วันจันทร์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10

พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10

โดย ซูม
2 ธ.ค. 2559 05:01 น.
  • Share:

วันอังคารที่ 29 พฤศจิกายน 2559 นับเป็นวันมหามงคลอีกวันหนึ่งของปวงชนชาวไทย เมื่อที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในฐานะรัฐสภา ได้มีการประชุมนัดพิเศษ ครั้งที่ 76/2559 ตั้งแต่เวลา 11.19 น.

โดย นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. ได้แจ้งแก่ที่ประชุมว่า การประชุมวันนี้จะเป็นการดำเนินการตามมาตรา 2 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 ประกอบกับมาตรา 23 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 โดยมีระเบียบวาระที่ 1 เรื่องที่ประธานแจ้งต่อที่ประชุมเพียงเรื่องเดียว

ซึ่งนายพรเพชรก็ได้แจ้งต่อที่ประชุมว่า ตามที่มีประกาศของสำนักพระราชวังว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร เสด็จสวรรคตแล้วนั้น

บัดนี้ นายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้มีหนังสือด่วนที่สุดที่ นร.0503/44549 ลงวันที่ 29 พฤศจิกายน 2559 ถึงประธานรัฐสภามีใจความสำคัญตอนหนึ่งว่า ตามที่ราชบัลลังก์ว่างลง และพระมหากษัตริย์ได้ทรงแต่งตั้ง สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร เป็นพระรัชทายาท ตามกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พ.ศ.2467 ไว้แล้ว

คณะรัฐมนตรีจึงขอแจ้งให้ประธานรัฐสภารับทราบ และให้ประธานรัฐสภาเรียกประชุมสมาชิกรัฐสภาเพื่อรับทราบ แล้วให้ประธานรัฐสภากราบบังคมทูลเชิญองค์พระรัชทายาทขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์สืบไป

ท่านประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติทำหน้าที่ประธานรัฐสภาจึงนำมาแจ้งให้ที่ประชุมซึ่งมีสมาชิกเข้าร่วมประชุม 243 คน จาก 250 คน ได้รับทราบ และจะได้นำความขึ้นกราบบังคมทูลอัญเชิญ สมเด็จพระบรม โอรสาธิราชฯ ตามขั้นตอนที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ทั้งฉบับชั่วคราว 2557 และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 ต่อไป

หลังจากนั้นท่านประธานได้กล่าวเชิญชวนให้สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติลุกขึ้นยืนเพื่อเปล่งเสียงถวายพระพรชัยแด่พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลใหม่พร้อมๆกัน และกล่าวปิดการประชุมเมื่อเวลา 11.25 น. ใช้เวลาประชุมทั้งสิ้น 6 นาที

นับจากนี้ไปราชอาณาจักรไทยก็จะมีพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10 ขึ้นครองสิริราชสมบัติสืบแทนรัชกาลที่ 9 ตามโบราณราชประเพณีและตามกฎมณเฑียรบาลที่กำหนดไว้

นับแต่มีการสถาปนาราชจักรีวงศ์ โดย พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เมื่อวันที่ 6 เมษายน พ.ศ.2325 เป็นเวลากว่า 230 ปี พสกนิกรชาวไทยล้วนได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ ทำให้อยู่เย็นเป็นสุขมาโดยตลอด

ในขณะที่ประเทศไทยโดยรวมก็ค่อยๆเจริญเติบโตและพัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่องจากประเทศเล็กๆที่ยากจน กลายเป็นประเทศที่มีความเจริญ มั่งคั่งในระดับหนึ่ง และเป็นที่ยอมรับนับถือของนานาอารยประเทศทั่วโลก

แม้ในช่วงเวลาที่ต้องเผชิญกับความทุกข์ยาก โดยเฉพาะในช่วงที่ต้องเผชิญกับการคุกคามจากประเทศมหาอำนาจ ในยุคล่าอาณานิคมก็ได้อาศัยสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นหลักชัยนำประเทศไทยของเราให้ผ่านพ้นความทุกข์ความยากและรักษาเอกราชอธิปไตยเอาไว้ได้

ทำให้คนไทยมีความผูกพันกับสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างลึกซึ้งแม้สถานการณ์ของโลกจะเปลี่ยนไป ส่งผลให้ประเทศไทยก้าวเข้าสู่ความเป็นประเทศประชาธิปไตย แต่ก็ยังเป็นระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข

องค์พระมหากษัตริย์แม้จะมิได้ทรงบริหารราชการแผ่นดินโดยตรง ดังเช่นในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ แต่ก็ยังทรงเป็นพระมิ่งขวัญและทรงเป็นที่ยึดเหนี่ยวที่เคารพบูชาของประชาชนชาวไทยโดยมิเสื่อมคลาย

ประกอบกับพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์แห่งราชจักรีวงศ์ก็ล้วนมีพระมหากรุณาธิคุณในด้านต่างๆ รวมทั้งปกครองแผ่นดินเหมือนพ่อปกครองดูแลลูก ก็ยิ่งทำให้ความเคารพบูชา และศรัทธาในสถาบันพระมหากษัตริย์เพิ่มพูนยิ่งขึ้น

ความสำนึกเช่นนี้จะยังคงอยู่ในจิตใจของปวงชนชาวไทยสืบต่อไปตราบกาลนิรันดร์ในอนาคต

ดังนั้น เมื่อราชอาณาจักรไทยจะมีพระเจ้าอยู่หัวพระองค์ใหม่ เพื่อสืบพระราชสันตติวงศ์ต่อไป จึงนำมาซึ่งความปลาบปลื้ม ความยินดีเป็นล้นพ้นสำหรับประชาชนทุกหมู่เหล่าดังกล่าว

ขอสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10 จงทรงพระเจริญ.

“ซูม”

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้