วันอังคารที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ฎีกายกฟ้อง 'ตู่' หมิ่น 'สุเทพ' ใส่ร้ายเสื้อแดงขนต่างด้าวร่วมม็อบ ปี52

ฎีกายกฟ้อง 'ตู่' หมิ่น 'สุเทพ' ใส่ร้ายเสื้อแดงขนต่างด้าวร่วมม็อบ ปี52

  • Share:

ศาลฎีกายกฟ้อง "จตุพร" หมิ่นประมาท "สุเทพ" เตรียมการใส่ร้ายคนเสื้อแดง ขนต่างด้างชุมนุมปี 52 ชี้ ทั้งสองเป็นคู่ขัดแย้งทางการเมือง การแถลงข่าวของจำเลยเป็นการโต้ตอบเพื่อป้องกันตัวเอง ...

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 1 ธันวาคม 59 ที่ห้องพิจารณาคดี 807 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา ในคดีหมายเลขดำที่ อ.855/2553 ที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายจตุพร พรหมพันธุ์ อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย และแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เป็นจำเลย ในความผิดฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณา

สืบเนื่องจากกรณี เมื่อวันที่ 4 ธ.ค. 2552 นายจตุพร จำเลย ได้แถลงข่าวต่อสื่อมวลชนว่า โจทก์เตรียมดำเนินการใส่ร้ายป้ายสีคนเสื้อแดง โดยให้คนต่างด้าว 5,000 คน แฝงตัวเข้าร่วมชุมนุมกับ นปช. หรือกลุ่มคนเสื้อแดง บริเวณ ถ.ราชดำเนิน โดยคดีศาลชั้นต้น มีคำพิพากษายกฟ้อง นายจตุพร จำเลย เมื่อวันที่ 19 ธ.ค. 54 เนื่องจากเห็นว่า ทางนำสืบ พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ผบก.น.1 ซึ่งรับผิดชอบดูแลความเรียบร้อยควบคุมการชุมนุม ก็ได้เบิกความว่า ทางการข่าวทราบว่ามีบุคคลต่างด้าวมาร่วมชุมนุมคนเสื้อแดง ซึ่งได้พยายามควบคุม ขณะที่ทางการสืบสวนสอบสวนพบว่า เหตุการณ์การชุมนุมบางครั้งสามารถถูกสร้างสถานการณ์ได้ทุกฝ่าย การแถลงข่าวของจำเลยจึงเป็นการวิพากษ์วิจารณ์ถึงการทำหน้าที่ของโจทก์ ที่ติดตามดูแลความเรียบร้อยการชุมนุม ซึ่งเป็นการแสดงความคิดเห็นเพื่อความชอบธรรม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 329 ที่ไม่มีความผิดฐานหมิ่นประมาท

นายสุเทพ โจทก์ ยื่นอุทธรณ์ ต่อมาศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 56 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ให้ยกฟ้อง โจทก์ยื่นฎีกาต่อ โดยในวันนี้ เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์เบิกตัว นายจตุพร มาจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพ โดยนายจตุพรมีสีหน้ายิ้มแย้ม และทักทายกับผู้มาให้กำลังใจ อาทิ นพ.เหวง โตจิราการ, นางธิดา ถาวรเศรษฐ 

ทั้งนี้ ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือกันแล้วเห็นว่า นายสุเทพ โจทก์ ในขณะนั้นดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ดูแลความเรียบร้อยการชุมนุม ขณะที่ จำเลยเป็นแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง ได้จัดการชุมนุมต่อต้านรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เพื่อให้มีการยุบสภาและจัดการเลือกตั้งใหม่ ซึ่งโจทก์ในฐานะรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ได้แถลงข่าวว่า จะมีคนต่างด้าวมาร่วมชุมนุมกับคนเสื้อแดง จึงเตือนผู้ประกอบการโรงงานต่างๆ โดยเฉพาะบริเวณกรุงเทพฯ และปริมณฑล กำชับห้ามไม่ให้ลูกจ้าง ซึ่งเป็นบุคคลต่างด้าวเข้าร่วมชุมนุม ซึ่งโจทก์ได้ข้อมูลมาจาก สำนักข่าวกรองแห่งชาติ และแหล่งข่าว ซึ่งข้อความดังกล่าว ย่อมส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงภาพลักษณ์ของจำเลย ซึ่งเป็นแกนนำ นปช.

อีกทั้งจำเลยยังเคยตั้งกระทู้ถามโจทก์ในรัฐสภาถึงเรื่องนี้ จากนั้นจำเลยจึงได้มีการแถลงข่าวตอบโต้คำพูดของโจทก์ โดยตัวจำเลยเบิกความว่าหากตัวจำเลยไม่ได้แถลงข่าว อาจจะเกิดเหตุการณ์ตามที่โจทก์อ้าง การแถลงข่าวของจำเลยเป็นการแถลงข่าวดักคอโจทก์ พยานโจทก์ที่นำมาเบิกความที่อ้างว่า ได้ข่าวกรองว่าจะมีต่างด้าวเข้ามาร่วมชุมนุมกับ นปช.นั้น ก็เบิกความยอมรับว่า ไม่ได้เป็นผู้มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงในเรื่องการวิเคราะห์หรือหาข่าว เป็นเพียงผู้มีหน้าที่ให้คำปรึกษากับ ผอ.สำนักข่าวกรองทางด้านกฎหมาย และโจทก์ก็ไม่ได้นำ ผอ.สำนักข่าวกรอง มานำสืบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องการแฝงตัวของต่างด้าวในการชุมนุมแต่อย่างใด อีกทั้ง ทนายจำเลยนำพยานปาก นายอารีย์ ไกรนรา และ พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ผบก.น.1 ซึ่งเบิกความสอดคล้องต้องกันว่าจะมีผู้เข้ามาก่อเหตุในพื้นที่ชุมนุม จนนำไปสู่การจับกุมตัวได้ 3 ราย และก็ไม่มีเหตุตามที่โจทก์กล่าวอ้างเกิดขึ้น

ส่วนเหตุที่มีการพบวัตถุระเบิดในการชุมนุม ซึ่งหลังจากการตรวจสอบพบว่าเป็นการสร้างสถานการณ์โดยใช้ระเบิดปลอม ซึ่งการสร้างสถานการณ์ดังกล่าวไม่แน่ชัดว่าเป็นฝีมือของกลุ่มใด อาจจะเป็นฝีมือของรัฐบาลหรือผู้ชุมนุมก็ได้ คำเบิกความ พล.ต.ต.วิชัย ถึงเรื่องดังกล่าว จึงเป็นคำเบิกความของข้าราชการตำรวจชั้นผู้ใหญ่ ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องโดยตรง เป็นคนกลาง ไม่มีส่วนได้เสีย ย่อมมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ

ศาลยังเห็นว่าพรรคการเมืองของโจทก์และจำเลยเป็นคู่แข่ง ปฏิปักษ์ทางการเมืองอย่างชัดเจน การที่โจทก์แถลงข่าวผ่านทางหนังสือพิมพ์และโทรทัศน์ ว่าจะมีคนต่างด้าวแฝงตัวชุมนุมกลุ่มคนเสื้อแดง บริเวณ ถ.ราชดำเนิน ย่อมทำให้บุคคลทั่วไปที่ได้รับฟังเกิดความเสื่อมเสีย และประชาชนคลางแคลงสงสัยในตัวจำเลย จำเลยย่อมที่จะมีสิทธิ์โต้ตอบโดยสุจริต เพื่อป้องกันส่วนของตัวเอง ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย พิพากษายืนยกฟ้อง

ภายหลัง นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความ นายจตุพร กล่าวว่า จากคำพิพากษาศาลฎีกาในวันนี้ ข้อวินิจฉัยมีความละเอียดครบถ้วนทุกมุม ทำให้เห็นภาพข้อเท็จจริงในขณะนั้นว่า มีความขัดแย้ง โดยตัวจำเลยในขณะนั้น พยายามที่จะตักเตือนผู้ชุมนุมให้มีการชุมนุมตามกรอบ และที่ถูกฟ้อง ก็เพราะว่าปกป้องส่วนได้เสียของตัวเอง อีกทั้งมี พล.ต.ต.วิชัย มาเบิกความก็ยิ่งสร้างน้ำหนัก ต้องขอบคุณทั้ง 3 ศาลที่วินิจฉัยตามข้อเท็จจริง

เมื่อถามถึงสภาพจิตใจ นายจตุพร นายวิญญัติ กล่าวว่า สภาพร่างกายยังแข็งแรงไม่มีโรคภัยใดๆ ส่วนจิตใจก็อาจจะป่วยบ้าง เพราะว่าคงไม่มีใครสบายในคุก แต่ก็ยังไม่ท้อแท้ และยังยึดมั่นในอุดมการณ์อยู่

นายวิญญัติ กล่าวถึงเรื่องการยื่นขอปล่อยตัวชั่วคราว นายจตุพร ครั้งที่ 5 ว่าคงประมาณ 1-2 สัปดาห์ ก็จะยื่นขอปล่อยชั่วคราวอีกครั้ง เมื่อถามว่า หากศาลกำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องของการเป็นแกนนำชุมนุมทางการเมือง นายจตุพร จะรับได้หรือไม่ นายวิญญัติ กล่าวว่า ตนไม่กล้าก้าวล่วงว่า ศาลจะเพิ่มเงื่อนไขดังกล่าวหรือไม่ แต่หากศาลกำหนดเงื่อนไขอย่างไรมา เราก็ยินดีจะปฏิบัติ เพราะสถานการณ์ขณะนี้ ก็คงไม่มีการชุมนุมใดๆ เกิดขึ้น ควรจะเป็นบรรยากาศของความสามัคคีปรองดอง.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้