วันพฤหัสบดีที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
กรมชลสนองรับสั่งแก้อุทกภัย ปรับยุทธศาสตร์น้ำ 12 ปีก้าวสู่ความยั่งยืน

กรมชลสนองรับสั่งแก้อุทกภัย ปรับยุทธศาสตร์น้ำ 12 ปีก้าวสู่ความยั่งยืน

  • Share:

กรมชลประทานสนองพระราชดำรัส สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณบดินทรเทพยวรางกูร ปรับยุทธศาสตร์บริหารจัดการน้ำระยะยาว 12 ปี เดินหน้าสร้างความมั่นคงด้านน้ำให้ประเทศและ จัดการอุทกภัยแบบยั่งยืน

นายทองเปลว กองจันทร์ รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า หลังจากสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงมีความห่วงใยพสกนิกรที่ประสบปัญหาอุทกภัย โดยมีพระกระแสรับสั่งเมื่อวันที่ 25 ต.ค.2559 ผ่านทาง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มายังกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทรงกำชับให้ดูแลในเรื่องอุทกภัยให้ดีที่สุด ไม่ประสงค์ให้ปัญหาอุทกภัยมาซ้ำเติมความทุกข์โศกของพสกนิกรชาวไทยหลังจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหา ภูมิพลอดุลยเดช เสด็จสวรรคต และทรงกำชับให้ดูแล 2 จังหวัดเป็นพิเศษ คือ จังหวัดสิงห์บุรี และพระนครศรีอยุธยา ซึ่งขณะนั้นมีปริมาณน้ำล้นตลิ่งไหลเข้าท่วมบ้านเรือนนั้น ทางกรมชลประทานได้เข้าไปแก้ปัญหาด้วยการลดการปล่อยน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยาลงตามลำดับ เพื่อไม่ให้มวลน้ำระลอกใหม่ซ้ำเติมปัญหาอุทกภัยที่กำลังเกิดขึ้น นอกจากนี้ยังประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนในพื้นที่รับทราบถึงสถานการณ์น้ำ เพื่อให้ประชาชนรับรู้ข้อเท็จจริงและเตรียมพร้อมรับมือเหตุการณ์ต่างๆ

ล่าสุด ทางกรมชลประทานได้เร่งสนองพระราชดำรัส ปรับยุทธศาสตร์การบริหารจัดการน้ำ (พ.ศ.2558-2569) ระยะเวลา 12 ปี ให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์แห่งชาติ 20 ปี (พ.ศ. 2560-2579) เพื่อเป็นการช่วยเหลือประชาชนเกี่ยวกับการชลประทานในระยะยาวให้เกิดความยั่งยืน โดยกรมชลประทานมีหน้าที่รับผิดชอบ 2 ยุทธศาสตร์หลัก คือ ยุทธศาสตร์การสร้างความมั่นคงของน้ำ และยุทธศาสตร์ด้านการจัดการอุทกภัย

สำหรับยุทธศาสตร์การสร้างความมั่นคงของน้ำประกอบด้วย 6 ด้าน ได้แก่ 1. การจัดการความต้องการใช้น้ำภาคอุตสาหกรรม เพื่อลดการใช้น้ำและนำกลับมาใช้ใหม่ 10% 2. การจัดการพื้นที่เกษตรกรรม (โซนนิ่ง) เพื่อเพิ่มมูลค่าการใช้น้ำต่อหน่วยให้สูงขึ้น และสอดคล้องกับระบบการปลูกพืชอย่างเหมาะสม

3. เพิ่มประสิทธิภาพกักเก็บแหล่งน้ำเดิมให้เต็มศักยภาพ และลดการใช้น้ำในพื้นที่ชลประทาน 10% พร้อมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพการกระจายน้ำในแหล่งน้ำขนาดเล็กในลุ่มน้ำที่มีศักยภาพการพัฒนาต่ำ รวมทั้งดำเนินการพัฒนาที่ดินใช้เพื่อการเกษตรกรรมให้สมบูรณ์ทั่วถึง โดยการวางผังจัดรูปที่ดิน การจัดระบบชลประทาน การจัดสร้างถนนหรือทางลำเลียงในไร่นา การปรับระดับพื้นที่ดิน การบำรุงดิน การวางแผนการผลิตและจำหน่ายผลิตผลทางการเกษตร

4. จัดหาแหล่งน้ำให้กับพื้นที่เกษตรน้ำฝน ให้เพียงพอต่อการทำเกษตรเพื่อยังชีพอย่างน้อย 1 ฤดูกาล โดยการฟื้นฟูแหล่งน้ำธรรมชาติ ให้มีปริมาณน้ำกักเก็บเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 2,700 ล้าน ลบ.ม. ขุดสระน้ำในไร่นา 270,000 บ่อ พัฒนาน้ำบาดาลเพื่อการเกษตร 1.04 ล้านไร่ และสนับสนุนแหล่งน้ำชุมชน 1,715 แห่ง

5. พัฒนาแหล่งเก็บกักน้ำ โดยเน้นลุ่มน้ำที่มีแหล่งเก็บกักน้ำต่ำ และพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำ ให้เพียงพอกับความต้องการขั้นพื้นฐานในการอุปโภคบริโภค รักษาระบบนิเวศ และการพัฒนาพื้นที่การเกษตรในเขตชลประทาน รวมทั้งพัฒนาโครงการแหล่งน้ำใหญ่ในรูปแบบต่างๆ เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เสริมสร้างความมั่นคงด้านน้ำ โดยมีปริมาณน้ำที่สามารถจัดการได้ไม่น้อยกว่า 9,500 ล้าน ลบ.ม. และเพิ่มพื้นที่ชลประทานไม่น้อยกว่า 7.2 ล้านไร่ 6. การจัดหาน้ำต้นทุนในรูปแบบพิเศษ ได้แก่ ระบบผันน้ำและระบบเชื่อมโยงแหล่งน้ำตามศักยภาพ และข้อจำกัดเพื่อรองรับพื้นที่เศรษฐกิจและอุตสาหกรรมสำคัญของประเทศ รวมทั้งพื้นที่ขาดแคลนน้ำด้านต่างๆ ในระดับสูง

ขณะที่ภาคอุตสาหกรรม จะดำเนินการพัฒนาแหล่งกักเก็บน้ำ และระบบส่งน้ำในภาคตะวันออก จากพื้นที่ที่มีปริมาณน้ำมาก เช่น ลุ่มแม่น้ำวังโตนด จังหวัดจันทบุรี ไปรองรับพื้นที่ที่มีน้ำน้อย เป็นต้น นอกจากนี้ยังพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษและนิคมอุตสาหกรรมที่พัฒนาขึ้นใหม่ อาทิ จังหวัดตาก สระแก้ว สงขลา เป็นต้น

ส่วนยุทธศาสตร์การจัดการอุทกภัย แบ่งออกเป็น 6 ด้านเช่นกัน ได้แก่ 1. การปรับปรุงลำน้ำสายหลักและสาขา อาทิ แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำท่าจีน เป็นต้น โดยเพิ่มอัตราการไหลมากกว่า 10% รวมระยะทาง 870 กิโลเมตร เพื่อป้องกันน้ำท่วมในพื้นที่ชุมชนเมืองและพื้นที่เศรษฐกิจจำนวน 185 แห่ง

2. เพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ ลดความเสียหายจากน้ำหลากล้นตลิ่ง และน้ำท่วม 15% ของพื้นที่เป้าหมาย 450,000 ไร่ และความเสียหายพื้นที่เสี่ยงภัยน้ำท่วมระดับวิกฤติ ได้แก่ จังหวัดสุโขทัย พระนครศรีอยุธยา กรุงเทพมหานคร และปริมณฑล ปราจีนบุรี ชัยภูมิ พื้นที่ติดแม่น้ำโขงภาคตะวันออก เฉียงเหนือ ได้แก่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส นครศรีธรรมราช ชุมพร และตรัง

3.พัฒนาพื้นที่รองรับน้ำนองในลุ่มเจ้าพระยาเพื่อชะลอน้ำหลากขนาดใหญ่ 4.ป้องกันน้ำท่วมในพื้นที่ชุมชนเมืองและพื้นที่เศรษฐกิจจำนวน 185 แห่ง 5.จัดทำและปรับปรุงผังการใช้ประโยชน์ที่ดินและลุ่มน้ำ 15 แห่ง 6.สนับสนุนการปรับตัวและหนีภัยโดยเฉพาะกลุ่มลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา และกลุ่มลุ่มแม่น้ำภาคตะวันออกเฉียงเหนือ.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้