หุ้นส่วนความร่วมมือทางยุทธศาสตร์อย่างรอบด้านระหว่างสองประเทศได้หยั่งรากลึกอย่างมั่นคง พระราชวงศ์ไทยให้ความสำคัญยิ่งและแสดงบทบาทที่ขาดมิได้ในการสร้างสัมพันธ์แน่นแฟ้นระหว่างจีน-ไทย พระราชกรณียกิจของใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทเป็นที่ซาบซึ้งดี ของข้าพระพุทธเจ้า ข้าพระพุทธเจ้าหวังว่าจะได้ร่วมกับใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทในการส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศไปสู่อนาคตที่สดใส เพื่อประโยชน์และความผาสุกของประชาชนทั้งสองประเทศ ข้าพระพุทธเจ้าขอพระราชทานพระบรมราชวโรกาสถวายพระพรชัยมงคลให้ใต้ฝ่าละออง ธุลีพระบาททรงมีพระพลานามัยแข็งแรงและทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน และขออวยพรให้ประเทศไทยมีความเจริญรุ่งเรือง และประชาชนมีความสุขและ เบิกบาน ควรมิควรแล้วแต่จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม

มั่นใจ ร.10 นำมาซึ่งศักราชใหม่

ด้านประธานาธิบดี โทนี ตัน เค็ง ยัม แห่งสาธารณรัฐสิงคโปร์ ได้ส่งสารถวายพระพรชัยมงคลแด่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร เนื่องในโอกาสขึ้นทรงราชย์ ใจความว่า ข้าพระพุทธเจ้าในนามของประชาชนชาวสิงคโปร์ ขอถวายพระพรชัยมงคลและความปรารถนาดีอย่างหาที่สุดมิได้ ในวาระมหามงคลที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นทรงราชย์ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงเป็นศูนย์รวมขวัญกำลังใจของปวงชนชาวไทย นับแต่การเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ข้าพระพุทธเจ้ามั่นใจว่า การเสด็จขึ้นทรงราชย์ของพระองค์จะนำมาซึ่งศักราชใหม่แห่งสันติภาพ ความเจริญรุ่งเรืองและความก้าวหน้าของปวงชนชาวไทยและประเทศไทย

กราบบังคมทูลเชิญเสด็จสิงคโปร์

ประธานาธิบดีสิงคโปร์กล่าวด้วยว่า สิงคโปร์และไทยมีความสัมพันธ์อันอบอุ่นและใกล้ชิดต่อกันมานานหลายทศวรรษ และในอีกหลายปีข้างหน้า ข้าพระพุทธเจ้ามั่นใจว่า ความร่วมมือแบบทวิภาคีระหว่างกันจะยังคงแข็งแกร่งและก่อประโยชน์แก่ประชาชนของทั้งสองประเทศอย่างไม่ต้องสงสัย ข้าพระพุทธเจ้าขอพระราชทานพระบรมราชวโรกาส กราบบังคมทูลเชิญสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จ พระราชดำเนินเยือนสิงคโปร์ในวาระที่เหมาะสมอันใกล้นี้ต่อไป ควรมิควรแล้วแต่จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ข้าพระพุทธเจ้า นายโทนี ตัน เค็ง ยัม ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสิงคโปร์

“ทักษิณ–ยิ่งลักษณ์” พร้อมใจถวายพระพร

ขณะที่เฟซบุ๊กและอินสตาแกรมของนายทักษิณ ชินวัตร น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี รวมถึงแกนนำพรรคเพื่อไทย พร้อมใจกันลงภาพและข้อความถวายพระพร สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร โดยลงภาพพระ บรมฉายาลักษณ์ พร้อมข้อความ “ทรงพระเจริญ ขอถวายพระพรชัยมงคล” เช่นเดียวกับเว็บไซต์พรรคเพื่อไทยก็ได้มีถ้อยคำถวายพระพร แด่สมเด็จพระเจ้า อยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร

ร.10 ทรงราชย์เพื่อสานต่อศาสตร์พระราชา

ในเวลา 20.15 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช. กล่าวในรายการ “ศาสตร์พระราชาสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน” ว่า กว่า 7 ศตวรรษ ที่ไทยมีเสถียรภาพและความมั่นคง ด้วยมีสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นหลักชัย มีความสงบสุขภายใต้พระบรมโพธิสมภาร แห่งองค์พระบาทสมเด็จพระ ปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ผู้ทรงครองแผ่นดินตั้งมั่นใน “ทศพิธราชธรรม” เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม ตลอดรัชสมัยของพระองค์ บัดนี้ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยจากสมเด็จพระบรมชนกนาถโปรดเกล้าฯ สถาปนาและทรงสถิตอยู่ในพระราชสถานะองค์พระรัชทายาทมากว่า 44 ปี ทรงพระกรุณา “รับ” คำกราบบังคมทูลอัญเชิญขึ้นทรงราชย์ เป็น “สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” พระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 10 เพื่อทรงเจริญรอยตามพระยุคลบาทในการสานต่อ “ศาสตร์พระราชา” ให้ยังคงอยู่

ขอรวมใจใต้ร่มบรมโพธิสมภาร

นายกฯกล่าวว่า จึงขอให้ทุกคนจงร่วมกันตั้งจิตอธิษฐาน ขอพระบรมเดชานุภาพแห่งองค์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้โปรดสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระองค์ใหม่ให้ทรงพระเจริญ สถิตเป็นมิ่งขวัญปกเกล้าปกกระหม่อมอาณาประชาราษฎรชาวไทย รวมทั้ง ให้ทรงพัฒนาประเทศไทย ภายใต้การปกครองแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข จนประสบความสำเร็จ บังเกิดความเจริญรุ่งเรือง มีสันติสุขและความสามัคคีปรองดอง สมดังพระราชปณิธานปรารถนา

ชูโครงการคลินิกเกษตรสานต่อปณิธาน

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวต่อว่า หลายปีที่ผ่านมา โครงการในพระราชานุเคราะห์และโครงการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริในสมเด็จพระบรม โอรสาธิราชฯ มีมากมายหลายโครงการ ที่ทรงเจริญรอยตามเบื้องพระยุคลบาทน้อมนำ “ศาสตร์พระราชา” แห่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ไป ขยายผลล้วนเป็นคุณประโยชน์ต่อพสกนิกรทุกพื้นที่ อาทิ โครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ได้รับพระราชทานพระราชานุญาตอัญเชิญพระนามาภิไธยย่อไว้ในเครื่องหมายตราสัญลักษณ์โครงการ เป็นโครงการที่ให้ความสำคัญกับการใช้เทคโนโลยีการเกษตร ช่วยเพิ่มผลผลิต สร้างความเชื่อมโยงระหว่างองค์กรวิจัย กับกลุ่มเกษตรกรเป้าหมาย ให้ความรู้และ บริการทางวิชาการใหม่ๆ ตอบสนองความต้องการและทันเหตุการณ์

ยก 8 คลินิกช่วยเกษตรกรครบวงจร

ยกตัวอย่างเช่น 1.คลินิกพืช ช่วยแก้ปัญหาโรคและแมลงศัตรูพืช วัชพืช สารพิษตกค้าง 2.คลินิกดิน ช่วยวิเคราะห์และตรวจสอบดินและปุ๋ย 3.คลินิกสัตว์ ช่วยแก้ปัญหาโรคสัตว์ ด้วยการตรวจรักษาพยาบาล ควบคุมบำบัด 4.คลินิกประมงเผยแพร่องค์ความรู้ในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ และการปรับปรุงคุณภาพน้ำ 5.คลินิกบัญชี ให้คำแนะนำและส่งเสริมการจัดทำบัญชีฟาร์ม 6.คลินิกชลประทาน ให้ความรู้และหลักวิชาการเกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำ 7. คลินิกสหกรณ์ ที่มุ่งสร้างความเข้มแข็งให้กับกลุ่มเกษตรกร และ 8.คลินิกกฎหมาย ที่ดำเนินงานด้านกฎหมายที่ดิน เป็นต้น

พระราชทานที่ 1.3 พันไร่ทำสวนป่า

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน เคยพระราชทานที่ดินส่วนพระองค์ ในพื้นที่ อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ จำนวน 1,350 ไร่ ให้กระทรวงเกษตรฯดำเนินการในลักษณะ คลินิกเกษตรเผยแพร่ผลงานวิจัยจากศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 แบ่งพื้นที่ ร้อยละ 70 เป็นพื้นที่ป่าไม้ ใช้พัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยววนเกษตร พื้นที่ส่วนอื่นๆที่เหลือใช้ตั้งศูนย์เรียนรู้ พื้นที่ทรงงานและแปลงสาธิต เพื่อการพัฒนาการเกษตรแบบครบวงจร ทั้งการจัดระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ ฟื้นฟูปรับปรุงดิน พัฒนาแหล่งน้ำ ส่งเสริมอาชีพ และธนาคารอาหารชุมชน โดยฟื้นฟูพื้นที่ป่าเสื่อมโทรม และอนุรักษ์แหล่งต้นน้ำใช้เป็นแหล่งรวบรวมพัฒนาพืชสมุนไพรและเป็นแหล่งอาหารตามธรรมชาติให้ชุมชน จนปัจจุบันเป็นศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีชุมชน ใช้ฝึกอบรมและวิจัยพัฒนาการเกษตร เช่น การส่งเสริมใช้เชื้อเพลิงชีวมวล และวัสดุเชื้อเพลิงอื่นๆ เป็นการปลูกป่าในใจคน เพื่อปลูกจิตสำนึกอนุรักษ์

ทรงสร้างอนาคต ให้ทุนให้โอกาสการศึกษา

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวอีกว่า พระราชกรณียกิจด้านการยกระดับคุณภาพชีวิตชาวไร่ ชาวนา ชาวสวน ชาวประมง ซึ่งเป็นอาชีพหลักของชนชาวไทย สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระองค์ใหม่ ทรงให้ความสำคัญกับด้านการศึกษา ทรงมีพระราชดำริให้ดำเนินการ “โครงการทุนการศึกษา” มุ่งสร้างความรู้และโอกาสแก่เยาวชนไทยที่มีฐานะยากจน แต่ประพฤติดีให้ได้รับโอกาสทางการศึกษาลดความเหลื่อมล้ำ ผ่าน “มูลนิธิทุนการศึกษาพระราชทานสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร” (ม.ท.ศ.) ทรงมีพระราชดำริที่คัดสรรกลั่นกรองนักเรียนที่มีคุณสมบัติเหมาะสมในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ทั้งสายสามัญและสายอาชีพ จนจบการศึกษาในระดับปริญญาตรีตามความสามารถ และความต้องการของผู้เรียน โดยกระจายทุนในทุกจังหวัดอย่างเท่าเทียมระหว่างเพศของผู้รับพระราชทานทุน ปัจจุบันมีนักเรียนได้รับโอกาสทางการศึกษาต่อเนื่องนี้กว่า 1,000 คน

“ป๋า” กลับนั่ง ปธ.องคมนตรีอัตโนมัติ

เมื่อเวลา 15.20 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงสถานะของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ และคณะองคมนตรี ภายหลังสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ขึ้นทรงราชย์ รัชกาลที่ 10 ว่า โดยหลักการเป็นที่รู้กันอยู่ว่าการแต่งตั้งและพ้นจากตำแหน่งองคมนตรีรัฐธรรมนูญระบุไว้ว่าเป็นไปตามพระราชอัธยาศัย โดยองคมนตรีจะพ้นจากตำแหน่ง ต่อเมื่อ 1.เสียชีวิต 2.ลาออกจากตำแหน่ง 3.พระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ออกจากตำแหน่ง เพราะองคมนตรีไม่มีวาระการดำรงตำแหน่ง ส่วนการดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ก่อนหน้านี้ เมื่อมีพระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่ ทำให้ พล.อ.เปรมกลับไปดำรงตำแหน่งประธานองมนตรีตามเดิม โดยไม่ต้องมีมติจากที่ประชุมองคมนตรี เพราะตลอดเวลาที่ดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ พล.อ.เปรมก็ยังเป็นประธานองคมนตรีอยู่ด้วย เพียงแต่ทำหน้าที่ประธานองคมนตรีไม่ได้

เรียกหน่วย รชก.ถกข้อปฏิบัติ 6 ธ.ค.

นายวิษณุกล่าวว่า ในส่วนของรัฐบาล จะเรียกประชุมหน่วยงานต่างๆในวันที่ 6 ธ.ค. เพื่อชี้แจงเกี่ยวกับการดำเนินงาน หลังจากมีพระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่ ส่วนการประกาศเกี่ยวกับข้อปฏิบัติของประชาชนที่ศูนย์บัญชาการสถานการณ์ (ศตส.) จะมีการประชุมแล้วชี้แจงให้ทราบอีกครั้ง ส่วนเรื่องปฏิทินวันหยุดที่จะมีการเปลี่ยนแปลง รัฐบาลยังไม่ได้หารือกัน แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้หารือเตรียมการไว้แล้ว ไม่ใช่เรื่องที่ทำให้เกิดความเดือดร้อนหรือกระทบในวงกว้าง จะมีการเปลี่ยนแปลงวันหยุดประมาณ 3 วันเท่านั้น ส่วนการพระราชทานอภัยโทษในวันสำคัญต่างๆภายหลังมีพระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่ จะมีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่นั้น ต้องรอให้มีการพิจารณาก่อน เป็นเรื่องของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเสนอหลักการเข้ามา ตนไม่ควรนำมาพูด เพราะเรื่องพวกนี้มีผลกระทบหลายอย่าง ไม่ใช่เป็นเรื่องของพระบรมเดชานุภาพเท่านั้น แต่รวมถึงอย่างอื่นด้วย

ปักหมุดจุดก่อสร้างพระเมรุมาศ

ที่สนามหลวงฝั่งทิศใต้ บ่ายวันเดียวกัน นายชัยอนันต์ พันธ์ภคไพโรจน์ นายช่างเทคนิคอาวุโส หัวหน้ากลุ่มบริหารงานก่อสร้าง สำนักสถาปัตยกรรม กรมศิลปากร พร้อมด้วยพลตรีณัฐวัฒน์ อัคนิบุตร ที่ปรึกษากองพลพัฒนาที่ 1 กองทัพบก นำทีมเจ้าหน้าที่สถาปนิก สำนักสถาปัตยกรรมและทหารสำรวจพื้นที่จุดกึ่งกลางการก่อสร้างพระเมรุมาศและพื้นที่ใช้สอยโดยรอบพระเมรุมาศ พร้อมทั้งจะรายงานการสำรวจให้ พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการฝ่ายจัดสร้างพระเมรุมาศ สิ่งปลูกสร้างประกอบพระเมรุมาศ และบูรณปฏิสังขรณ์ราชรถและพระยานมาศ งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ให้รับทราบก่อนจะมีการกำหนดฤกษ์บวงสรวงต่อไป

ทร.นำเรือพระราชดำริ ร.9 มาโชว์

ที่หอประชุมกองทัพเรือ มีการจัดพิธี “50 วันแห่งความอาลัย รวมหัวใจ เรือของพ่อ” เทิดพระเกียรติ และแสดงความอาลัยแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดช เนื่องในพระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลปัญญาสมวาร (50 วัน) โดยนำเรือตรวจการณ์ใกล้ฝั่ง ต.91 ที่กรมอู่ทหารเรือต่อขึ้นตามพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพล อดุลยเดช ที่ทรงมีพระราชประสงค์ให้กองทัพเรือ มีเรือยนต์ที่ต่อขึ้นเองไว้ใช้ชายฝั่งไว้ใช้ในราชการเป็นลำแรก นำมาจอดไว้บริเวณท่าเรือหน้าหอประชุมกองทัพเรือ ให้ประชาชนได้ชมพระอัจฉริยภาพของพระองค์ในด้านการต่อเรือ จากนั้นในเวลา 19.30 น. บริเวณลานทัศนาภิรมย์ หน้าหอประชุมกองทัพเรือ พลเรือเอกณะ อารีนิจ ผบ.ทร. เป็นประธานกล่าวแสดงความอาลัยแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จากนั้นกำลังพลกองทัพเรือได้ร่วมกันแปรอักษรเป็นเลข ๙ ก่อนจุดเทียนและร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี แล้วปล่อยกระทงสายให้ลอยสว่างไสวไปทั่วแม่น้ำเจ้าพระยา

โปรดเกล้าฯสมณศักดิ์ 159 รูป

ขณะที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานสถาปนาเลื่อนตั้งสมณศักดิ์ เนื่องในพระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลทักษิณานุปทาน เนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช 5 ธ.ค.2559 จำนวน 159 รูป ในจำนวนนี้มีพระนักวิชาการนักคิดนักเขียนผลงานทางพระพุทธศาสนาชื่อดัง เจ้าของนามปากกา “ป.อ. ปยุตฺโต” ได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ พระราชวิจิตรปฏิภาณ หรือ “เจ้าคุณพิพิธ” วัดสุทัศนเทพวราราม พระนักเทศน์ชื่อดัง เป็นพระเทพปฏิภาณวาที ทั้งนี้ พระราชาคณะทั้ง 159 รูป จะเข้ารับพระราชทานสถาปนา เลื่อนและตั้งสมณศักดิ์ ยังพระที่นั่งอัมรินทรวินิจฉัย ในพระบรมมหาราชวัง วันที่ 5 ธ.ค.2559

วัดจีนจัดบำเพ็ญกุศลปัญญาสมวาร

ที่สถาบันพุทธศาสนาเถรวาท-มหายานโฝวกวงซัน (วัดไท่ฮว๋าซื่อ) ถนนคู้บอน เขตคลองสามวา กรุงเทพฯ เช้าวันเดียวกัน มีการจัดพิธีบำเพ็ญกุศลปัญญาสมวาร (50 วัน) ถวายเป็นพระราชกุศล พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยมีพระเถระซินติ้ง เจ้าอาวาสวัดไทฮว๋าซื่อเป็นประธานสงฆ์ นางวันทนีย์ วัฒนะ รองปลัด กทม. ประธานฝ่ายฆราวาส นางชูฉิ้งหลิง ภริยาเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย นายชัยวัฒน์ วนิชวัฒนะ นายกสมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีน พร้อมคณะกรรมการ นอกจากนี้ยังนิมนต์พระเดช พระคุณ พระพรหมมังคลาจารย์ เจ้าคุณธงชัย วัดไตรมิตรฯ มาร่วมกล่าวสังเวชกถา

ชาวมุสลิมร่วมแสดงความอาลัย

ที่มัสยิดยามิอุ้ลอิสลาม (คลองตะเคียน) ซอยรามคำแหง 53 พ.ต.อ.พัฒนา เพศยนาวิน รอง ผบก.น.4 นำข้าราชการตำรวจระดับรอง ผกก.ป.ในสังกัดบก.น.4 ทั้ง 8 สน. ตัวแทนตำรวจที่นับถือศาสนาอิสลาม 30 คน พร้อมผู้นำมุสลิม อิหม่าม สัปบุรุษประจำมัสยิดยามิอุ้ลอิสลาม ชาวไทยมุสลิม กว่า 1,000 คน ต่างร่วมละหมาดวันศุกร์ ทั้งนี้ ก่อนการละหมาดได้อ่านสารแสดงความอาลัยถวายแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

ในหลวง..ในดวงใจราษฎร์

ที่ลานด้านหน้าศูนย์การค้าเซ็นทรัล เอ็มบาสซี หม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี เสด็จร่วมงาน “ร้อยดวงใจน้อมอาลัยพ่อของแผ่นดิน” พร้อมกับเปิดนิทรรศการ “ในหลวง...ในดวงใจราษฎร์” ที่แสดงเรื่องราวสุดประทับใจของพระมหากษัตริย์อันเป็นที่รัก ตลอด 70 ปี ทรงครองราชย์ จัดขึ้นถึงวันที่ 31 ม.ค. 60 จากนั้นนางยุวดี จิราธิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มธุรกิจห้างสรรพสินค้า บริษัท กลุ่มเซ็นทรัลและผู้มาร่วมงานร่วมกันจุดเทียนแสดงความอาลัย พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และร้องเพลง “ต้นไม้ของพ่อ” กับ “พระราชาผู้ทรงธรรม”

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้