วันพฤหัสบดีที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

สรยุทธหลุดคดีไร่ส้มภาค2 เหตุโจทก์ฟ้องซ้ำกับที่ศาลตัดสินเด็ดขาดไปแล้ว

ศาลอาญามีคำสั่ง กรณีอัยการเป็นโจทก์ฟ้อง บ.ไร่ส้ม และจำเลยในคดีที่ 1-4 ในคดีปลอมแปลงเอกสารต่อจากคดีไร่ส้มภาคแรก โดยศาลเห็นว่าคดีตัดสินลงโทษเด็ดขาดแล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องอีก ให้งดตรวจหลักฐาน-จำหน่ายคดีออกจากสารบบ...

เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 28 พ.ย.2559 ที่ศาลอาญา ศาลนัดตรวจพยานหลักฐานที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 3 เป็นโจทก์ฟ้อง บริษัท ไร่ส้ม จำกัด โดยนายสรยุทธ สุทัศนะจินดา อายุ 50 ปี กรรมการผู้จัดการฯ อดีตพิธีกร รายการเล่าข่าวชื่อดัง นายสรยุทธ สุทัศนะจินดา กรรมการผู้จัดการ บจก.ไร่ส้ม น.ส.มณฑา ธีระเดช อายุ 43 ปี เจ้าหน้าที่บริษัทไร่ส้มฯ และ นางพิชชาภา เอี่ยมสะอาด หรือ นางชนาภา บุญโต อายุ 47 ปี อดีตพนักงานจัดทำคิวโฆษณาของ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) ร่วมกันเป็นจำเลยที่ 1 - 4 ตามลำดับ ในความผิดฐานร่วมกันปลอมเอกสารสิทธิ และใช้หรืออ้างเอกสารสิทธิปลอม และร่วมกันทำให้เกิดความเสียหาย คดีนี้อัยการฟ้องเป็นคดีที่สองต่อจากคดีไร่ส้มคดีแรก ใจความว่า

เมื่อประมาณกลางเดือนกรกฎาคม 49 จำเลยทั้งสี่ร่วมกันปลอมเอกสารสิทธิและทำให้เสียหาย ทำลายซึ่งเอกสาร และจำเลยทั้งสี่ร่วมกันนำเอกสารใบคิวโฆษณารายการคุยคุ้ยข่าวระหว่างเดือนมกราคม 49–พฤษภาคม 49 จำนวน 139 แผ่น ซึ่งเป็นเอกสารสิทธิที่จำเลยร่วมกันทำปลอมขึ้นไปใช้ยื่นต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ บมจ.อสมท จำกัด เพื่อเป็นหลักฐานในการโฆษณาและคิดค่าโฆษณาส่วนเกินในรายการคุยคุ้ยข่าว ทำให้พนักงานเจ้าหน้าที่ บมจ.อสมท หลงเชื่อว่าเอกสารใบคิวโฆษณานั้นเป็นเอกสารจริง ทำให้ บจก.ไร่ส้ม จำเลยที่ 1 ไม่ต้องเสียค่าโฆษณาหรือเสียค่าโฆษณาส่วนเกินน้อยกว่าความเป็นจริง การกระทำดังกล่าวทำให้ บมจ.อสมท ได้รับความเสียหาย

โดยวันนี้อัยการโจทก์, นางพิชชาภา จำเลยที่ 4 และทนายจำเลยที่ 1-4 มาศาล ขณะที่นายสรยุทธ จำเลยที่ 1 และจำเลยอื่นไม่ได้มาศาล เนื่องจากศาลอนุญาตให้สืบพยานลับหลังจำเลยที่ 1-3 ได้ ก่อนนี้ฝ่ายจำเลยได้ยื่นคำร้องขอ "ตัดฟ้อง" หรือโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องขอให้ จำหน่ายคดี อ้างว่าเป็นความผิดเดียวกันกับคดีไร่ส้มที่ศาลพิจารณาพิพากษาไปแล้ว ต่อมา ศาลพิเคราะห์คำร้องโจทก์ คำร้องจำเลยเกี่ยวกับคำฟ้องซ้ำของอัยการโจทก์ในคดีนี้ และคำพิพากษาศาลอาญา คดีหมายเลขดำ อ.313/2558 แล้วเห็นว่า ตามคำพิพากษาศาลอาญาในท้ายคำฟ้องระบุว่า อัยการได้ฟ้องจำเลยที่ 1 (จำเลยที่ 4 ในคดีนี้) ในความผิดฐานเป็นพนักงานเรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบฯ, เป็นพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใดๆ ใช้อำนาจหน้าที่โดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่องค์กร, เป็นพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดฯ และฟ้องจำเลยที่ 3-4 (จำเลยที่ 2-3 ในคดีนี้) ฐานสนับสนุนพนักงานกระทำความผิด และที่โจทก์นำคดีมาฟ้อง เพราะเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 48 - เดือนมิถุนายน 49 จำเลยที่ 4 ในคดีนี้ไม่รายงานค่าโฆษณาส่วนเกินของรายการคุยคุ้ยข่าวให้ผู้บริหารทราบ เพื่อเป็นประโยชน์ต่อบริษัทไร่ส้มฯ (จำเลยที่ 1 ในคดีนี้) ทำให้บมจ.อสมท เกิดความเสียหาย 138 ล้านบาทเศษ และจำเลยที่ 4 ในคดีนี้ยังใช้น้ำยาลบคำผิดลบรายการโฆษณาที่เกินเวลาในใบคิวโฆษณารวม ซึ่งศาลอาญาเคยได้วินิจฉัยและลงโทษจำคุกจำเลยที่ 4 ในคดีนี้ 20 ปี ส่วนจำเลยที่ 2-3 ในคดีนี้ถูกจำคุก 13 ปี 4 เดือน

สำหรับคำฟ้องโจทก์ในคดีนี้ ที่ระบุว่าจำเลยได้ปลอมแปลงเอกสารและใช้เอกสารปลอม ตัดทอน เพื่อไม่ให้จำเลยที่ 1 ในคดีนี้เสียค่าโฆษณาส่วนเกิน หรือเสียน้อยกว่าความเป็นจริงให้แก่ผู้เสียหาย พฤติกรรมของจำเลยที่ 4 ในคดีนี้ที่ใช้เอกสารปลอมก็ถือเป็นเจตนาเดียวกันเพื่อปกปิดข้อเท็จจริง การกระทำของจำเลยที่ 1-4 ในคดีนี้จึงเป็นความผิดตามที่ศาลอาญาได้มีคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำ อ.313/2558 ซึ่งเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท เมื่อศาลอาญาได้มีคำพิพากษาเด็ดขาดไปแล้ว สิทธิในการนำคดีมาฟ้องของโจทก์จึงระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 39 (4) โจทก์จึงไม่มีสิทธิ์ฟ้องคดีอีก ให้งดตรวจหลักฐานในวันนี้ และจำหน่ายคดีออกจากสารบบ

ภายหลังอัยการโจทก์กล่าวว่า หลังจากนี้จะนำคำสั่งของศาลไปศึกษากับคณะทำงานว่า จะยื่นอุทธรณ์คำสั่งของศาลในประเด็นใดหรือไม่.

ศาลอาญามีคำสั่ง กรณีอัยการเป็นโจทก์ฟ้อง บ.ไร่ส้ม และจำเลยในคดีที่ 1-4 ในคดีปลอมแปลงเอกสารต่อจากคดีไร่ส้มภาคแรก โดยศาลเห็นว่าคดีตัดสินลงโทษเด็ดขาดแล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องอีก ให้งดตรวจหลักฐาน-จำหน่ายคดีออกจากสารบบ... 28 พ.ย. 2559 14:09 28 พ.ย. 2559 15:54 ไทยรัฐ