วันอาทิตย์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
นิด้า ชี้ ช็อปช่วยชาติกระตุ้นใช้จ่ายระยะสั้น แนะดึงจีนย้ายฐานเข้าไทย

นิด้า ชี้ ช็อปช่วยชาติกระตุ้นใช้จ่ายระยะสั้น แนะดึงจีนย้ายฐานเข้าไทย

  • Share:

นิด้า ชี้ มาตรการช็อปช่วยชาติ ลดหย่อนภาษี 30,000 บาท กระตุ้นใช้จ่ายแค่ช่วงสั้น ไม่ยั่งยืน คนรายได้สูงได้ประโยชน์กว่าคนจน แนะรัฐเร่งโครงสร้างเพิ่มฐาน พร้อมดึงนักลงทุนจากจีน ย้ายฐานการผลิตมาตั้งในไทยเพื่อเป็นฐานการส่งออก หลังจีนโดนกำแพงภาษีกีดกันการส่งออกไปยังสหรัฐฯ เชื่อช่วยกระตุ้น ศก.ได้ดีกว่า ...

เมื่อวันที่ 28 พ.ย. 59 รศ.ดร.มนตรี โสคติยานะรักษ์ ผู้อำนวยการหลักสูตรการจัดการภาครัฐและภาคเอกชน สำหรับนักบริหาร สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยว่า การที่กระทรวงการคลัง เสนอนโยบายการลดหย่อนภาษี ด้วยการออกมาตรการช็อปช่วยชาติ ที่ขยายวงเงินการนำมาลดหย่อนภาษีจากเดิม 15,000 บาท เพิ่มเป็น 30,000 บาท แม้จะช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายภาคครัวเรือนให้เกิดขึ้น แต่จะเป็นเพียงผลในระยะสั้นและไม่มีความยั่งยืน เนื่องจากการกำหนดเวลาเพื่อจับจ่ายซื้อสินค้าเพื่อนำมาลดหย่อนภาษีนั้น เป็นเพียงการเลื่อนเวลาให้เกิดการซื้อสินค้าในช่วงเวลาดังกล่าวมากเป็นพิเศษ แต่ไม่ได้ก่อให้เกิดเม็ดเงินใหม่ในระบบเศรษฐกิจ รวมทั้งกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากมาตรการดังกล่าว จะเป็นกลุ่มผู้มีรายได้ปานกลางถึงสูง มากกว่ากลุ่มที่มีรายได้น้อย และมีสินค้าเพียงบางกลุ่มเท่านั้นที่ได้รับอานิสงส์จากมาตรการนี้ เช่น โทรศัพท์มือถือและยานพาหนะ ซึ่งเป็นสินค้าที่นำเข้ามาจำหน่ายภายในประเทศทั้งสิ้น

ทั้งนี้ การดำเนินการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อให้ได้ผลในระยะยาวนั้น ภาครัฐควรเร่งดำเนินการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณแผ่นดิน เพื่อสร้างงานและสร้างรายได้ รวมถึงบรรยากาศในการจับจ่ายใช้สอยเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้ดีกว่าการออกมาตรการช็อปช่วยชาติ เนื่องจากขณะนี้ภาคการผลิตของไทยได้ส่งสัญญาณชะลอตัว ด้วย Capacity Utilization ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ 64.89 ในเดือนกันยายนที่ผ่านมา ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าภาคการผลิตและการลงทุนของไทยยังรอปัจจัยเชิงบวกที่เข้ามาช่วยสนับสนุนการเติบโต

รศ.ดร.มนตรี กล่าวว่า นอกจากการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการขับเคลื่อนการลงทุนของภาครัฐแล้ว ประเทศไทยยังต้องฉวยโอกาสที่ประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐฯ จะตั้งกำแพงภาษีนำเข้าสินค้าจากประเทศจีนสูงถึง 45% ทำให้ผู้ประกอบการในประเทศจีนจำเป็นต้องย้ายฐานการผลิตใหม่ เพื่อหลีกเลี่ยงกำแพงภาษี ดังนั้นไทยจึงควรใช้ช่วงเวลานี้ในการดึงดูดนักลงทุนและภาคการผลิตของประเทศจีนเข้ามาตั้งฐานการผลิตในประเทศไทย ซึ่งหากไทยได้กลายเป็นฐานการผลิตสินค้าให้แก่ประเทศจีน เพื่อป้อนตลาดโลกแล้วนั้น ย่อมส่งผลให้มูลค่าการส่งออกของไทยขยายตัวเพิ่มสูงขึ้น รวมถึงการสร้างงานที่จะเกิดขึ้นในประเทศไทยเป็นจำนวนมาก และนับเป็นปัจจัยบวกต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยได้ในที่สุด

"ในอดีตไทยเคยประสบความสำเร็จในการดึงนักลงทุนชาวญี่ปุ่น มาตั้งฐานการผลิตในประเทศไทยมาแล้ว หลังจากที่สหรัฐฯ เสียดุลการค้ากับประเทศญี่ปุ่นเป็นจำนวนมาก จนทำให้สินค้าญี่ปุ่นโดนกีดกันสินค้าส่งออกไปยังสหรัฐฯ ซึ่งในช่วงเวลานั้น ไทยมีนโยบายเปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า ที่สร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนของญี่ปุ่นเข้ามาตั้งฐานการผลิตไทย และครั้งนี้ก็มีความคล้ายคลึงกัน หากเราสามารถดึงนักลงทุน หรือย้ายภาคการผลิตจากจีนมายังประเทศไทยได้ จะทำให้เศรษฐกิจของไทยสามารถเติบโตได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น"

อย่างไรก็ตาม แม้ปัจจุบันประเทศไทยยังขาดความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน แต่ด้วยนโยบายของภาครัฐที่พยายามเร่งรัดการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนได้เป็นอย่างดี ประกอบกับความได้เปรียบในเรื่องของทำเลที่ตั้งของประเทศที่อยู่ศูนย์กลางอาเซียนที่สามารถเชื่อมการค้าและการส่งออกผ่าน AEC อย่างเป็นรูปธรรม จะทำให้ประเทศไทยมีความได้เปรียบและมีจุดเด่นเพียงพอที่จะดึงดูดนักลงทุนจากจีนเข้ามาลงทุนตั้งฐานการผลิตในประเทศไทย ซึ่งจะส่งผลดีต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจในระยะยาวอย่างยั่งยืน

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้