วันอังคารที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2562
บริการข่าวไทยรัฐLogin
แสงทองส่องฟ้าราชอาณาจักรไทย 'มหากษัตริย์' นักการทหาร

แสงทองส่องฟ้าราชอาณาจักรไทย 'มหากษัตริย์' นักการทหาร

  • Share:

19.16 นาฬิกา ย่ำค่ำวันพฤหัสบดีที่ 1 ธันวาคม พุทธศักราช 2559 รัตนโกสินทร์ศก 235

“มหาราชาฤกษ์” เข้าสู่แผ่นดินของรัชกาลที่ 10 แห่งราชวงศ์จักรี โดยสมบูรณ์

เสียงเพลงสรรเสริญพระบารมีดังกึกก้องไปพร้อมกับเสียงย่ำฆ้อง กลองระฆัง ทุกวัดไทยทั่วโลก พระสงฆ์สวดเจริญชัยมงคลคาถา ถวายพระพรชัยมงคล

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร

ทรงพระเจริญ ทรงพระเจริญ ทรงพระเจริญ

ฉากประวัติศาสตร์ประเทศไทยถ่ายทอดผ่านสถานีโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย โดยทรงโปรดเกล้าฯให้ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในฐานะประธานรัฐสภา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี นายวีระพล ตั้งสุวรรณ ประธานศาลฎีกา เข้าเฝ้าฯ ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต

โดยประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ กราบบังคมทูลเชิญองค์รัชทายาท เสด็จฯขึ้นทรงราชย์ เป็นพระมหากษัตริย์ สืบราชสันตติวงศ์

และมีพระราชดำรัสตอบรับการขึ้นครองราชย์

“ตามที่ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติปฏิบัติหน้าที่ประธานรัฐสภา ได้กล่าวในนามของปวงชนชาวไทย เชิญข้าพเจ้าขึ้นครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์ ถ้าเป็นไปตามพระราชประสงค์ขององค์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชบรมนาถบพิตร และเป็นไปตามบทบัญญัติของกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราช

สันตติวงศ์กับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ข้าพเจ้าขอตอบรับเพื่อสนองพระราชปณิธานและเพื่อประโยชน์ของประชาชนชาวไทยทั้งปวง”

ครบขั้นตอนตามรัฐธรรมนูญ กฎมณเฑียรบาล และโบราณราชประเพณี

ราชอาณาจักรไทยมี “ในหลวงพระองค์ใหม่”

ท่ามกลางความปลื้มปีติของประชาชนคนไทยที่รวมพลังใจร่วมในเหตุการณ์ผลัดแผ่นดินครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์รอบ 70 ปี

ย้อนกลับไปในอดีตเมื่อครั้งเจ้าฟ้าวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร ตามเสด็จพระราชบิดาเยี่ยมเยียนราษฎรในถิ่นทุรกันดาร

ภาพที่คุ้นตาคือพระองค์ทรงชุดนายทหารแห่งกองทัพไทย

เข้มแข็ง องอาจ สง่างาม เป็นที่ปลาบปลื้มของพสกนิกรที่ได้ชื่นชมพระบารมี

ที่สำคัญด้วยพระปรีชาสามารถในความเป็นทหารเป็นที่ประจักษ์ จากที่ทรงได้รับการยอมรับจากทั้งในและต่างประเทศ

ขนานพระนาม “เจ้าฟ้านักบิน” เพราะทรงเชี่ยวชาญการขับเครื่องบินรบและเครื่องบินทั่วไป

โดยที่ทรงให้ความสนพระทัย ศึกษาวิวัฒนาการใหม่ๆของทหาร ทั้งกองทัพบก กองทัพอากาศ และกองทัพเรือ และเสด็จพระราชดำเนินไปเยี่ยมที่ตั้งกองทหารต่างๆ อยู่เสมอ จากการที่ได้ทรงศึกษาด้านวิชาทหารมานาน ทรงมีความรู้ ความเชี่ยวชาญอย่างมาก

และได้พระราชทานความรู้เหล่านั้นให้แก่ทหาร 3 เหล่าทัพ

ทั้งยังเอาพระทัยใส่ในความเป็นอยู่ของทหาร ทุกข์สุขของทหารผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาอย่างทั่วถึง รวมทั้งพระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์เป็นทุนการศึกษาแก่บุตรของทหาร ทรงดำรงตำแหน่งทางทหารทุกเหล่า

ทรงดำรงสถานะของ “นักการทหาร” สมบูรณ์แบบ

ปฏิบัติพระองค์เป็นแบบอย่างที่ดีของกองทัพ

แต่ในความเข้มแข็งตามแบบฉบับของทหาร อีกมุมหนึ่งสังเกตจากสายพระเนตรที่มองพสกนิกรผู้มาเฝ้ารับเสด็จฯ ก็แฝงไปด้วยพระเมตตาต่อประชาชนโดยเฉพาะชาวบ้านยากจน คนไร้โอกาส

ทรงดำเนินตามรอยพระบาทพระราชบิดาผู้ทรงธรรม ด้านความเมตตา

พระองค์ทรงใส่พระทัยในความเดือดร้อนของชาวบ้าน ในยามที่บ้านเมืองประสบภัยพิบัติ ไม่ว่าจะเป็นอุทกภัยใหญ่ ภัยแล้ง หรือภัยจากเหตุความไม่สงบในจังหวัดชายแดนใต้ ก็พระราชทานความช่วยเหลือ

ไม่เว้นแม้แต่ต่างประเทศ ที่มีการพระราชทานผ้าห่มช่วยเหลือผู้ประสบเหตุแผ่นดินไหวและคลื่นสึนามิ ในประเทศญี่ปุ่น เมื่อปี 2554

พระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์ช่วยผู้ประสบภัยอยู่เป็นนิจ

ชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านอยู่ในสายพระเนตร พระกรรณตลอดเวลา

ด้วยพระมหากรุณาธิคุณที่มาจากพื้นฐานพระราชหฤทัยตั้งมั่นในธรรม

มีพระราชศรัทธาในพระพุทธศาสนา

ดังที่สังเกตได้จากข่าวพระราชสำนัก พระองค์เสด็จฯแทนพระองค์ไปปฏิบัติพระราชกิจทางศาสนาอย่างสม่ำเสมอ เสด็จ พระราชดำเนินแทนพระองค์ไปทรงบำเพ็ญพระราชกุศลในวัน สำคัญทางศาสนา ไม่ว่าจะเป็นวันมาฆบูชา วิสาขบูชาอาสาฬหบูชา วันเข้าพรรษา ถวายผ้าพระกฐินหลวง ทุกปี ทุกเทศกาล ไม่เคยขาด

ด้วยพระจริยาวัตรและพระราชกรณียกิจที่ประจักษ์ต่อสายตาไพร่ฟ้า สมกับการได้รับสถาปนาขึ้นเป็นสยามมกุฎราชกุมาร รัชทายาทผู้สืบราชสันตติวงศ์

อีกทั้งยังทรงอยู่ในธรรมตามรอยพระราชบิดา ผู้ซึ่งเป็นพระมหากษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ ครองหัวใจเหล่าประชาราษฎร์มา 70 ปี

แน่นอนในสถานการณ์ที่พสกนิกรไทยกำลังเศร้าโศกเสียใจ เสียขวัญ เสียกำลังใจ จากการสูญเสีย “ในหลวงรัชกาลที่ 9” ผู้ทรงเปรียบประดุจพ่อของแผ่นดิน เหมือนขาดแสงไฟนำทาง อยู่ในภาวะมืดมนอนธการ

การเสด็จขึ้นครองราชสมบัติของ “ในหลวงรัชกาลที่ 10” จึงเปรียบเสมือนแสงทองส่องฟ้า นำความสว่างไสวกลับคืนสู่ราชอาณาจักรไทย

ไพร่ฟ้าประชาชนคนไทยรู้สึกอบอุ่นภายใต้พระบารมีที่มีพระเจ้าอยู่หัวองค์ใหม่มาสืบสานพระราชปณิธานของพระราชบิดา

ที่แน่ๆโดยกระบวนการเปลี่ยนผ่านรัชกาลเป็นไปอย่างสมบูรณ์

อย่างที่เห็นตลาดหุ้นผันผวนแค่ 1-2 วัน ก็กลับสู่สถานการณ์ปกติ ธุรกิจการค้าก็ดำเนินต่อเนื่องไปได้ เศรษฐกิจไม่หยุดชะงัก

การเมืองก็สงบนิ่ง ไร้แรงป่วน ทุกฝ่ายรู้หน้าที่ รู้กาลเทศะ

สถานการณ์ด้านความมั่นคงก็อยู่ในวิสัยที่ควบคุมได้

ไร้เหตุกระเพื่อม

ผ่านจังหวะก้าวสำคัญ ประเทศไทยเดินหน้าต่อไปได้อย่างราบเรียบ

นั่นก็ด้วยเพราะพระบุญญาธิการของในหลวงรัชกาลใหม่ และพระบารมีของสถาบันกษัตริย์ที่ปกป้องคุ้มครองประเทศไทย

เหนืออื่นใด ด้วยความเป็น “มหากษัตริย์นักการทหาร”

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร “ในหลวงรัชกาลที่ 10” ทรงเป็นแบบอย่างในเรื่องของการอยู่ในระเบียบวินัย เสียสละ และความรักประเทศชาติ

นี่คือโอกาสอันดียิ่งของเมืองไทย

โดยรูปการณ์น่าจะกระตุ้นให้สังคมกลับมาอยู่ในกฎระเบียบ รู้หน้าที่ ยึดถือความถูกต้อง

เคร่งครัดกับความซื่อสัตย์

กระตุกผู้คนต้องคำนึงถึงบ้านเมือง ต้องเลิกทำให้บ้านเมืองวุ่นวายจากความไร้ซึ่งวินัย ไม่เคารพกฎหมาย ไม่อยู่ในกฎเกณฑ์กติกา ขาดซึ่งความรับผิดชอบต่อสังคม

ดำเนินชีวิตตามแบบอย่างพระเจ้าอยู่หัวองค์ใหม่

ถึงเวลาเลิกทะเลาะเบาะแว้ง แก่งแย่งอำนาจ ช่วงชิงผลประโยชน์

โดยเฉพาะพฤติกรรมการทุจริตคอร์รัปชันที่ระบาดไปทั่วทุกวงการ ข้าราชการ เอกชน เต็มไปด้วยคนที่มุ่งกอบโกยทรัพยากรของชาติ

เอารัดเอาเปรียบคนด้อยโอกาสกว่า มุ่งกอบโกยผลประโยชน์เพื่อตัวเองและพวกพ้อง จนนำมาซึ่งปัญหาความเหลื่อมล้ำ ก่อปัญหาเศรษฐกิจ สังคม การเมือง

ลามเป็นวิกฤติความขัดแย้ง แตกแยก แบ่งขั้ว แบ่งสี

ถึงเวลาต้องหยุดทำร้ายประเทศกันเสียที

“ในหลวงรัชกาลที่ 10” ทรงเป็นแบบอย่างที่ดีในการดึงสังคมไทยกลับสู่ความมีระเบียบวินัย รู้หน้าที่ อยู่ในกฎเกณฑ์กติกา มีความซื่อสัตย์ และมีความรักประเทศชาติ

ทรงเป็นศูนย์รวมใจในอารมณ์ที่ปวงชนชาวไทยปลื้มปีติพระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่

พร้อมเดินหน้าประเทศไทยกลับสู่แผ่นดินธรรมแผ่นดินทอง.

ทีมข่าวการเมือง

อ่านเพิ่มเติม...

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้