วันศุกร์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ธปท.เตือนภัยมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ห้ามทำนานเกิน 6 เดือน

ธปท.ย้ำไตรมาสที่ 4 ปัจจัยลบเพียบ ดันเศรษฐกิจไทยขยายตัวต่ำ ชี้การออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และเยียวยาผลกระทบในระยะสั้น เพื่อใช้ในช่วงรอยต่อ รอรับเงินลงทุนโครงการขนาดใหญ่ในปีหน้า เป็นเรื่องที่เหมาะสม แต่ไม่ควรทำเกิน 6 เดือน อาจเกิดผลเสีย เพราะเป็นการดึงกำลังซื้อในอนาคตมาใช้

นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยถึงภาวะเศรษฐกิจไทย ไตรมาสที่ 4 ว่า เป็นช่วงที่จะชะลอตัว เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า เนื่องจากมีปัจจัยลบที่กระทบการใช้จ่ายของประชาชนหลายประการ เช่นราคาสินค้าเกษตรที่ลดต่ำลง โดยเฉพาะราคาข้าว การปราบปรามทัวร์ศูนย์เหรียญ ทำให้นักท่องเที่ยวที่มาจากจีน ปรับตัวลดลงมากกว่าที่คาดไว้ รวมทั้ง บรรยากาศที่ยังโศกเศร้าอาจมีผลต่อเทศกาลรื่นเริง ในช่วงปลายปีต่อต้นปีหน้า

ดังนั้น เมื่อเศรษฐกิจไตรมาสที่ 4 มีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าไตรมาสก่อนหน้า การออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ทั้งเกษตรกร ผู้มีรายได้น้อย เป็นเรื่องที่ต้องทำในช่วงรอยต่อ เพื่อสร้างแรงส่งทางเศรษฐกิจให้เกิดขึ้น ในช่วงที่เศรษฐกิจรอการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ที่จะเกิดขึ้นในปีหน้า แต่ควรทำเป็นมาตรการระยะสั้น เพื่อกระตุ้นบรรยากาศในการใช้จ่าย และลดผลกระทบของเศรษฐกิจ ในส่วนของผู้ที่มีความยากลำบาก แต่ไม่ควรทำต่อเนื่องหรือทำต่อกันในระยะยาว เช่นทำต่อเนื่องกันเกิน 6 เดือน เพราะก่อให้เกิดผลเสีย ในการก่อหนี้เพิ่มของประชาชนแล้ว ยังเป็นการดึงกำลังซื้อในอนาคตมาใช้ ทำให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจในอนาคตยากขึ้นด้วย

ทั้งนี้ ความผันผวนของตลาดการเงินโลก หลังการเลือกตั้งของสหรัฐฯ และได้นายโดนัลด์ ทรัมป์เป็นประธานาธิบดี ที่จะมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายเศรษฐกิจต่อเนื่อง เรื่องนี้ ธปท.ได้เตือนแล้วว่า ในอนาคตตลาดการเงินและค่าเงินทั่วโลก ยังมีความผันผวนที่สูงขึ้นอีก ทำให้นักธุรกิจผู้ส่งออกนำเข้าต้องเตรียมรับมือความผันผวนของค่าเงินบาท โดยการบริหารความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน เป็นเรื่องที่สำคัญ

“เงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าลงได้อีก เนื่องจากนโยบายของทรัมป์จะกระตุ้นเศรษฐกิจมากขึ้น ช่วงที่ผ่านมาเงินบาทอ่อนค่าน้อยกว่าสกุลอื่นๆในภูมิภาค และมีความผันผวนที่ต่ำกว่า ธปท.ได้ติดตามดูแลเงินบาทอย่างใกล้ชิด”

สำหรับเงินทุนเคลื่อนย้ายในช่วงที่ผ่านมา มีเงินไหลออกไปจากตลาดพันธบัตร และตลาดหุ้น ทำให้เงินบาทอ่อนค่าลงจากพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ผลตอบแทนปรับตัวสูงขึ้น กรณีที่มองกันว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย เดือน ธ.ค.นี้ เป็นเรื่องที่ตลาดการเงินรับรู้อยู่แล้ว เชื่อว่าได้มีการทยอยปรับตัวเพื่อรองรับเรื่องดังกล่าวแล้วในระดับหนึ่ง

นายวิรไทกล่าวว่า ธปท.ได้เดินหน้าส่งเสริมธนาคารพาณิชย์ไทย เพื่อรองรับการขยายตัวของเศรษฐกิจในอาเซียน และเท่าที่ได้หารือกับธนาคารพาณิชย์เห็นว่า ธนาคารของไทยพร้อมที่จะออกไปลงทุนในอาเซียนเพื่อรองรับการขยายตัวของเศรษฐกิจ เพราะธนาคารพาณิชย์ไทยก็มีศักยภาพ อยู่ในระดับต้นๆของอาเซียน และเมื่อวันที่ 27 พ.ย.ที่ผ่านมา ธปท.ได้ลงนามในการดำเนินการร่วมกันจัดทำมาตรฐานธนาคารอาเซียน หรือ QAB ระหว่างระบบการเงินไทยและพม่า ซึ่งเป็นไปตามมาตรการ QAB ที่กลุ่มอาเซียนได้วางมาตรฐานกลางไว้ หลังจากที่ ธปท.ได้ลงนามแบบเดียวกันกับธนาคารกลางมาเลเซียและอินโดนีเซีย

“กรณีการเลื่อนการใช้ระบบการโอนเงินพร้อมเพย์ ในขณะนี้ ธปท., ธนาคารพาณิชย์ และผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศ กำลังอยู่ระหว่างทดสอบระบบการโอนเงินพร้อมเพย์ เพื่อที่จะทำให้ระบบมีประสิทธิภาพอย่างเต็มที่ก่อนเริ่มเปิดใช้จริงไตรมาสแรกของปี 2560”.

ธปท.ย้ำไตรมาสที่ 4 ปัจจัยลบเพียบ ดันเศรษฐกิจไทยขยายตัวต่ำ ชี้การออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และเยียวยาผลกระทบในระยะสั้น เพื่อใช้ในช่วงรอยต่อ รอรับเงินลงทุนโครงการขนาดใหญ่ในปีหน้า เป็นเรื่องที่เหมาะสม แต่ไม่ควรทำเกิน 6 เดือน 29 พ.ย. 2559 04:04 29 พ.ย. 2559 04:18 ไทยรัฐ