วันอาทิตย์ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ระบบพรรคแบบไทยๆ

การจัดทำร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่สำคัญ 4 ฉบับขณะนี้ จะเห็นได้ว่าฉบับที่มีประเด็นถกเถียงกันมากที่สุด ได้แก่ร่าง พ.ร.บ. ว่าด้วย กกต. และร่าง พ.ร.บ. พรรคการเมือง เนื่องจากฉบับแรกพาดพิงถึงการเซ็ตซีโร่องค์กรอิสระด้วย ส่วนร่าง พ.ร.บ.พรรคการเมือง แม้จะไม่มีการพูดถึงการเซ็ตซีโร่พรรค แต่ก็มีข้อเสนอใหม่ๆ ที่น่าสนใจ

คณะกรรมาธิการการเมืองของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เสนอห้ามใช้นอมินีเป็นหัวหน้าพรรคและกรรมการพรรค และห้ามยินยอมให้บุคคลภายนอก เข้ามามีบทบาทชี้นำหรือครอบงำพรรค ถือเป็นความผิดร้ายแรง คือกระทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีโทษถึงยุบพรรค

มีข้อเสนอหยุมหยิมอื่นๆอีกมาก เช่น พรรคต้องจัดทำทะเบียนใหม่ทุก 2 ปี สมาชิกพรรคควรมีวาระคราวละ 2 ถึง 5 ปี และบังคับให้พรรคเพิ่มสมาชิกรวดเร็วจากปีแรก 5,000 คน เพิ่มเป็น 10,000 คน ในปีถัดไป และให้มีถึง 20,000 คน ภายใน 4 ปี โดยไม่ทราบวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนว่าเพื่ออะไร? สันนิษฐานว่าต้องการให้พรรคโตเร็ว

พรรคการเมืองในประเทศประชาธิปไตยที่พัฒนาแล้ว ส่วนใหญ่เติบโตแบบค่อยเป็นค่อยไป หรือโตตามธรรมชาติ โดยวัดจากการสนับสนุนของประชาชน ส่วนพรรคการเมืองไทยมักจะถูกบังคับให้เกิดตามกฎหมายและบังคับให้โตเร็วแบบฝืนธรรมชาติ เพื่อที่จะเพิ่มจำนวนสมาชิกอย่างรวดเร็ว บางพรรคจึงต้องใช้ “เงิน” เป็นปัจจัยสำคัญในการเร่ง

แทนที่จะเก็บเงินค่าบำรุงพรรคจากสมาชิกตามเจตนารมณ์ของคณะกรรมการร่างธรรมนูญ (กรธ.) แต่บางพรรคแจกเงินให้ผู้ที่ยื่นใบสมัครเป็นสมาชิกแบบเดียวกับการซื้อเสียงเลือกตั้ง แต่เป็นการซื้อเสียงล่วงหน้า เพราะซื้อความภักดีต่อพรรคที่จะมีผลต่อการเลือกตั้งต่อไป เป็นที่มาส่วนหนึ่งของระบบพรรคที่มีเศรษฐีมหาเศรษฐีหรือนายทุนเป็นเจ้าของพรรค

ส่วนการให้เพิ่มสมาชิกโดยเร็ว เพื่อให้พรรคโตเร็ว อาจสวนทางกับวิธีการเลือกตั้ง ส.ส. ที่ กรธ.เขียนไว้ในร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ให้นำคะแนนที่ผู้สมัคร ส.ส. เขตมารวมกัน และคำนวณเป็น ส.ส. บัญชีรายชื่อพรรค ทำให้พรรคใหญ่ได้เปรียบ เพราะมีความสามารถส่งผู้สมัคร ส.ส.ได้ครบทุกเขตทั่วประเทศ แต่พรรคเล็กทำไม่ได้ แทนที่จะโตเร็ว แต่อาจสูญพันธุ์ไป

แต่พรรคใหญ่ก็อาจจะได้เปรียบ แค่ในการเลือกตั้ง ส.ส. แต่เมื่อการเลือกตั้งจบลง อาจเสียเปรียบ “คนนอก” ซึ่งไม่มีพรรค และไม่ต้องลงเลือกตั้ง ถ้าคนนอกคุมเสียง ส.ว. 250 คนที่มาจากแต่งตั้ง และดึง ส.ส.จากพรรคขนาดกลางหรือพรรคเล็กมาอีกแค่ 126 เสียง ก็จะเลือกนายกรัฐมนตรีได้โดยชนะพรรคใหญ่ที่ได้เสียงข้างมากในสภาผู้แทนฯ.

28 พ.ย. 2559 10:16 28 พ.ย. 2559 10:16 ไทยรัฐ