วันเสาร์ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ศิลปะแห่งอาเศียรวาท กวีนิพนธ์ยอพระเกียรติ

การเขียนบทอาเศียรวาท “โดยสาระหลักๆ ก็มัก

นิยมกล่าวถึงพระมหากรุณาธิคุณด้วยความน้อมสำนึกและสดุดี จะแปลกต่างก็ที่สำนวนโวหาร และวิธีการนำเสนอว่าใครจะสร้างสรรค์ได้แหลมคมกว่ากัน”

ผศ.ศิวกานท์ ปทุมสูติ เจ้าของรวมบทกวีนิพนธ์ “” ให้นิยามคำว่าบทอาเศียรวาทอย่างกระชับชัด

ส่วนศิลปะการเขียนบทอาเศียรวาทนั้น ศ.ชวน เพชรแก้ว อาจารย์มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี อธิบายขณะเข้าร่วมค่ายอบรม “การเขียนสร้างสรรค์” ของสาขาวิชาภาษาไทยว่า บทอาเศียรวาท “ประเด็นแรก น่าจะเขียนอย่างไม่ยึดติดรูปแบบเก่าๆ เพราะการยึดติดรูปแบบเก่านั้น ความคุ้นชินจะทำให้คนไม่สนใจ ส่วนประเด็นที่สอง ผมมองว่ากวีรุ่นใหม่มีภาษาแต่งสร้างมากก็จริง แต่มันค่อนข้างหยาบ ไม่ค่อยประณีต ไม่ค่อยละเมียดละไม มองอย่างเรามันธรรมดาไป ผมรู้สึกว่ามันน่าจะต้องลึกกว่านั้น”

พร้อมยกตัวอย่างว่า อย่างงานของโยคี เมื่อพูดเรื่องอัคคี เรื่องพระอาทิตย์ หรือเรื่องความต่างระหว่างคนกับสัตว์ ต้องอ่านหลายเที่ยวถึงจะเข้าใจ พอเข้าใจแล้วก็เข้าใจได้จริงๆ บทอาเศียรวาทในปัจจุบัน “ผมไม่อยากให้ยาวเกินไป และต้องมีความลงตัวระหว่างรูปแบบ เนื้อหาและการใช้ภาษา ไม่ใช่อ่านแล้วรู้สึกว่า...นี่อะไร แล้วบางทีกระท่อนกระแท่น ภาษามันไม่ลงตัว ภาษามันต้องชุดเดียวกัน เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน”

ส่วนรูปแบบ ศ.ชวนบอกว่า เรื่องฉันทลักษณ์บางคราวก็จำเป็นแต่ส่วนตัวแล้วสนใจที่ความมากกว่ารูปแบบ “รูปแบบผมเห็นว่าถ้าติดยึดเกินไปมันจะเป็นตัวกำกับอะไรก็ไม่รู้ มันอึดอัด” พร้อมยกตัวอย่างบทกวีในดวงใจ ผลงานของอังคาร กัลยาณพงศ์ ว่า “อนิจจาน่าเสียดาย ฉันทำชีวิตหายไปครึ่งหนึ่ง ส่วนที่หายนั้นลึกซึ้ง มีน้ำผึ้งบุหงาลดามาลย์...”

แล้วสรุป “ผมเป็นคนต่างยุคต่างสมัย แต่ผมยอมรับการเปลี่ยนแปลง”

ขณะที่ ยุทธ โตอดิเทพย์ อดีตนายกสมาคมนักกลอนแห่งประเทศไทย และสมาชิกสถาบันกวีนิพนธ์ไทย บอกว่า บทอาเศียรวาท หรืออาศิรวาท เป็นบทประพันธ์ร้อยกรองที่มุ่งหมายถวายชัยมงคลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและบรมวงศานุวงศ์เนื่องในโอกาสต่างๆ เช่น วันเฉลิมพระชนมพรรษา และวันสำคัญเกี่ยวกับพระบรมวงศานุวงศ์

อย่างที่ “มีการรวบรวมไว้เป็นรูปเล่ม เท่าที่ผมเป็นคณะกรรมการกลั่นกรอง เช่น บทร้อยกรองอาศิรวาทในรอบครองราชย์ 60 ปี พ.ศ. 2550 โดยรวบรวมบทอาศิรวาทตั้งแต่ พ.ศ.2489 พ.ศ.2549 จาก 3,000 สำนวน คัดเหลือ 112 สำนวน จัดทำในนามกระทรวงวัฒนธรรมร่วมกับมูลนิธิศิลปินแห่งชาติ” เป็นต้น

ลักษณะของบทอาเศียรวาท ยุทธบอกว่า ประเด็นแรกคือเรื่องฉันทลักษณ์ บทอาศิรวาทต้องเป็นร้อยกรองฉันทลักษณ์ในรูปแบบที่นิยมกัน คือคำฉันท์ ประเภทสัททุลวิกกีฬิตฉันท์ วสันตดิลกฉันท์ อินทรวิเชียรฉันท์ ภุชงคประยาตฉันท์ และกวีอาจจะคิดฉันทลักษณ์คำฉันท์ขึ้นมาใหม่ก็มีไม่น้อย ฉันทลักษณ์โคลงก็มักจะเป็นโคลงสี่สุภาพ โคลงสองสุภาพเป็นส่วนใหญ่ ฉันทลักษณ์กลอนส่วนใหญ่เป็นกลอนแปด กลอนหก กลอนเพลงพื้นบ้าน กาพย์ก็จะเป็นกาพย์ยานี 11 กาพย์ฉบัง 16 กาพย์ห่อโคลง และมีบ้างที่เป็นฉันทลักษณ์ที่ประดิษฐ์คิดค้นขึ้นมา

ประเด็นต่อมาได้แก่ เนื้อหาสาระของบทอาศิรวาท ถ้าตามแบบครูเนื้อหากับรูปแบบต้องสอดคล้องเหมาะสมกลมกลืนกัน กล่าวอ้างอิงสิ่งศักดิ์สิทธิ์พระรัตนตรัย เทพยดาอารักษ์ กล่าวถึงบุญญาบารมีที่ทำให้บ้านเมืองสงบสุข ความร่มเย็นเป็นสุข ความเจริญรุ่งเรือง ลงท้ายก็ถวายชัยมงคลต่างๆ มีกวีหลายท่านที่มีความคิดสร้างสรรค์เขียนอาศิรวาทด้วยเนื้อหาสาระใหม่ๆก็มีหลายคนด้วยกัน

ประเด็นเรื่องของการใช้ถ้อยคำ สำนวน ภาษา เรื่องนี้มีครูบาอาจารย์สั่งสอนกันมาว่า บทอาศิรวาทต้องใช้ภาษาที่มีความหมายเชิงบวก สร้างสรรค์ สวยงาม วิจิตรบรรจง ห้ามใช้คำประเภทความหมายเชิงลบ เช่น แตก หัก ดับ สูญ ร้าว ตาย ฯลฯ ถ้อยคำสำนวนโวหารต้องหรูหราสง่างาม อลังการ มีนักกวีรุ่นใหม่หลายคนมีความคิดสร้างสรรค์เขียนเนื้อหาสาระง่ายๆ ไม่ต้องตามขนบแบบโบราณ เช่น ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช สุจิตต์ วงษ์เทศ เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ขรรค์ชัย บุนปาน และศิวกานท์ ปทุมสูติ ก็เป็นคนที่มีความคิดสร้างสรรค์เขียนบทอาศิรวาทด้วยฉันทลักษณ์เพลงพื้นบ้าน

ประเด็นในเรื่องกวีโวหารและความคิดสร้างสรรค์ เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม บทอาศิรวาทจะมีความน่าสนใจหรือไม่อยู่ที่ตรงนี้ เพราะบทอาศิรวาทที่มีโวหารในการเปรียบเทียบ ไพเราะมีความหมายลึกซึ้งจะเป็นองค์ประกอบสำคัญยิ่ง เพราะแสดงให้เห็นถึงภูมิรู้ ภูมิธรรม และความภูมิฐานของกวีผู้เขียนเป็นอย่างยิ่ง

“ถ้าเขียนอาศิรวาทตามแบบอย่างสืบทอดกันมาความน่าสนใจจะน้อยลงไป แต่ถ้ามีกวีโวหารและแนวความคิดแปลกใหม่เป็นของตนเองจะทำให้บทอาศิรวาทมีความงดงามสมบูรณ์แบบน่าสนใจ น่าอ่าน เกิดอารมณ์สะเทือนใจได้อีกด้วย” ยุทธสรุป

มุมมองของ สถาพร ศรีสัจจัง เจ้าของนามปากกา “พนม นันทพฤกษ์” ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์คือ บทอาเศียรวาทเป็นการยอยศสรรเสริญคุณงามความดีของผู้สูงศักดิ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระมหากษัตริย์

วัฒนธรรมนี้ไทยเราได้รับอิทธิพลมาจากพราหมณ์ “ผมเห็นว่า ลักษณะของสังคมไทยมีลักษณะพิเศษ โดยเฉพาะในช่วงรัชสมัยรัชกาลที่ 9 มียาวนานมากว่า 70 ปี ผมคิดว่าพระองค์ทรงปรับเปลี่ยนสถาบันกษัตริย์ให้เป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทยอย่างแท้จริง พระองค์มีส่วนทำให้เห็นว่าทรงเป็นพระมหากษัตริย์ของประชาชน ในระบอบประชาธิปไตย”

การเขียนบทอาเศียรวาท “ต้องคิดถึงกาลเทศะ พื้นที่และเวลา ผมว่าบทกวีเป็นเรื่องศิลปะ การใช้ภาษา คำและความชุดหนึ่งต้องไปด้วยกัน สารมันถึงจะสำแดงออกมา ถ้าผิดที่ผิดเวลา คือสารไม่สัมพันธ์กับ พื้นที่และเวลามันก็ยากที่จะเป็นสารที่สื่อความได้อย่างมีพลัง ผมคิดว่าชุดภาษาและรูปแบบทั้งหลายของกวีนิพนธ์ควรจะเลือกให้สอดคล้องสัมพันธ์กับภววิสัยที่เป็นจริงของสังคม”

การสื่อสารในบทอาเศียรวาท “ควรเรียบง่าย จริง และตรง”

ส่วน “ท่านใดรู้สึกอย่างไร ถนัดทางไหนเรื่องของท่าน แต่ผมคิดว่า เรื่องเหล่านี้ต้องสอดประสานสัมพันธ์กัน ผมว่าตัวชี้วัดของศิลปะ เอาจริงๆแล้วอาเศียรวาทก็เป็นรูปของศิลปะที่ต้องสัมพันธ์กับพื้นที่และเวลา ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่มาก ในเรื่องการสื่อสารนั้น ถ้ามันล้มเหลวตรงนี้ ก็ไม่รู้ว่าจะทำไปทำไม”

บทอาเศียรวาทที่ปรากฏในสื่อต่างๆ สถาพรมองว่า เป็นปรากฏการณ์ของสังคม สิ่งไหนที่จะเกิดประโยชน์หรือโหนกระแสได้ หรือมีส่วนร่วมได้โดยไม่ตกกระแสก็ทำกัน คงไม่มีใครอยากตกรถไฟ ซึ่งก็เป็นสิทธิ์ในการนำเสนอของแต่ละคน ในที่สุดแล้วความเป็นจริงจะเลือกเองว่าอันไหนจริง ไม่จริงและถึงหรือไม่ถึง

แต่ “สื่อมวลชนควรแยกแยะว่า เอาอันไหนมาเป็นตัวส่งผ่าน หลายครั้งนอกจากผิดขนบแล้วอาจจะผิดกฎหมายด้วยซ้ำไป การสื่อถึงของสูงถ้าสื่อได้เลวมันก็เป็นการทำร้าย ของสูงไม่ใช่ของเล่น ต้องเป็นของจริง ให้ตัวจริงเขาสำนึกในหน้าที่ต้องทำสิ่งเหล่านั้นไป แต่ไม่ได้หมายความว่าผูกขาดเฉพาะคนมีชื่อเสียง ถ้าใครมีความรู้สึกจริงๆก็ทำไป แต่ต้องเลือกในสิ่งที่ตนถนัด ไม่ใช่เขียนกลอนไม่เป็นเลย แล้วเลือกเขียนกลอน”

เมื่อเขียนกลอนไม่เป็นก็เลือกเขียน “ร้อยแก้วธรรมดาสิ จะจริงใจกว่า” สถาพรหรือ “พนม นันทพฤกษ์” แนะทางออกทิ้งท้าย. 

28 พ.ย. 2559 10:57 28 พ.ย. 2559 10:58 ไทยรัฐ