วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ไม่เข้าถึงปัญหาดับต้นเหตุ

ไม่เข้าถึงปัญหาดับต้นเหตุ

โดย สายล่อฟ้า
2 ธ.ค. 2559 05:01 น.
  • Share:

มาเฟีย ผู้มีอิทธิพล ธุรกิจสีเทา...ยังไม่มีคำตอบ

ว่าที่จริงแล้วรัฐบาลชุดนี้ได้ประกาศนโยบายในเรื่องการปราบปรามมาตั้งแต่ต้น โดยมี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯฝ่ายความมั่นคงเป็นผู้รับผิดชอบ

แรกๆดูท่าทางเอาจริงเอาจังด้วยการส่งตำรวจกองปราบและหน่วยคอมมานโดออกไปลุยในพื้นที่หลายจังหวัด ได้อาวุธ ได้ตัวบุคคลที่เกี่ยวข้องมากพอสมควร

มีการประกาศว่า ทางการมีรายชื่อกลุ่มบุคคลเหล่านี้ในบัญชีดำทั้งประเทศจำนวนเท่านั้นเท่านี้ ผู้คนก็เริ่มคิดและดีใจว่าจะเอาจริงเอาจังกัน

แต่ดูเหมือนจะดำเนินไปได้เพียงระยะหนึ่งเท่านั้น จากนั้นก็ค่อยๆเงียบหายไป มีการจัดการบ้างแต่ก็ไม่มากนัก

ทำท่าว่าจะหยุดปฏิบัติการไปแล้ว

ทำท่าว่าผู้มีอิทธิพลจะไม่มีแล้วในเมืองไทย

ถ้ามองให้ลึกลงไป การปฏิบัติการต่างๆที่เกิดขึ้นนั้นน่าจะมุ่งไปทางด้านการเมืองและความมั่นคงมากกว่าที่จะปราบปรามผู้มีอิทธิพลอย่างเอาเป็นเอาตาย แม้ว่าในส่วนหนึ่งจะมีการพุ่งเป้าไปที่บุคคลที่เป็นนักการเมืองระดับท้องถิ่นก็ตาม

สรุปแล้วเพียงแค่หวังผลทางการเมือง หรือกลุ่มการเมืองมากกว่าที่จะลงลึกไปถึงการปราบปรามผู้มีอิทธิพล เจ้าพ่อ มาเฟีย หรือธุรกิจสีเทาอย่างที่มีการคาดหวังกัน

เหตุการณ์ที่เชียงใหม่ในสถานบันเทิง “มาลิน สกาย” ผับชื่อดังที่มีการทำร้ายลูกชายนายพลทหารเรียกว่า “ยำเละ” จนเป็นข่าวเกรียวกราวดังไปทั่วประเทศ

นายกฯและรองนายกฯต่างให้ความสนใจถึงกับประกาศจะต้องจัดการให้เด็ดขาดและมีนายตำรวจระดับรอง ผบ.ตร.พร้อมที่จะขึ้นไปจัดการด้วยตนเอง

ย้อนถามกลับไปว่า นโยบายนี้ยังมีอยู่ไม่ใช่หรือ?

นี่แหละครับ...ประเทศไทย พอมีเรื่องฮือฮาขึ้นมาก็ขยับกันที ทั้งๆที่นโยบายนี้ยังดำรงอยู่ เพียงแต่เจ้าหน้าที่ปล่อยปละละเลยไม่ได้เอาจริงเอาจังอย่างต่อเนื่อง การแก้ไขอย่างนี้จึงไม่สามารถดำเนินการให้หมดไปได้

จากกรณีนี้ยังได้เห็นว่าสังคมประเทศนี้ การบังคับใช้กฎหมายคือปัญหาสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างเลวร้ายอย่างไม่ควรจะเกิดขึ้น

ลึกลงไปอีกปรากฏว่า ผับดังกล่าวไม่มีอนุญาต และยังเป็นสถานที่ตั้งอยู่ใกล้กับสถานศึกษาที่มีกฎกติกาห้ามเอาไว้แล้ว

แต่ทำไมยังดำเนินธุรกิจได้

เพราะเจ้าหน้าที่รัฐทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น ปล่อยปละละเลย และมีผลประโยชน์ร่วมอยู่ด้วยทั้งทางตรงทางอ้อม

เมื่อเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปมีส่วนรู้เห็น เจ้าของกิจการก็ไม่ต้องหวั่นเกรงอะไร ไม่ว่าใครก็ตามเพราะถือว่าเคลียร์ได้

หรือคลำเป้าต่อไปอีกเมื่อมีการปิดโรงแรมแห่งหนึ่งที่เกี่ยวข้องเจ้าของหรือผู้บริหารผับดังกล่าว เพราะไม่มีใบอนุญาตเช่นเดียวกัน

เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่มีการตรวจสอบพบ แล้วโรงแรมต่างๆที่ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ดไม่ว่าจะเป็นที่เชียงใหม่ หรือในจังหวัด ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญจะมีลักษณะนี้อีกหรือไม่

คำตอบก็ต้องบอกว่ามีแน่ๆ โดยเฉพาะโรงแรมขนาดเล็ก ขนาดกลาง ที่ดำเนินธุรกิจแอบแฝงไม่ต่างกัน คล้าย “บูติกโฮเต็ล” ไม่ใหญ่มากนัก

เหล่านี้ล้วนเป็นตัวบ่งชี้ว่าเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งรับผิดชอบโดยตรงไม่ได้มีการตรวจสอบ ปล่อยปละละเลย เพราะมีผลประโยชน์แอบแฝงอยู่

นี่คือประเทศไทยที่แก้ปัญหาไม่ตรงจุด ลูบหน้าปะจมูกกันมาตลอด.

“สายล่อฟ้า”

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้