วันอาทิตย์ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ปตท.ปรับยุทธศาสตร์ แยกธุรกิจปั้นแบรนด์ชั้นนำอาเซียน

บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ได้ตัดสินใจครั้งประวัติศาสตร์แยกธุรกิจน้ำมันและค้าปลีกออกมาตั้งบริษัทใหม่ ภายใต้ชื่อว่า บริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด หรือ PTTOR นับเป็นครั้งแรกที่แยกบริษัทตั้งแต่ก่อตั้ง ปตท.ขึ้นมาเมื่อ 38 ปีก่อน เพราะแต่เดิมจะเป็นเพียงการควบรวมกิจการเท่านั้น

จุดประสงค์เพื่อทำให้เกิดความโปร่งใส มีความชัดเจนในการทำธุรกิจ และเกิดความคล่องตัวมากขึ้นในอนาคต

แนวคิดนี้ ผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการ (บอร์ด) ของ ปตท.ไปแล้ว จากนี้เป็นขั้นตอนนำเสนอกระทรวงพลังงาน สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) คณะรัฐมนตรี (ครม.) คาดแล้วเสร็จในไตรมาสแรกของปี 2560

จากนั้นต้องนำเข้าที่ประชุมผู้ถือหุ้นของ ปตท.พิจารณาอนุมัติ ในเดือน เม.ย.2560 แล้วอีกประมาณ 3 เดือนน่าจะนำหุ้นของบริษัทใหม่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ได้ เพื่อเสนอขายหุ้นให้ประชาชนครั้งแรก (ไอพีโอ) โดยพีทีทีโออาร์จะถือหุ้น 45-50% เท่านั้น

ธุรกิจที่ถูกโอนย้ายเข้าไปอยู่ภายใต้บริษัทใหม่ ได้แก่ 1.ธุรกิจน้ำมัน ประกอบด้วย ธุรกิจค้าปลีกน้ำมัน ผ่านสถานีบริการทั้งในและต่างประเทศ การค้าเชิงพาณิชย์คือน้ำมัน ก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) เชื้อเพลิงอากาศยาน ธุรกิจน้ำมันหล่อลื่น การบริหารโครงสร้างพื้นฐานของธุรกิจน้ำมัน อาทิ ด้านการขนส่ง จัดเก็บ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและสร้างโอกาสทางธุรกิจที่จะตอบสนองต่อลักษณะการเติบโตของตลาดทั้งในและต่างประเทศ

2.ธุรกิจค้าปลีกด้านอื่นๆ และให้บริการบำรุงรักษายานยนต์ที่ครอบคลุมการบริหารค้าปลีก และงานขายภายใต้แบรนด์ ปตท.และอื่นๆ เช่น คาเฟ่อเมซอน ฟิตออโต้ รวมถึงการริเริ่มสร้างธุรกิจใหม่ๆ เช่น ร้านอาหาร เครื่องดื่ม แฟรนไชส์และโรงแรม เป็นต้น

เพื่อฉายภาพให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่จะเกิดขึ้นนี้ นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่หน่วยธุรกิจน้ำมัน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ได้อรรถาธิบายให้ “ทีมเศรษฐกิจ” ฟังถึงที่มาและที่จะเป็นไปในอนาคตของ “พีทีทีโออาร์” ดังนี้

เป็นผู้ค้าน้ำมันเทียบเท่ารายอื่น

นายอรรถพลกล่าวว่า โครงสร้างธุรกิจใหม่จะส่งผลดีทำให้ภาพลักษณ์การทำธุรกิจของ ปตท.มีความชัดเจน โปร่งใสมากยิ่งขึ้น เพราะปัจจุบัน ปตท.ทำหน้าที่เป็นทั้งผู้จัดหา พัฒนา และเป็นผู้ขายไปด้วย แต่หลังจากแยกธุรกิจขายและค้าปลีกออกจาก ปตท. จะทำให้พีทีทีโออาร์ทำหน้าที่เป็นผู้ค้าเหมือนกับผู้ค้ารายอื่นๆทั่วไปในตลาดน้ำมันที่ทำธุรกิจซื้อมาขายไป มีการบริหารจัดการที่ชัดเจน มีการบริหารต้นทุนและกำไรของธุรกิจได้อย่างเต็มประสิทธิภาพเทียบเท่าเอกชนรายอื่นๆ

ขณะที่ ปตท.ก็สามารถทำหน้าที่ดูแลความมั่นคงทางพลังงาน อาทิ ก๊าซธรรมชาติ โครงสร้างพื้นฐานและบริหารความยั่งยืนทางพลังงานของประเทศให้เติบโตเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสอดคล้องกับแผนการลงทุน 5 ปี (ปี 2560-2564) ที่มีเม็ดเงินถึง 50% ของวงเงิน 1.2 ล้านล้านบาท เพื่อลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานและธุรกิจก๊าซธรรมชาติ

รวมทั้งจะทำให้เป็นองค์กรที่กลายสภาพเป็นธุรกิจเรือธง (Flagship) เพื่อสร้างรายได้หลักให้กับ ปตท.ในอนาคต

ทั้งนี้ ภายหลังการปรับโครงสร้างพีทีทีโออาร์จะมีความชัดเจนในการทำธุรกิจให้คล่องตัว เอื้อต่อการสร้างความสามารถในการแข่งขัน รองรับสถานการณ์และสภาพแวดล้อมของธุรกิจพลังงานที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

เพราะธุรกิจน้ำมันและค้าปลีก เป็นธุรกิจที่มีโอกาสเติบโตแบบก้าวกระโดด ด้วยขนาดและจำนวนสถานีบริการ ยอดขาย และความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ ที่ตั้งเป้าก้าวไปสู่แบรนด์ชั้นนำในภูมิภาค (Regional top brand )

คงสถานะผู้นำชะลอขึ้นราคา

นายอรรถพลกล่าวว่า การปรับโครงสร้างธุรกิจครั้งนี้ได้มีการศึกษาแนวทางอย่างรอบคอบ และคำนึงถึงผลที่จะเกิดขึ้นกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน ทั้งพนักงาน ปตท. ประชาชนผู้ใช้บริการ และพันธมิตรทางธุรกิจ และจะยังคงเจตนารมณ์การเป็นองค์กรที่ทำหน้าที่ดูแลความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ

ที่สำคัญพีทีทีโออาร์จะมีความคล่องตัวในการลงทุนทั้งในและต่างประเทศ ในการจัดหาแหล่งพลังงาน รวมถึงธุรกิจซื้อมาขายไปด้านพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และในปัจจุบันบริษัทค้าน้ำมันทั้งไทยและต่างชาติมีการแข่งขันที่รุนแรงรุกตลาดค้าปลีกอย่างเต็มตัว โดยเห็นได้จากการจัดโปรโมชั่นกระตุ้นยอดขายอยู่ตลอดเวลา

ดังนั้น หาก ปตท.ไม่ปรับตัวแยกธุรกิจน้ำมันและค้าปลีกออกมาดำเนินการแข่งขันได้อย่างเต็มที่และไม่สามารถปรับตัวได้ทันต่อสถานการณ์ อาจมีผลให้ธุรกิจของ ปตท.หยุดนิ่ง ความสามารถในการแข่งขันก็จะลดน้อยลง ส่งผลต่ออำนาจต่อรองด้านพลังงาน ในเวทีโลกในอนาคตอีกด้วย

“หากพิจารณาในด้านตัวเลข ทั้งจากผลการดำเนินงานที่ผ่านมา แผนการลงทุนและยุทธศาสตร์ที่จะก้าวเติบโต มั่นใจได้ว่าโครงสร้างใหม่จะทำให้ ปตท.มีความแข็งแกร่งยิ่งขึ้น และถ้าดูภาพรวมธุรกิจค้าปลีกของไทยพบว่าจะมีกำไรมากกว่า 3-5% ต่อปีไม่รวมธุรกิจบริการที่จะมีตัวเลขกำไรที่สูงกว่า ขณะที่ธุรกิจพลังงานที่กำไรเฉลี่ยอยู่ที่ 3-5% แต่มีต้นทุนที่สูงมากทำให้การปรับโครงสร้างจะช่วยสร้างโอกาสเติบโตที่ดีกับ ปตท.ในระยะยาว”

ขณะเดียวกันในสถานการณ์ปัจจุบันผู้ค้าน้ำมันต้องมีธุรกิจเสริมในปั๊มน้ำมัน เพื่อดึงคนเข้าไปใช้บริการ เช่น การมีห้องน้ำสะอาด ร้านอาหาร ร้านสะดวกซื้อ ร้านกาแฟ การจำหน่ายน้ำมันหล่อลื่น ร้านจำหน่ายสินค้าเอสเอ็มอีและโอทอปในท้องถิ่นของแต่ละพื้นที่เป็นจุดขายอีกทางหนึ่ง

ล่าสุด ปตท.มีจำนวนปั๊มน้ำมัน 1,400 แห่งทั่วประเทศ แบ่งเป็นของผู้ค้าร่วมค้า 1,200 แห่ง ของ ปตท.มีเพียง 200 แห่ง และมีส่วนแบ่งทางการตลาดค้าปลีก 40% ของตลาดรวม

ดังนั้น สัดส่วนการตลาดที่สูงเป็นอันดับ 1 ของ ปตท. จึงสามารถเป็นแกนนำในการช่วยเหลือประชาชน เพราะหากผู้ค้าต่างชาติมีการปรับขึ้นราคาขายปลีกน้ำมันในบางช่วงเวลา ปตท.ก็อาจชะลอการปรับขึ้นให้ล่าช้ากว่าผู้ค้ารายอื่นๆ หรือหากผู้ค้ารายอื่นๆต้องการเป็นแกนนำในการกำหนดราคา ก็จะไม่กล้านำร่องเป็นรายแรกๆ

แต่หาก ปตท.หยุดนิ่งอยู่กับที่ ไม่ปรับการดำเนินธุรกิจ เช่น หากปล่อยให้ธุรกิจหยุดนิ่งอยู่กับที่ไม่มีการปรับตัวก็จะไม่สามารถเป็นองค์กรหลักในการดูแลประชาชนได้ เพราะขาดอำนาจต่อรองทางธุรกิจ เป็นต้น

“ผมขอยืนยันว่า หลังการปรับโครงสร้างธุรกิจ ราคาขายปลีกน้ำมันและก๊าซหุงต้ม ทุกอย่างจะยังเป็นไปตามกระบวนการเดิม กล่าวคือ กลไกราคา ที่ปัจจุบันราคาขายปลีกน้ำมันและแอลพีจีจะยังคงเป็นการขึ้นลงตามกลไกราคาตลาดโลก และอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงพลังงาน ที่ผู้ประกอบการไม่สามารถกำหนดราคาขึ้นลงได้เอง”

ขยายกิจการ 500 ปั๊มในอาเซียน

สำหรับการขยายธุรกิจค้าปลีกน้ำมัน และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องของ ปตท. ก็จะเน้นการสนับสนุนเอสเอ็มอีให้มีช่องทางขยายสู่ตลาดต่างประเทศ โดยอาศัยการเปิดตลาดควบคู่ไปกับแบรนด์ ปตท. ซึ่งเป็นแบรนด์สถานีบริการน้ำมันไทยที่เริ่มได้รับความนิยมในตลาดอาเซียน หลังการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ซึ่งเป็นตลาดที่มีประชากร 600 ล้านคน มีศักยภาพและมีการเติบโตทางเศรษฐกิจเพิ่มสูงขึ้นทุกๆปี

นายอรรถพลกล่าวว่า สถานีบริการน้ำมัน ปตท.ในอาเซียนในปัจจุบัน มีทั้งสิ้น 170 แห่ง ประกอบด้วย ลาว 29 แห่ง กัมพูชา 28 แห่ง เมียนมา 8 แห่ง และ ฟิลิปปินส์ 105 แห่ง และมีแผนขยายกิจการจาก 170 แห่งให้เพิ่มเป็น 500 แห่งในอาเซียนภายในปี 2569

“การขยายธุรกิจในต่างประเทศ ปตท.ยังได้เปิดโอกาสให้นักลงทุนในท้องถิ่น เป็นดีลเลอร์ธุรกิจสถานีบริการน้ำมันภายใต้มาตรฐานแบรนด์ ปตท.ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล เพื่อเป็นการสะท้อนถึงปรัชญาการขยายธุรกิจน้ำมันของ ปตท.ในอาเซียนที่ส่งเสริมให้ภาคธุรกิจในท้องถิ่นเติบโตไปด้วยกัน”

สำหรับการขยายการลงทุนธุรกิจน้ำมันในต่างประเทศนั้น ปตท.ยังได้ยึดแนวทางการดำเนินธุรกิจที่สำคัญๆ คือ 1.การสร้างแบรนด์ ปตท.ในฐานะแบรนด์ไทย ที่ได้รับการยอมรับในคุณภาพสินค้าระดับมาตรฐาน อันจะส่งผลดีต่อแบรนด์ไทยอื่นๆที่จะตามไปในอนาคต

2.การสร้างรูปแบบการลงทุนที่เปิดโอกาสให้เอสเอ็มอีเข้ามามีส่วนร่วมเติบโตไปด้วยกัน อาทิ การนำเอสเอ็มอี จาก 90 กิจการ ไปเปิดร้านจำหน่ายในปั๊ม ปตท.ในต่างประเทศ เช่น ร้านหมูแผ่นหมูหยอง ปึงหงี่เชียง ร้านหมูปิ้งเพียวกริลพอร์ก
ไก่ย่างห้าดาว แบล็คแคนยอน และ 3.สร้างภาพลักษณ์ของการเป็นองค์กรไทยที่ดี ด้านการดูแลชุมชน สังคม สิ่งแวดล้อมในทุกที่ที่ ปตท.เข้าไป เพื่อสนับสนุนภาพลักษณ์ที่ดีของนักลงทุนไทยอื่นๆในสายตาของต่างชาติอีกทางหนึ่งด้วย

ขณะเดียวกัน การขยายการลงทุนในประเทศ จากนี้ไปก็จะเน้นการแตกแขนงธุรกิจให้หลากหลาย อาทิ ธุรกิจโรงแรมในปั๊มน้ำมันที่อยู่ระหว่างการเจรจาจับคู่กับพันธมิตรด้านธุรกิจโรงแรมที่มีศักยภาพ คาดว่าในปี 2560 จะได้ข้อสรุปในการลงทุนสร้างโรงแรม ซึ่ง ปตท.จะสนับสนุนให้เอสเอ็มอีในพื้นที่มีส่วนร่วมในการลงทุน เพื่อกระจายการลงทุนให้เกิดขึ้นในท้องถิ่นนั้นๆ

“การปรับยุทธศาสตร์ดำเนินธุรกิจดังกล่าว จะช่วยเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานและช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศไทยสร้างความเข้มแข็งและการเติบโตให้กับกลุ่ม ปตท.และสังคมไทยควบคู่กันอย่างยั่งยืนในอนาคต”

ทีมเศรษฐกิจ

27 พ.ย. 2559 10:35 27 พ.ย. 2559 10:35 ไทยรัฐ