วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
คานเย เวสต์ จากนักดนตรีฮิพฮอพสู่บัลลังก์แฟชั่น

คานเย เวสต์ จากนักดนตรีฮิพฮอพสู่บัลลังก์แฟชั่น

โดย GQ Thailand
1 ธ.ค. 2559 16:01 น.
  • Share:

ไม่มีใครในโลกอีกแล้วที่เข้าถึงสัญญาณอินเทอร์เน็ตและไม่เคยได้ยินชื่อ คานเย เวสต์ (Kanye West) เจ้าพ่อเพลงฮิพฮอพอันโด่งดังของคริสต์ศตวรรษที่ 21 สายดนตรี เวสต์คือหนึ่งในศิลปินที่ไม่มีใครกล้าสงสัยถึงความสามารถในด้านเพลง ด้วยการกวาดรางวัลแกรมมี่ถึง 21 ชิ้น พร้อมอัลบั้มที่ขายได้มากมายถึง 32 ล้านแผ่น โดยเป็นการดาวน์โหลดแบบ MP3 อีกกว่า 100 ล้านครั้ง แต่สิ่งที่เราจะมาสำรวจกันในวันนี้คือเส้นทางใหม่ที่เวสต์พยายามเหลือเกินที่จะเป็น นั่นคือการประสบความสำเร็จในฐานะ ‘แฟชั่นดีไซเนอร์’

จุดเริ่มต้นของเวสต์

เป็นที่รู้กันว่าเม็ดเงินแฟชั่นกับโลกของแร็พและฮิพฮอพนั้นมีส่วนเชื่อมต่อกันเหมือนขุมทรัพย์ทองคำแห่งอเมริกา ในช่วงทศวรรษ 1990s แบรนด์ดังอย่างทอมมี่ ฮิลฟิเกอร์ (Tommy Hilfiger) และคาลวิน ไคลน์ (Calvin Klein) สามารถผงาดขึ้นเป็นมหาอำนาจได้ในพริบตาก็เพราะมีภาพลักษณ์เกี่ยวข้องกับศิลปินดังแนวแร็พทั้งสนูป ด็อกก์ (Snoop Dogg) และ 3 สาวแห่งวงอาร์แอนด์บีนาม TLC เป็นหลัก ดังนั้นถ้าคุณเป็นศิลปินสายฮิพฮอพที่มีโอกาสโกยเงินจากตลาดแฟชั่นเข้ากระเป๋าตัวเอง เหตุใดจึงปล่อยโอกาสฮุบเงินจำนวนมหาศาลนี้ให้หลุดมือไป

เวสต์เข้าสู่วงการเพลงด้วยการเปิดตัวอัลบั้มแรกในปี ค.ศ. 2004 ในเวลานั้นเขากลายเป็นดาวเด่นทั้งงานด้านดนตรีและการเป็นต้นแบบแฟชั่น สิ่งที่เขาสวมใส่กลายเป็นแรงบันดาลใจในการแต่งตัวให้เด็กๆ รุ่นใหม่สายฮิพฮอพมากมายในสหรัฐฯ แต่เส้นทางสายแฟชั่นเริ่มส่องสว่างในช่วงปี 2007 เมื่อเวสต์ร่วมออกแบบรองเท้ารุ่นพิเศษที่ชื่อ Air 180 และรุ่น Yeezy กับไนกี้ (Nike) ตลอดจนการจับมือออกแบบรองเท้ารุ่นพิเศษกับแบรนด์ดังของญี่ปุ่นนามบาธทิง เอป (Bathing Ape) และหลุยส์ วิตตอง (Louis Vuitton) ตามลำดับ

แต่การเขย่งก้าวกระโดดเข้าสู่สนามแฟชั่นของเวสต์นั้นเริ่มขึ้นอย่างจริงจังเมื่อเขาตัดสินใจประกาศว่าจะทำแบรนด์เสื้อผ้าของตนเองในชื่อ Pastelle ในปี 2008 “ผมอยู่ในจุดเดียวกันกับสิ่งที่เคยเป็นในโลกดนตรี ผมเคยเป็นพวกทำเพลงหนึ่งเหมือน Timbaland อีกเพลงก็ซาวนด์เหมือน DJ Premier ตอนนี้เวลาผมออกแบบเสื้อ มันเลยเหมือนบางลุคหน้าตาเหมือน Venice อีกลุคก็เหมือน Ralph (Lauren) ส่วนอีกอันก็เหมือน Babe (Bathing Ape) เพราะฉะนั้นสิ่งที่ต้องทำคือการหาวิธีผสมผสานความชอบทุกแบบที่ผมต้องการ และมันก็ต้องมีบุคลิกส่วนตัวของผมอยู่ด้วยจึงจะเรียกว่าสำเร็จ” เวสต์ให้สัมภาษณ์ถึงสิ่งที่เขาวางแผนในการสร้างแบรนด์ Pastelle แต่จนแล้วจนรอดคอลเลกชั่นเสื้อของเวสต์ก็ไม่มีทีท่าว่าจะเป็นจริง เวสต์ใช้เวลาตลอดปี 2008 หมดไปกับการออกแบบเสื้อเพียง 3 ชิ้นบวกเข็มขัดอีกแค่ 1 เส้น นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมแบรนด์ Pastelle ที่เวสต์ตั้งใจนักตั้งใจหนาถึงได้ล่มไม่เป็นท่าในที่สุด

สิ่งที่เวสต์เรียนรู้

บัดนี้เวลาล่วงเลยมาสู่ปี ค.ศ. 2009 คานเย เวสต์ นักดนตรีดาวรุ่งเจ้าของรางวัลแกรมมี่ 21 ตัว ก็กลายเป็นนักดนตรีที่มีคนด่ามากที่สุดในโลกโซเชียลหลังกระโดดขึ้นเวทีประกาศรางวัล MTV VMA แล้วขโมยซีนนักร้องดังเจ้าของรางวัลแกรมมี่ เทย์เลอร์ สวิฟต์ (Taylor Swift) เวสต์ใช้ช่วงเวลาที่ถูกด่าแบบบ้าคลั่งหลบไปฝึกงานด้านการขาย การดีไซน์ และงานการตลาดแบบเงียบๆ ที่แบรนด์แฟชั่นไฮสตรีทอย่างแก๊ป (Gap) มีเรื่องเล่าจากคนวงในว่าเขามีความตั้งใจเรียนรู้และทำงานอย่างหนัก บางวันถึงกับนั่งทำงานอยู่ในออฟฟิศจนถึงเที่ยงคืน

หลังจากฝึกงานเรียนรู้ด้านการออกแบบและการตลาดจากแก๊ป เวสต์ก็เดินทางต่อไปหาประสบการณ์ที่ญี่ปุ่น ก่อนมาจบที่กรุงโรมของอิตาลีโดยสมัครเข้าทำงานในตำแหน่งเด็กฝึกงานที่ห้องเสื้อชื่อดังอย่างเฟนดิ (Fendi) ที่นี่เวสต์เริ่มต้นเรียนรู้วิธีการออกแบบจากศูนย์สลับหน้าที่เป็นเด็กซื้อกาแฟประจำสตูดิโอ และดูเหมือนประสบการณ์ที่เขาสั่งสมจากห้องเสื้อเฟนดินี้จะช่วยสั่งสอนให้เขารู้ว่า การเป็นนักออกแบบเสื้อมันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เหมือนสิ่งที่เขาให้สัมภาษณ์ไว้ในนิตยสาร Elle ว่า “คุณไม่ได้เห็นคอลเลกชั่นเสื้อลินซีย์ (โลฮาน) ออกแบบให้อุงกาโร (Ungaro) หรือ? มันคือหายนะ 9/11 สำหรับเซเลบริตี้กับแฟชั่นเลยทีเดียว นี่แหละคือเหตุผมว่าทำไมผมถึงไม่ทำไลน์เสื้อใดๆ ทั้งนั้นในตอนนี้”

เวสต์บนรันเวย์แฟชั่น

แล้วช่วงเวลาที่เวสต์รอคอยก็มาถึง เมื่อเวลาล่วงเลยมาถึงปี ค.ศ. 2011 หลังจากแอบซุ่มฝึกปรือวิชาแฟชั่นแบบเงียบๆ มาพักใหญ่ การเปิดตัวคอลเลกชั่นแรกในกรุงปารีสภายใต้แบรนด์ Kanye West ก็เป็นจริงได้ในที่สุด ทันทีที่ชื่อของเวสต์ถูกประกาศให้อยู่ในตารางปารีสแฟชั่นวีค แฟชั่นโชว์ครั้งนี้ก็กลายเป็นสุดยอดโชว์ร้อนที่เหล่าเอดิเตอร์และเหล่าเซเลบริตี้ทุกคนรอคอย การเปิดคอลเลกชั่นแรกของเขาจึงเต็มไปด้วยฟรอนต์โรว์คนสำคัญที่มานั่งให้กำลังใจ ทั้งนักออกแบบดัง อาซเซดีน อไลยา (Azzedine Alaïa), โอลิวิเยร์ เธย์สเกนส์ (Olivier Theyskens) เจเรมี่ สกอตต์ (Jeremy Scott) หรือนักออกแบบที่เปรียบเหมือนคุณครูฝึกหัดจากห้องเสื้อดัง Fendi อย่างซิลเวีย เวนทูรินี เฟนดิ (Silvia Venturini Fendi)

แต่ความคาดหวังก็ไม่ได้เป็นไปอย่างที่คิด เสื้อผ้าที่เวสต์ออกแบบกลับมีหน้าตาไม่แปลกใหม่ มันกลายเป็นเสื้อแนวบอดี้คอนหลงยุค หนำซ้ำยังมีปัญหาเรื่องขนาดและสัดส่วนที่ผิดรูปจนถูกด่าแบบสาดเสียเทเสีย ดังตัวอย่างส่วนหนึ่งของบทวิจารณ์ใน The Wall Street Journal ที่ว่า “เสื้อ Kanye West ก็คือเสื้อผ้าหน้าตาเหมือนเสื้อจีวองชี่ (Givenchy) แต่ที่น่าขายหน้าที่สุดคือริกคาร์โด ทิสชี่ (Riccardo Tisci) ซึ่งเป็นคนออกแบบจากจีวองชี่ คือหนึ่งในรายชื่อแขกที่ถูกเชิญมาร่วมงานด้วย” ด้วยเหตุนี้แบรนด์ Kanye West จึงจัดแสดงได้เพียง 2 คอลเลกชั่น แล้วโปรเจ็กต์แฟชั่นแรกของเวสต์ก็ต้องล้มเลิกไปในที่สุด

ต่อมาในปี 2013 เวสต์ตัดสินใจกระโดดลงสนามแฟชั่นอีกครั้ง ครั้งนี้เขาตัดสินใจทำงานออกแบบร่วมกับแบรนด์ดังฝั่งฝรั่งเศสนาม A.P.C. โดยผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์และเจ้าของแบรนด์ดัง ฌอง ตุยตู (Jean Touitou) ให้สัมภาษณ์ถึงประสบการณ์ที่มิอาจลืมเลือนกับนิตยสาร W ว่า “เราใช้เวลาทำงานร่วมกันถึง 2 ปีในการออกแบบของแค่ 3 ชิ้น คานเยเป็นคนหมกมุ่นมากเวลาออกแบบ เขาเป็นคนจับทิศทางอะไรไม่ได้เลย หรือพูดให้ง่ายคือเขาอยากเปลี่ยนทุกสิ่งทุกอย่างที่มีอยู่ในจักรวาล ดังนั้นตอนที่คอลเลกชั่นนี้เสร็จ สิ่งที่ผุดขึ้นในหัวผมคือ โล่งอก! เพราะในเมื่อผมทำคอลเลกชั่นนี้ให้จบลงได้ ผมคงสร้างสันติภาพที่ตะวันออกกลางได้สำเร็จแน่ๆ”

แต่ไม่ว่าตุยตูจะเข็ดขยาดจากการร่วมงานกับเวสต์หรือไม่ อย่างไร แต่สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นคือ คอลเลกชั่นพิเศษระหว่าง Kanye West และ A.P.C. ที่มีไม่กี่แบบกลับขายหมดเกลี้ยงในชั่วพริบตา ถึงเวลานี้โอกาสที่จะได้เป็นนักออกแบบเสื้อชื่อดังจึงเริ่มเห็นแสงรำไร แล้วเวสต์ก็ประกาศเสียงดังว่าเขาได้เริ่มทำสัญญาใหม่กับค่ายอาดิดาส (Adidas) แทนที่ไนกี้ (Nike) ที่เคยร่วมงานกันในการออกแบบรองเท้าในอดีต และนี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่ขยับคานเย เวสต์ ให้เข้ากับโลกนักออกแบบแฟชั่นในที่สุด

ถึงเวลาของ Yeezy

ช่วงเวลาที่ทุกคนรอคอยก็เดินทางมาถึง คอลเลกชั่นแรกของแบรนด์คานเย เวสต์ ในชื่อ Yeezy ฤดูกาลที่ 1 ก็เป็นจริงในที่สุด การเปิดตัวคอลเลกชั่นแรกของเวสต์จึงเป็นการจับมือกันกับศิลปินแนวเพอร์ฟอร์แมนซ์อาร์ต นามวาเนสซา บีครอฟต์ (Vanessa Beecroft) ด้วยเหตุนี้การแสดงแบบเสื้อจึงเหมือนเป็นการจัดแสดงงานศิลปะมากกว่างานแสดงแบบเสื้อ แต่คอลเลกชั่นที่เรียกเสียงชื่นชมมากที่สุดก็คือคอลเลกชั่น Yeezy ฤดูกาลที่ 3 ซึ่งในครั้งนี้เป็นการจัดแสดงเสื้อผ้าอย่างยิ่งใหญ่ในสนามกีฬาอเนกประสงค์เมดิสัน สแควร์ การ์เด้น ที่นิวยอร์ก แถมยังมีการถ่ายทอดสดผ่าน Tidal อีกด้วย ซึ่งไฮไลต์สำคัญคงไม่ใช่เสื้อผ้าที่จัดแสดงเท่านั้น แต่ยังเป็นการเปิดตัวอัลบั้มเพลงชุดล่าสุดที่ชื่อ The Life of Pablo เรียกว่ายิงปืนนัดเดียวก็เล็งให้ได้นกสองตัวไปเลยละกัน

‘ผู้อพยพ’ กลายเป็นธีมหลักของคอลเลกชั่นนี้ ซึ่งแน่นอนวิธีการนำเสนอยังคงเป็นรูปแบบเพอร์ฟอร์แมนซ์อาร์ต ซึ่งทำร่วมกับบีครอฟต์เจ้าเก่า “ผมขอขอบคุณอาดิดาสที่จ่ายเงินให้จัดงานนี้” เวสต์กล่าวเปิดโชว์แล้วตะโกนถามผู้ชมในสนาม “ว่าไง? ว่าไง?” แล้วเหล่าแฟนเพลงในสนามที่มีมากกว่า 16,000 คน ซึ่งยอมจ่ายเงินซื้อบัตรก็ตะโกนกลับ “ฟัค ไนกี้! ฟัค ไนกี้!” แล้วการแสดงแบบเสื้อจึงเริ่มต้นขึ้นด้วยแถวนายแบบและนางแบบยืนเรียงรายในชุดผ้าฝ้ายและผ้าวูลถักหน้าตาเหมือนเสื้อผ้าผู้อพยพ พร้อมๆ กับการเปิดตัวอัลบั้มใหม่ของเวสต์ไปในเวลาเดียวกัน

นี่อาจเป็นการแสดงแบบเสื้อที่นานที่สุดครั้งหนึ่งของประวัติศาสตร์แฟชั่น เพราะเหล่านายแบบและนางแบบบนเวทีต้องยืนสงบนิ่งอยู่บนรันเวย์สี่เหลี่ยมที่ล่องลอยอยู่กลางสนามเป็นเวลานานถึง 2 ชั่วโมงเป็นอย่างน้อย

แล้วถือว่าเวสต์ประสบความสำเร็จหรือยัง

แคธี ฮอร์น (Cathy Horyn) นักข่าวแฟชั่นชื่อดังจากหนังสือพิมพ์ The New York Times กลายเป็นนักวิจารณ์ที่จรดปากกาด่าเวสต์ได้อย่างแสบสันที่สุด ครั้งหนึ่งเธอเขียนวิจารณ์ถึงวงการแฟชั่นที่ตีสองหน้าหวังใช้ชื่อเสียงของเวสต์และตระกูลคาร์เดเชียนเพื่อทำยอดขายนิตยสาร โดยไม่คำนึงว่าความจริงคานเย เวสต์ ไม่ได้มีความสามารถใดๆ เลยในการเป็นนักออกแบบเสื้อ เช่น “ฉันไม่เข้าใจทำไมถึงมีนักข่าวแฟชั่นมากมายไม่เคยคิดตั้งคำถามถึงคุณสมบัติการเป็นดีไซเนอร์ของเวสต์” หรือ “นี่คือนักออกแบบที่ไม่เคยคิดถึงหัวอกใคร ทั้งเรื่องชีวิตคนอื่น หรือเวลาของพวกเขา (จากการใช้เวลาจัดโชว์ยาวนานถึง 4 ชั่วโมงครึ่ง)... มันเป็นเหมือนอารมณ์ฉันไม่สนใจอะไรทั้งนั้น ตราบใดที่มันหาเงินได้และสามารถเปลี่ยนให้เป็นยอดขายของรองเท้าและเสื้อยืด”

แต่ทั้งนี้ใช่ว่าเวสต์จะไม่มีใครในวงการที่ยืดหยัดเคียงข้าง เจ้าแม่แฟชั่นอย่างแอนนา วินทัวร์ (Anna Wintour) บรรณาธิการนิตยสาร Vogue อันโด่งดัง ตลอดจนการีน รอยต์เฟลด์ (Carine Roitfeld) อดีตบรรณาธิการนิตยสาร Vogue ฉบับฝรั่งเศส และเจ้าของนิตยสารแฟชั่น CR Fashion Book กลับให้การสนับสนุนเวสต์แบบสุดตัวด้วยการปรากฏโฉมทุกครั้งที่เวสต์จัดแสดงแฟชั่นอย่างพร้อมเพรียง ซึ่งแน่นอนนักข่าวอย่างฮอร์นคนเดิมก็ยิงคำถามสวนอีกครั้งว่าถ้าเป็นนักออกแบบประเภทโนเนม เจ้าแม่แฟชั่นทั้งสองก็คงไม่มีวันเสด็จไปที่โชว์อย่างแน่นอน

แล้วอะไรกันแน่ที่จะสามารถใช้ตัดสินว่า คานเย เวสต์ ประสบความสำเร็จในโลกแฟชั่น เพราะถ้าเป็นด้านยอดขายแล้ว สินค้าทุกชิ้นที่เขาออกแบบกลับขายดิบขายดีหมดเกลี้ยงในพริบตาตั้งแต่คอลเลกชั่น Yeezy หมายเลข 1 จนถึง Yeezy หมายเลข 3 ซึ่งวางขายอยู่ในปัจจุบัน ที่สำคัญสินค้าทุกชิ้นยังมีราคาแพงแสนแพง อาทิ สเว็ตเตอร์หน้าตาธรรมด้าธรรมดาเหมือนที่หาได้จาก H&M แต่กลับห้อยป้ายราคาขายถึง 70,000 บาท ก็ถูกคนรุมแย่งซื้อกันจนหมด ดังนั้นถ้าจะเรียกคานเย เวสต์ ว่าประสบความสำเร็จในการเป็นแฟชั่นดีไซเนอร์จากยอดจำหน่ายก็ย่อมไม่ผิด

แต่ถ้าจะต้องตัดสินจากสิ่งที่เวสต์คาดหวังเหมือนคำที่เขาเคยให้สัมภาษณ์ในนิตยสาร Clash ว่า “ผมต้องการสร้างอะไรสักอย่างที่มีเอกลักษณ์ และมันสามารถเป็นแรงบันดาลใจให้นักออกแบบแฟชั่นคนอื่นๆ เพราะผมไม่ได้เกิดมาบนโลกนี้เพื่อหาเงิน ผมเกิดมาเพื่อสร้างสิ่งมหัศจรรย์” ดังนั้นถ้าต้องตัดเรื่องเงินและยอดขายทิ้ง เส้นทางแฟชั่นของเวสต์ก็คงยังไม่ได้ไปไหนไกล แต่อย่าท้อถอยไปเลยเวสต์ เพราะสักวันหนึ่งมันต้องสำเร็จถ้าตั้งใจ เหมือนๆ กับเซเลบริตี้และนักร้องเพลงป๊อปคนดังนามวิกตอเรีย เบคแคม (Victoria Beckham) ที่ทุกวันนี้ผันตัวไปเป็นแฟชั่นดีไซเนอร์จนรับรางวัลนักออกแบบยอดเยี่ยมประจำปี 2011 จาก British Fashion Award ได้สำเร็จ

ที่มา - GQ Thailand
www.gqthailand.com

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้