วันพฤหัสบดีที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ทรงพระเจริญรัชกาลที่ ๑๐

ทรงพระเจริญรัชกาลที่ ๑๐

  • Share:

“...วันนี้ครึ้มฝนตั้งแต่เช้า ฝนไม่ได้ตกมานาน นายแพทย์ผู้ถวายการประสูติเข้าประจำที่สักครู่ก็ประสูติพระราชกุมาร เวลา 17 นาฬิกา กับ 45 นาที ในนาทีเดียวกันนั้นเอง ฝนที่แล้งมาตลอดฤดูก็เริ่มโปรยปรายละอองลงมา ดูคล้ายๆ ฟ้าก็รู้เห็นเป็นใจกับการประสูติครั้งนี้ อารามดีใจ สมประสงค์ของดวงใจทุกๆดวง นายแพทย์ที่ถวายการประสูติ ซึ่งพร้อมที่จะบอกแก่ที่ประชุม ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน ว่า พระราชโอรส หรือพระราชธิดา กล่าวออกมาด้วยเสียงอันตื่นเต้นกังวานว่า “ผู้ชาย” แทนที่จะว่า “พระราชโอรส” ฝนโปรยอยู่ตลอดเวลา แตรสังข์ดุริยางค์เริ่มประโคม ทหารบรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี ปืนใหญ่ทั้งบกและเรือยิงสะเทือนเลื่อนลั่น เสียงไชโยโห่ร้องก็ดังอยู่สนั่นหวั่นไหว สมใจประชาชนแล้ว...ดวงใจทุกดวงมีความสุข...” ศาสตราจารย์ หม่อมราชวงศ์สุมนชาติ สวัสดิกุล บรรยายถึงบรรยากาศแห่งความปลาบปลื้มปีติ เมื่อออกแถลงการณ์ประกาศทางวิทยุกระจายเสียงเพื่อแจ้งข่าวพระสูติกาลของ “สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าวชิราลงกรณ” ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต เมื่อเย็นวันที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ.2495 ท่ามกลางความชื่นชมโสมนัสของประชาชนไทยทั่วทั้งแผ่นดิน ซึ่งเฝ้ารอฟังข่าวดีอย่างตื่นเต้น

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 มีพระราชหัตถเลขาโปรดเกล้าฯให้สมเด็จพระสังฆราชทรงขนานพระนามสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ ซึ่งสมเด็จพระวชิรญาณวงศ์ วัดบวรนิเวศวิหาร ได้ผูกดวงพระชะตา และขนานพระนามว่า “สมเด็จพระเจ้า ลูกยาเธอ เจ้าฟ้าวชิราลงกรณ บรมจักรยาดิศรสันตติวงศ เทเวศรธำรงสุบริบาล อภิคุณูประการ มหิตลาดุลเดช ภูมิพลนเรศวรางกูร กิตติสิริสมบูรณ สวางควัฒน์ บรมขัตติยราชกุมาร”
เมื่อทรงเจริญพระชนมายุครบ 1 เดือน พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้จัดพระราชพิธีสมโภชเดือนและขึ้นพระอู่ ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน ในวันที่ 15 กันยายน พ.ศ.2495 โดยล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 9 ทรงหลั่งน้ำพระมหาสังข์พระราชทานแด่พระราชโอรส แล้วทรงจรดพระกรรไกรไทยขริบพระเกศา และทรงหลั่งน้ำพระพุทธมนต์เทพมนต์จากพระเต้าพระราชทาน แล้วทรงผูกด้วยพระขวัญ ทรงเจิมพระราชทานแด่สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ จากนั้นพระสงฆ์ได้เจริญชัยมงคลกถา พราหมณ์เป่าสังข์ พนักงานภูษามาลาแกว่งบัณเฑาะว์ ชาวพนักงานประโคมฆ้องชัย สังข์ แตร และดุริยางค์ ทั้งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้พระมหาราชครูพิธีศรีวิสุทธิคุณถวายน้ำเทพมนต์ที่พระหัตถ์สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ และแขวนพระอู่ ปูลาดพระยี่ภู่ แล้ววางเครื่องมงคลราชพิธีลงในพระอู่ รดน้ำสังข์และเจิมพระอู่แล้ว จึงทรงวางราชภัณฑ์พระราชทานตามขัตติยราชประเพณีลงในพระอู่ แล้วทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้เชิญเสด็จบรรทมในพระอู่ โดยพระมหาราชครูพิธีศรีวิสุทธิคุณอ่านเวทขับมูลาคนี สรรเสริญเปิดศิวาลัยไกรลาส พระครูพราหมณ์ถวายเห่กล่อม พนักงานภูษามาลาแกว่งบัณเฑาะว์ ชาวพนักงานประโคมฆ้องชัย สังข์ แตร และดุริยางค์ เสร็จแล้วทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พราหมณ์เบิกแว่นพระบรมวงศานุวงศ์ข้าทูลละอองธุลีพระบาท รับแว่นเทียนสมโภช

นับแต่นั้นมา ประชาชนชาวไทยต่างก็เฝ้าติดตามข่าวเกี่ยวกับการเจริญพระชันษาของพระราช โอรสพระองค์น้อย “สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าวชิราลงกรณ” ด้วยความจงรักภักดี และปลาบปลื้มปีติ เมื่อทรงเจริญวัยมีพระสุขภาพพลานามัยแข็งแรง เพียบพร้อมด้วยพระราชจริยวัตร และพระปรีชาสามารถ ยิ่งเป็นที่ชื่นชมโสมนัสยิ่งขึ้น

“สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าวชิราลงกรณ” ทรงได้รับการศึกษาระดับ อนุบาล ที่พระที่นั่งอุดร ในพระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต ต่อมาทรงเข้ารับการศึกษาระดับประถมและมัธยม ที่โรงเรียนจิตรลดา ระหว่างปี พ.ศ.2499-2508 ทรงเป็นนักเรียนจิตรลดา รุ่นที่ 2 หมายเลขประจำตัว 9

เมื่อเจริญพระชันษาขึ้น ล้น เกล้าฯ รัชกาลที่ 9 มีพระราชดำริว่า ควรจะเสด็จฯไปทรงศึกษา ณ ต่างประเทศ โดยทรงเห็นว่า โรงเรียนของประเทศอังกฤษมีระเบียบการฝึกอบรมนักเรียนดี จึงโปรดให้พระราชโอรสเสด็จฯไปทรงเข้าเรียนที่โรงเรียนคิงส์มีด เมืองซีฟอร์ด แคว้นซัสเซ็กซ์ เมื่อ พ.ศ.2509 ขณะพระชนมพรรษาย่าง 14 พรรษา จากนั้นก็เสด็จฯไปทรงศึกษาระดับมัธยมที่โรงเรียนมิลฟิลด์ แคว้นซอเมอร์เซต ประเทศอังกฤษ ก่อนจะเสด็จฯไปทรงศึกษาหลักสูตรด้านการทหาร ที่โรงเรียนคิงส์สคูล นครซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย และทรงศึกษาต่อในวิทยาลัยการทหารดันทรูน ณ กรุงแคนเบอร์รา พร้อมกับทรงศึกษาภาควิชาสามัญ หลักสูตรปริญญาตรีของมหาวิทยาลัยนิวเซาท์เวลส์ ทรงเลือกศึกษาในสาขาวิชาอักษรศาสตร์ แต่ก็สนพระทัยประวัติศาสตร์และเศรษฐศาสตร์ด้วย

ในที่สุดปี พ.ศ.2518 ก็ทรงสำเร็จหลักสูตรการศึกษาทางภาคทหาร ทรงได้รับยศร้อยโท ทรงคว้าปริญญาอักษรศาสตรบัณฑิต (การศึกษาด้านการทหาร) จากคณะการศึกษาด้านการทหาร มหาวิทยาลัยนิวเซาท์เวลส์ จากนั้นจึงเสด็จฯกลับประเทศไทย ทรงเข้ารับราชการทหาร และศึกษาต่อที่โรงเรียนเสนาธิการทหารบก รุ่นที่ 46 เมื่อปี พ.ศ.2520 ต่อมาได้ทรงศึกษาหลักสูตรวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร ณ ประเทศอังกฤษ และทรงศึกษาที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช รุ่นที่ 2 ในปี พ.ศ.2525

ขณะมีพระชนมพรรษา 20 พรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 โปรดเกล้าฯให้จัดพระราชพิธีสถาปนาเฉลิมพระนามาภิไธยสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าวชิราลงกรณ ขึ้นเป็น “สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยาม มกุฎราชกุมาร” เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2515 มีพระนามตามจารึกในพระสุพรรณบัฏ ว่า “สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้า มหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร สิริกิติยสมบูรณสวางควัฒน์ วรขัตติยราชสันตติวงศ์ มหิตลพงศ อดุลยเดช จักรีนเรศยุพราชวิสุทธ สยามมกุฎราชกุมาร”

ในมหามงคลวาระนั้น สมเด็จพระบรม โอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ได้ถวายสัตย์ปฏิญาณในพระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์ สัตยา ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เพื่อแสดงถึงพระราชหฤทัยที่ทรงมุ่งมั่นจะปฏิบัติพระราชกรณียกิจเพื่อชาติ บ้านเมือง และประชาชนชาวไทย ดังความว่า

“ข้าพระพุทธเจ้า ขอพระราชทานกระทำสัตย์ปฏิญาณสาบานต่อประเทศชาติและประชาชนชาวไทย เฉพาะพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เฉพาะพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร ท่ามกลางสันนิบาตนี้ว่า ข้าพเจ้าผู้เป็นสยามมกุฎราชกุมาร จะรักษาเกียรติยศ และอริยศักดิ์ ซึ่งทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯพระราชทานไว้ด้วยชีวิต จะภักดีต่อชาติบ้านเมือง จะซื่อสัตย์ต่อประชาชน จะปฏิบัติภาระหน้าที่ทุกอย่างโดยเต็มกำลังสติปัญญาความสามารถ และโดยความเสียสละ เพื่อความเจริญสงบสุข และความมั่นคงไพบูลย์ของประเทศไทย จนตราบเท่าชีวิต ร่างกายจะหาไม่”
ขอพระองค์ทรงพระเจริญ ทรงเป็นมิ่งขวัญของปวงชนชาวไทยทั้งประเทศ.

ทีมข่าวสตรีไทยรัฐ

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้