วันจันทร์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
เทรนด์ “กินของเหลือ”

เทรนด์ “กินของเหลือ”

  • Share:

จากรายงานของ “องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ” FAO ที่บอกว่า แต่ละปีจะมีอาหารทิ้งตั้งมากมายเกือบ 1,300 ล้านตัน ซึ่งมากกว่าปริมาณอาหารที่ต้องช่วยเหลือคนยากคนจน ซึ่งต้องอยู่อย่างหิวโหยทั่วโลก 1,000 ล้านคน

ช่วงที่ผ่านมา ปัญหานี้กลายเป็นประเด็นจากจุดเล็กเป็นจุดใหญ่มากขึ้น ตั้งแต่ฝรั่งเศสที่ออกกฎหมายเมื่อปีกลาย ห้ามทิ้งหรือทำลายอาหารที่ขายไม่ออก และเดนมาร์กที่สามารถลดปริมาณการทิ้งอาหารเมื่อ 5 ปีก่อนได้ 25%

ส่วนหนึ่งเป็นเพราะได้รับอิทธิพลจากกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า “หยุดทิ้งอาหาร” ซึ่งก่อตั้งโดย เซลินา จูล นักเคลื่อนไหวชาวรัสเซีย เมื่อปี พ.ศ.2541 เพราะจูลเติบโตในยุคสหภาพโซเวียต ปี’80 กระทั่งครอบครัวย้ายมาอยู่ที่เดนมาร์ก แล้วเห็นคนที่นี่ทิ้งอาหารในปริมาณที่ทำให้ถึงกับ “ช็อก” เมื่อตอนอายุ 13 ปี เมื่อปี พ.ศ.2526

แต่เดี๋ยวนี้กลายเป็นว่า “ฮิตซื้อของเหลือมาก” เพราะมีการลดราคาจัดหนักสำหรับอาหารที่ใกล้หมดอายุตามซุปเปอร์มาร์เกตส่วนใหญ่ในประเทศ

คลอส เมเยอร์ หุ้นส่วนร้านอาหาร “โนมา” ที่กรุงโคเปนเฮเกน ก็ต่อยอดแนวความคิด เปิดซุปเปอร์มาร์เกต “Wefood” เมื่อต้นปี 2559 จนขยายสาขา 2 จากในเมือง Amager ไปเมือง Norrebro ถิ่นอาศัยคนแนวๆ ฮิปสเตอร์

ดีที่ ก.ม.ประเทศนี้ ให้ขายสินค้าหมดอายุได้ ถ้าเขียนป้ายโฆษณาไว้ชัดเจนและไม่ส่งผลต่อการบริโภคทันที ซึ่งผู้ซื้อก็ต้องใช้ประสบการณ์ตัวเอง “ดู & ดม” สินค้าทุกชนิดที่นำมาวางขายซึ่งได้รับบริจาคจากโรงงานผู้ผลิต, บริษัทนำเข้า-ส่งออกและซุปเปอร์มาร์เกตท้องถิ่น โดยกลุ่มจิตอาสาของ Wefood จะไปรับมา กำไรที่ได้จากการขายก็เข้าการกุศล

เมื่อเทียบกับโครงการ “อาหารขยะของจริง” ที่อังกฤษเปิดซุปเปอร์มาร์เกตแนวนี้ครั้งแรกและแห่งแรกที่โกดังแห่งหนึ่งใกล้เมืองลีดส์ เมื่อเดือนกันยาฯ จุดประสงค์ต่างกันนิดเดียวคือ โครงการนี้มุ่งช่วยเหลือคนจน โดยแจ้งให้ลูกค้าง่ายๆว่า “จ่ายตามความรู้สึก”

จะโครงการไหน ความคิดอย่างไร ขอเพียงปรารถนาดีต่อโลก ต่อสิ่งแวดล้อม และต่อมนุษย์ เริ่มจากถามตัวเองว่า วันนี้...กินทิ้งกินขว้างเกินไปมั้ย?!?

ฤทัยรัช จันทร์เพ็ญ

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้