วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
“คลัง” ออกพันธบัตรแสนล้าน

“คลัง” ออกพันธบัตรแสนล้าน

  • Share:

จัมพ์สตาร์ตเศรษฐกิจไทยดันปีหน้าโต 4%

รัฐบาลเตรียมออกพันธบัตร 100,000 ล้านบาท นำมาจัดงบให้กลุ่มจังหวัดทำโครงการ “ประชารัฐสร้างไทย” กลุ่มละ 5,000–6,000 ล้านบาท “อภิศักดิ์” ชี้ไม่กระทบวินัยการคลัง หวังช่วยเศรษฐกิจจัมพ์สตาร์ตในปีหน้าโต 4% ดึงเอกชนหันมาลงทุน

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังการประชุมชี้แจงทำความเข้าใจเกี่ยวกับแนวทางการสร้างความเข้มแข็งและยั่งยืนให้กับเศรษฐกิจภายในประเทศ โดยมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน และมีผู้ว่าราชการจังหวัด ภาคเอกชน หัวหน้าส่วนราชการ เข้าร่วมประชุมว่า รัฐบาลจะทำโครงการประชารัฐสร้างไทย โดยการออกพันธบัตรเพื่อกู้เงินในประเทศวงเงินประมาณ 100,000 ล้านบาท เพื่อนำไปใช้ให้กลุ่มจังหวัดดำเนินโครงการที่เกิดจากความต้องการของประชาชนในพื้นที่ เป็นความร่วมมือของผู้ว่าราชการจังหวัด ภาคเอกชน ภาคราชการ ภาคการ ศึกษาและประชาชนในพื้นที่ กลุ่มจังหวัดละประมาณ 5,000-6,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นไปตามแนวทางที่รัฐบาลต้องการเร่งรัดการปฏิรูปประเทศให้เติบโตทั้งทางสังคมและเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน เพื่อรองรับการเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงของโลกได้

“ช่วง 1 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยผ่านการใช้งบประมาณเป็นสำคัญ ปรับจากการใช้งบประมาณเชิงหน้าที่มาสู่การทำตามยุทธศาสตร์ และได้เริ่มมาตรการขับเคลื่อนเชิงพื้นที่กระจายไปสู่ภูมิภาค ซึ่งถือเป็นสิ่งที่ดีสอดรับกับภาวะเศรษฐกิจโลกที่เริ่มชะลอตัวลง ซึ่งก่อนหน้านี้ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือไอเอ็มเอฟแนะนำให้รัฐบาลลงทุนมากขึ้น แต่ที่ผ่านมา รัฐบาลได้ พยายามเติมเต็มให้เศรษฐกิจเติบโตได้พอสมควรจากการเข้าไปช่วยเหลือให้คนยากจนอยู่ได้อย่างมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ต่อจากนี้ไปจะพัฒนากลุ่มจังหวัดให้มีบทบาทจัดทำโครงการตามจุดอ่อนจุดแข็ง ความเหมาะสมของพื้นที่ ช่วยพัฒนาตนเองให้เกิดความแข็งแรงทั้งจากภายนอกและภายใน”

นายสมคิดกล่าวว่า ปีหน้าจะเป็นปีที่เศรษฐกิจประเทศไทยจะไปได้ดี จะมีโครงการขนาดใหญ่เริ่ม ทยอยออกมา ซึ่งขณะนี้ทราบแล้วว่าใครจะทำโครงการรถไฟฟ้า 2 สาย แต่ยังเปิดเผยไม่ได้ และรถไฟฟ้าสายสีส้มจะเปิดซองประมูลกลางเดือน ธ.ค.นี้ ขณะที่รถไฟทางคู่จะทยอยออกมาเช่นกัน

ด้านนายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง กล่าวว่า จากนี้ไปกลุ่มจังหวัดมีเวลาทำแผนงานโครงการประมาณ 1 เดือน กับอีก 1 สัปดาห์ โดยกำหนดให้เสนอโครงการภายในสัปดาห์แรกของเดือน ม.ค. 2560 จากนั้นในสัปดาห์ที่ 2 ของเดือน ม.ค.จะทราบวงเงินที่ทางกลุ่มจังหวัดต้องการ และเวลาที่เหลือในเดือน ม.ค. จะเป็นช่วงเวลาที่รัฐบาลจะออกพันธบัตรให้ประชาชนในประเทศซื้อ ซึ่งปัจจุบันฐานะทางการเงินการคลังของไทยยังดีอยู่มาก เพื่อนำเงินมาใช้ทำโครงการตั้งแต่ต้นเดือน ก.พ.2560 เป็นต้นไป กำหนดใช้เงินให้เร็วและให้หมดภายในปีงบประมาณ 2560 หรือประมาณเดือน ก.ย.2560 ไม่เช่นนั้นจะถูกกล่าวหาว่ากู้เงินมาเสียดอกเบี้ยแล้วไม่นำไปใช้

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลมีช่องว่างที่สามารถกู้เงินเพิ่มโดยยังรักษาวินัยการเงินการคลังได้อีกประมาณ 220,000 ล้านบาท ซึ่งปัจจุบันสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) อยู่ที่ประมาณ 42% หากกู้เพิ่มเต็ม 220,000 ล้านบาท จะอยู่ที่ 45% แต่รัฐบาลเลือกที่จะกู้เพิ่ม 100,000 ล้านบาท หรือเพิ่มหนี้สาธารณะต่อจีดีพี อีกประมาณ 1% จาก 42% เป็น 43% ยังอยู่ในวิสัย ที่สามารถบริหารจัดการได้ ทั้งนี้ หากเงินที่ลงไปสู่พื้นที่ 100,000 ล้านบาท ในครั้งนี้มีรอบหมุนไม่มาก จะช่วยให้เศรษฐกิจในปีหน้าขยายตัวได้ 3.4-3.5% แต่ถ้ามีรอบหมุนที่มากขึ้นและเอกชนหันมาลงทุนก็จะขยายตัวได้ 4%

นายอภิศักดิ์กล่าวด้วยว่า ที่ผ่านมาเศรษฐกิจยังไม่เติบโตเต็มที่ตามศักยภาพ เนื่องจากเอกชนยังไม่ยอมลงทุน ทั้งที่รัฐบาลให้การส่งเสริมได้รับสิทธิประโยชน์มากมาย และอำนวยความสะดวกเต็มที่ ซึ่งเอกชนก็มีเงินอยู่จำนวนมาก มีรายได้ดี แต่เก็บเงินไว้ ไม่ยอมลงทุน หรือบางรายก็ไปลงทุนในต่างประเทศ เรียกว่านัดแล้วไม่มา ในปีหน้าสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ประมาณ 3.3-3.4% ซึ่งอาจจะไม่เพียงพอ รัฐบาลจึงมองหาว่ามีกำลัง ส่วนไหนที่จะเข้ามาขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้ จึงเห็นว่ามีช่องว่างที่จะกู้เงินได้อีก 220,000 ล้านบาท แต่รัฐบาลจะนำมาใช้แค่ครึ่งเดียว เพื่อทดลองให้กลุ่มจังหวัดมีงบประมาณไปดำเนินการ จะได้พัฒนาตนเองก้าวไปสู่กลุ่มจังหวัด 4.0 ตามนโยบายของรัฐบาล

“เม็ดเงินจำนวน 100,000 ล้านบาท ที่จะลงไปสู่กลุ่มจังหวัดในเดือน ก.พ.ปีหน้านี้ จะเป็นการจัมพ์สตาร์ต หรือจุดเริ่มต้นที่ทำให้เกิดการก้าวกระโดดทางเศรษฐกิจของไทยด้วย เพราะเป็นเงินก้อนใหญ่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจขึ้นมาได้ และเชื่อว่า เมื่อภาคเอกชนเห็นว่ามีเงินก้อนใหญ่ลงไป จะทิ้งโอกาสไม่ได้ จะหันกลับมาลงทุน อย่างไรก็ตามขอฝากให้ช่วยกันดูโครงการว่าให้เป็นโครงการที่เป็นประโยชน์อย่างแท้จริง หลีกเลี่ยงไม่ให้มีการทุจริต คอร์รัปชัน อย่าให้เหมือนโครงการในอดีต ที่ประชาชนไม่อยากได้ แต่มีโครงการไปตั้งไว้ในหมู่บ้าน ไม่ได้ใช้ประโยชน์”.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้