วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
10 เรื่องยิ่งใหญ่ พระมหากษัตริย์ รัชกาลที่ 10

10 เรื่องยิ่งใหญ่ พระมหากษัตริย์ รัชกาลที่ 10

  • Share:

สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงรับขึ้นทรงราชย์ เป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 10 แห่งราชวงศ์จักรี โดยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เฉลิมพระปรมาภิไธยว่า 'สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร'

ไทยรัฐออนไลน์ รวม 10 เรื่องยิ่งใหญ่มาให้รู้กัน...

1. 28 กรกฎาคม 2495 วันที่ชาวไทยปลาบปลื้ม วันประสูติเจ้าฟ้าชาย

วันจันทร์ที่ 28 กรกฎาคม 2495 เป็นวันที่ชาวไทยปลาบปลื้มที่ได้เจ้าฟ้าชาย หลังจากที่มีพระประสูติกาลของสมเด็จเจ้าฟ้าชายพระองค์สุดท้าย คือ สมเด็จเจ้าฟ้าประชาธิปกศักดิเดชน์ (พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว) พุทธศักราช 2436 แล้วไม่มีเจ้าฟ้าชายประสูติอีกเลยถึง 3 รัชกาล (เป็นเวลา 58 ปี)

ทรงมีพระนามว่า สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าวชิราลงกรณ บรมจักรยาดิศรสันตติวงศ เทเวศรธำรงสุบริบาล อภิคุณูประการมหิตลาดุลเดช ภูมิพลนเรศวรางกูร กิตติสิริสมบูรณ์สวางควัฒน์ บรมขัตติยราชกุมาร

2. พระราชประวัติด้านการศึกษา

กันยายน 2499 ทรงเข้าศึกษาในชั้นอนุบาลปีที่ 1 ณ โรงเรียนจิตรลดา ในพระราชวังดุสิต

6 มกราคม 2509 ทรงมีพระราชดำรัสอำลาไปศึกษาต่อต่างประเทศแก่ประชาชนชาวไทยผ่านทางวิทยุกระจายเสียงและโทรทัศน์ ความว่า

“วันที่ 7 มกราคมนี้ ข้าพเจ้าจะจากพระนครไปประเทศอังกฤษแล้ว จึงขอถือโอกาสนี้อำลาท่านทั้งหลายโดยทั่วกัน

ข้าพเจ้ามีใจผูกพันอยู่กับประเทศชาติและกับท่านทั้งหลายมาก เพราะข้าพเจ้าเป็นพลเมืองไทยคนหนึ่ง และท่านทั้งหลายต่างได้แสดงน้ำใจไมตรีต่อข้าพเจ้าตลอดมา ข้าพเจ้าจึงตระหนักว่าในกาลข้างหน้า ข้าพเจ้ามีหน้าที่และจะต้องทำงานให้เป็นประโยชน์แก่บ้านเมืองและประชาชนให้จงได้ ในโอกาสที่ข้าพเจ้าจะออกไปศึกษา ณ ต่างประเทศนี้ ข้าพเจ้าจึงตั้งใจไว้อย่างแน่วแน่ว่าจะพยายามศึกษาเล่าเรียนโดยเต็มกำลังความสามารถ เพื่อให้เกิดความรู้และสติปัญญานำมาในการทำนุบำรุงประเทศชาติให้เจริญก้าวหน้าและรุ่งเรืองไพบูลย์ยิ่งขึ้นไป

ข้าพเจ้าขอกล่าวคำอำลาท่านอีกครั้งหนึ่ง ขอท่านทั้งหลายได้เอาใจช่วยข้าพเจ้าให้เกิดกำลังใจที่จะเล่าเรียนได้สำเร็จสมความตั้งใจโดยตลอดด้วย”

3. พระอิสริยยศ และพระอิสริยศักดิ์

19 พฤศจิกายน 2508 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงประดับยศร้อยตรี เรือตรี และเรืออากาศตรี แด่สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าวชิราลงกรณฯ และจอมพลถนอม กิตติขจร ผู้บัญชาการทหารสูงสุดได้ทูลเกล้าฯ ถวายเครื่องแบบนายทหารทั้งสามเหล่า

28 ธันวาคม 2515 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้าวชิราลงกรณฯ ขึ้นเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร สิริกิตยสมบูรณสวางควัฒน์ วรขัตติยราชสันตติวงศ์ มหิตลพงศอดุลยเดช จักรีนเรศยุพราชวิสุทธ สยามมกุฎราชกุมาร มุสิกนาม

4. “ข้าพเจ้าจะต้องเพียรพยายามศึกษาปฏิบัติฝึกฝนตนเองต่อไปอีกอย่างมาก เพื่อให้สามารถเหมาะสมกับหน้าที่ตามที่ทุกคนมุ่งหวัง”

29 ธันวาคม 2515 ในงานสโมสรสันนิบาต ซึ่งรัฐบาลจัดถวายเพื่อเฉลิมพระเกียรติในโอกาสที่ได้ทรงดำรงพระอิสริยศักดิ์เป็นสยามมกุฎราชกุมาร ทรงมีพระราชดำรัสตอนหนึ่งความว่า

“…ข้าพเจ้าทราบตระหนักว่าข้าพเจ้ามีหน้าที่และความรับผิดชอบประเทศอย่างสูง และการปฏิบัติราชการแผ่นดินนั้น เป็นภาระสำคัญใหญ่ยิ่งที่ต้องอาศัยทั้งสติปัญญาและความรู้ความสามารถพร้อมมูล ข้าพเจ้าจะต้องเพียรพยายามศึกษาปฏิบัติฝึกฝนตนเองต่อไปอีกอย่างมาก เพื่อให้สามารถเหมาะสมกับหน้าที่ตามที่ทุกคนมุ่งหวัง...”

5. การบวชด้วยศรัทธาอันแรงกล้า โดยมุ่งหวังที่จะนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติ

6 พฤศจิกายน 2521 สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ ทรงพระผนวช ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ทรงรับพระนามฉายาว่า วัชราลงกรโณภิกขุ

16 พฤศจิกายน 2521 ทรงมีพระราชดำรัสตอบต่อที่ประชุมสงฆ์ วัดพระมหาธาตุจังหวัดนครศรีธรรมราช อันมีใจความตอนหนึ่งว่า

“…การบวชของกระผมในครั้งนี้เป็นการบวชด้วยศรัทธาอันแรงกล้าที่จะศึกษาพระธรรมอันมีค่าสูงสุด โดยมุ่งหวังที่จะนำไปใช้ให้เป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติต่อไป...”

6. ขณะมีพระชนมายุเพียง 9 พรรษา กับพระราชกรณียกิจครั้งแรก

19 มีนาคม 2505 เสด็จพระราชดำเนินปฏิบัติพระราชกรณียกิจแทนพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในพิธีเปิดป้ายของสมาคมกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย โรงพยาบาลเด็ก ขณะนั้นมีพระชนมายุเพียง 9 พรรษา

7. ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจด้านต่างๆ นานัปการ

เมื่อทรงพระเจริญวัย ได้ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจด้านต่างๆ นานัปการ ทั้งที่ทรงปฏิบัติแทนพระองค์ และทรงปฏิบัติในส่วนพระองค์เอง พระราชกรณียกิจทั้งปวงล้วนมีการสร้างสรรค์ความผาสุกสงบแก่ประชาชน นำความเจริญไพบูลย์และความมั่นคงมาสู่ประเทศ เช่น ด้านการแพทย์และสาธารณสุข การศึกษา การสังคมสงเคราะห์ การพระศาสนา การต่างประเทศ

8. โครงการพัฒนาพื้นที่บ้านกูแบซีรา หนึ่งในโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

สืบเนื่องมาจากเมื่อเดือนกันยายน 2544 สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ได้เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎรบ้านกูแบซีรา และทอดพระเนตรสภาพพื้นที่ ได้ทรงทราบถึงปัญหาของราษฎรในพื้นที่ดังกล่าวว่ามีพื้นที่น้ำขังตลอดปี กรมชลประทานมีแปลนที่จะดำเนินการขุดคลองระบายน้ำ แต่ไม่สามารถดำเนินการต่อได้ เนื่องจากติดปัญหาเรื่องที่ดิน จึงเป็นสาเหตุสำคัญอีกประการหนึ่งที่ทำให้มีน้ำท่วมขัง

ในการนี้ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ได้มีพระราชดำริกับผู้ช่วยราชเลขาธิการฝ่ายกิจกรรมพิเศษสำนักพระราชวัง และผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย สรุปความได้ว่า “ให้แก้ไขปัญหาเรื่องเร่งด่วนก่อน พร้อมทั้งศึกษาในภาพรวม เมื่อได้ศึกษาในภาพรวมทั้งระบบ และทรงรับไว้เป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ”

9. ความสนพระทัยในวิชาการทหาร

มกราคม-ตุลาคม พ.ศ. 2519 สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงเข้ารับการฝึกเพิ่มเติม และทรงการศึกษางานด้านการทหารในประเทศออสเตรเลีย โดยทุนของกระทรวงกลาโหม ทรงประจำการ ณ กองปฏิบัติการทางอากาศพิเศษ ที่นครเพิร์ท รัฐออสเตรเลียตะวันตก ประเทศออสเตรเลีย

สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงดำรงพระยศทางทหารของ 3 เหล่าทัพ คือ พลเอก พลเรือเอก และพลอากาศเอก


10. การปฏิบัติการรบ

สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ได้ทรงปฏิบัติพระราชภารกิจด้านการทหาร โดยทรงเข้าร่วมปฏิบัติการรบในการต่อต้านการก่อการร้ายบริเวณภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย รวมทั้งการคุ้มกันพื้นที่ในบริเวณรอบค่ายผู้อพยพชาวกัมพูชา ที่เขาล้าน จังหวัดตราด

ซึ่งแม้เป็นพระราชภารกิจที่ต้องเสี่ยงภยันตราย แต่ด้วยความที่ทรงเป็นชาติทหาร และเป็นพระราชภารกิจเพื่อความผาสุกของพสกนิกร และเพื่อมนุษยธรรมต่อผู้ประสบทุกข์ยาก จึงทรงปฏิบัติพระราชภารกิจดังกล่าวโดยเต็มพระราชกำลัง


ข้อมูล : กองกิจการในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้