วันอังคารที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ทหารของพระราชา ทหารรักษาพระองค์

ทหารของพระราชา ทหารรักษาพระองค์

  • Share:

“ทหารรักษาพระองค์” เริ่มมีขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงโปรดให้นำบุตรข้าราชบริพารในพระ บรมมหาราชวังมาลองฝึกหัดทหารแบบยุโรปขั้นต้น

...มีหน้าที่ตั้งแถวยืนรับเสด็จคอยไล่กาที่บินมารบกวนขณะทรงบาตร ทหารชุดแรกนี้มีเพียง 12 คน เรียกว่า “ทหารมหาดเล็กไล่กา”

ต่อมาพระองคมีพระราชปรารภให้คัดเลือกทหารมหาดเล็กเพิ่ม เพื่อทำหน้าที่ตามเสด็จอย่างใกล้ชิด ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ขนานนามกองทหารนี้ว่า “กรมทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์”

คำว่า “ราชวัลลภ” แปลว่า “ที่รักสนิทคุ้นเคยของพระราชา”

ปัจจุบันกองพลรักษาพระองค์ที่เป็นหน่วยขึ้นตรงกับกองทัพภาคที่ 1 ได้แก่ กองพลที่ 1 รักษาพระองค์ และกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ

หน้าที่ของทหารรักษาพระองค์นั้น นับว่าเป็นหน้าที่อันทรงเกียรติ คือ การถวายความปลอดภัยในการเสด็จประพาสสถานที่ต่างๆ โดยมีหน้าที่ตั้งแถวรับเสด็จ การนำเสด็จ เมื่อทรงเสด็จประพาสต่างจังหวัดเพื่อเยี่ยมเยียนราษฎรจะมีการจัดกองกำลังเตรียมพื้นที่ต้อนรับก่อนและมีทหารรักษาพระองค์รักษาความปลอดภัย

ด้วยการตามเสด็จและการแซงเสด็จที่ทหารต้องคอยสองส่องตลอดระยะเวลาการเสด็จ พร้อมกองกำลังรักษาการณ์อยู่บริเวณรอบๆตลอดเวลาการเสด็จประพาส

นอกจากเพื่อตรวจตราความเรียบร้อยปลอดภัยแล้ว ยังเป็นการรักษาเกียรติยศของกษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ สำหรับพระราชพิธีสำคัญ เช่น งานเฉลิมพระชนมพรรษา งานพระบรมราชาภิเษก งานพระบรมศพ และเมื่อมีอาคันตุกะชั้นสูงจากต่างประเทศมาเยือน จะมีการจัดกองเกียรติยศแบบมีแตรวงและธงชัยเต็มรูปแบบ เพื่อถวายพระเกียรติอีกด้วย

“102 ปี กองทัพภาคที่ 1” 13 มกราคม 2555 หนังสือเล่มนี้ยัง กล่าวถึงประวัติความเป็นมาของกิจการทหารและกองทัพภาคที่ 1 เอาไว้อย่างน่าสนใจด้วยว่า “ทหาร”...เป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งที่อยู่เคียงคู่ประวัติศาสตร์ชาติไทยมายาวนาน ทั้งเพื่อปกป้องเขตแดนและรวบรวมชาติบ้านเมืองให้เป็นหนึ่งเดียวกัน

กองกำลังทหารของประเทศไทยยึดรูปแบบการเกณฑ์ไพร่พลเข้ามาเป็นทหารในยามสงคราม และ...มีหน้าที่เป็นพลเรือนในยามบ้านเมืองสงบ

“ทหารยังไม่ถือเป็นอาชีพสำหรับชาวไทย แต่เมื่อถึงปลายสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ชาติตะวันตกเริ่มเข้ามายึดครองประเทศในแถบเอเชียเป็นอาณานิคม ตรงกับรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงเล็งเห็นถึงความไม่ปลอดภัยหากประเทศไทยจะแข็งขืนต่อวัฒนธรรมตะวันตก...

จึงมีพระราชดำรัสการปรับปรุงพัฒนาประเทศให้ทันสมัยในหลายๆ ด้าน เช่น การเจริญสัมพันธไมตรีกับต่างชาติ ทรงส่งพระราชโอรสและพระราชธิดาไปศึกษายังต่างประเทศ รวมทั้งการพัฒนากิจการทหารให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ด้วยเห็นว่าการทหารแบบเดิมยังล้าหลังอยู่มาก หากต้องปะทะกับชาติตะวันตกในเวลานั้น พระองค์จึงทรงวางรากฐานการพัฒนากิจการทหารของไทยให้ทัดเทียมกับอารยประเทศ”

เข้าสู่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสานต่อพระราชประสงค์พระราชบิดา...พัฒนาการทหารทุกวิถีทางเพื่อรักษาเอกราชของชาติไว้ให้จงได้

พระองค์ทรงจัดตั้งกรมยุทธนาธิการขึ้นเพื่อบังคับบัญชากองทัพบก ปรับปรุงการคัดเลือกทหารเข้าประจำกอง จัดให้มีเบี้ยเลี้ยงผู้รับเกณฑ์เป็นทหาร สร้างแรงจูงใจให้นิยมการเป็นทหารมากขึ้นกว่าแต่ก่อน

ด้านหนึ่งสร้างกองกำลังทหารให้มั่นคง ด้านหนึ่งยังปลดปล่อยไพร่จากพันธะทางสังคมอีกด้วย...จากจำนวนทหารอาชีพที่เพิ่มขึ้น พระองค์จึงมีพระราชดำริให้จัดตั้งโรงเรียนนายร้อยทหารบกขึ้นครั้งแรกในปี พ.ศ.2430 ปัจจุบันมีชื่อว่า “โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า”

จวบจนรัชสมัยของ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงเป็นกษัตริย์พระองค์แรกที่สำเร็จการศึกษาจากต่างประเทศทรงมุ่งมั่นในการปฏิรูปประสิทธิภาพกองทัพไทยให้ก้าวไกล

พ.ศ.2443 มีพระราชดำรัสจัดตั้งกองทัพภาคที่ 1 นับเป็นกองทัพแรกที่มี การจัดกำลังอย่างยุโรปเต็มรูปแบบในประวัติศาสตร์ ไม่เพียงแค่รักษาอธิปไตยภายในประเทศ แต่ทหารไทยยังแสดงแสนยานุภาพ โดยการร่วมมือกับประเทศฝรั่งเศส ประกาศสงครามร่วมกับฝ่ายสัมพันธมิตรในสงครามโลก ครั้งที่ 1

และ...เป็นฝ่ายชนะสงคราม

ถือเป็นครั้งแรกที่กองทัพไทยได้ร่วมทำสงครามกับทหารยุโรป ได้รับเหรียญกล้าหาญประดับธงไชยเฉลิมพลจากประเทศฝรั่งเศส เป็นเกียรติยศ ชื่อเสียงให้กับประเทศ... “กองทัพภาคที่ 1” จึงได้ถือกำเนิดขึ้นเป็นกองทัพเคียงข้าง “พระมหากษัตริย์” และ “ประชาชน” มาทุกยุคสมัย

ในรัชกาลที่ 9 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร ... “พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นจอมทัพไทย” กองทัพไทยได้เข้าไปมีส่วนร่วมในโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริตามสถานที่ต่างๆ เพื่อเป็นการสนองพระราชดำรัส

ดังที่ได้ตรัสถึงหน้าที่แท้จริงของทหารเอาไว้ในพระบรมราโชวาท “...ทหารนั้นมิใช่จะมีหน้าที่ใช้ศัสตราวุธทำสงครามประการเดียว หากยังต้องปฏิบัติภารกิจด้านกิจการพลเรือน คือ ใช้ความรู้ ความคิด จิตวิทยา และความเฉลียวฉลาด ซึ่งอาจรวมเรียกว่า อาวุธทางปัญญา เข้าปฏิบัติพัฒนาท้องถิ่นให้ประชาชนอยู่ดีกินดี มีความปลอดภัย มีขวัญและกำลังใจที่จะสร้างความดี ความเจริญ ความมั่นคงให้แก่ตนเองและส่วนรวมอีกประการ หนึ่งด้วย ดังที่มีผลงานปรากฏชัดเป็นที่ยอมรับโดยทั่วกันแล้ว ทั้งภายในและภายนอกประเทศ...”

รัชกาลที่ 10 เมื่อครั้งพระชนมายุครบ 20 พรรษาบริบูรณ์ ในวัน พฤหัสบดีที่ 28 ธันวาคม 2515 ได้รับการสถาปนาให้ดำรงพระราชอิสริยยศ “สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร” นับเป็นสยาม มกุฎราชกุมารพระองค์ที่ 3 ของประเทศไทย ตามขัตติยราชประเพณีการ สืบราชสมบัติพระมหากษัตริย์ไทย

สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ ได้มีพระราชดำรัสถวายคำสัตย์ปฏิญาณในพระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาที่มีขึ้นหลังพระราชพิธีเฉลิมพระนามาภิไธยว่า...“ข้าพระพุทธเจ้า ขอพระราชทานกระทำสัตย์ปฏิญาณสาบานต่อประเทศชาติและประชาชนชาวไทย เฉพาะพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เฉพาะพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร ท่ามกลางมหาสันนิบาตนี้ว่า...ข้าพระพุทธเจ้าผู้เป็นมกุฎราชกุมาร จะรักษาเกียรติยศและอิสริยศักดิ์ ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานไว้เสมอด้วยชีวิต

...จะภักดีต่อชาติบ้านเมือง จะซื่อสัตย์ต่อประชาชน จะปฏิบัติหน้าที่ทุกอย่างโดยเต็มกำลังสติปัญญาความสามารถและโดยความเสียสละ เพื่อความเจริญ ความสงบสุข และความมั่นคงไพบูลย์ของ ประเทศชาติไทย จนตราบเท่าชีวิตร่างกายจะหาไม่ ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ”

ตั้งแต่ทรงพระเยาว์ทรงโปรดเรื่อง “เครื่องบิน” และ “การทหาร” เมื่อเจริญพระชันษาก็ทรงเลือกเรียนทางด้านการทหารและการบิน รับราชการทหารตั้งแต่ยังทรงยศร้อยตรีจนดำรงพระยศทางทหารของ 3 เหล่าทัพ คือ...พลเอก พลเรือเอก พลอากาศเอก และทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจ “ด้านการทหาร” อย่างต่อเนื่อง

พระราชกรณียกิจอันหนักยิ่งที่ทรงบำเพ็ญเป็นอันมาก ทรงให้ความสำคัญต่อคุณภาพชีวิตประชาชน...ทรงบำเพ็ญประโยชน์ให้กับแผ่นดิน สมพระราชอิสริยยศ “สยามมกุฎราชกุมาร”.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้