วันศุกร์ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ชื่นชมพระบารมีทรงวินิจฉัยดับภัยประเทศ : หยั่งรู้วิกฤติในอนาคต

ประวัติศาสตร์ความเป็นมาของชาติไทย เฉพาะที่มีหลักฐานยืนยันในช่วงตั้งแต่สมัยสุโขทัยมาถึงปัจจุบัน

ประเทศของเราไม่มีช่วงใดว่างเว้นการปกครองในระบบที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

ประสบการณ์เหล่านี้ยืนยันให้ชาวโลกได้รู้ว่า ประเทศมีความเป็นหนึ่งเดียว แนบแน่นระหว่างประชาชนกับพระมหากษัตริย์ต่อเนื่องยาวนานมา

ในท่ามกลางความสงบและวิกฤติในแต่ละช่วง แต่ละเหตุการณ์ แต่โครงสร้างการปกครองไม่ได้เปลี่ยน วิวัฒนาการอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงในบางยุค บางสมัย เช่น ในสมัยกรุงศรีอยุธยา พระมหากษัตริย์แต่ละองค์ก็พยายามปรับปรุงเปลี่ยนแปลงการปกครองในแต่ละยุคของพระองค์ท่าน

ในสมัยก่อนเมื่อมีศึกสงคราม พระเจ้าแผ่นดินคือผู้ที่ต้องออกรบ พระเจ้าแผ่นดินรบชนะ ประเทศก็ชนะ ฉะนั้นความมั่นคงของชาติบ้านเมืองและบ้านเมืองอยู่รอดมาได้ถึงวันนี้ เพราะประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ที่พระเจ้าแผ่นดินได้คู่บ้านคู่เมือง

ที่เท้าความมาเพื่อให้เห็นคุณค่าสิ่งที่เรามีอยู่ในขณะนี้ว่า มีความเป็นมาอย่างไร สถาบันพระมหากษัตริย์ที่อยู่คู่กับการปกครองบ้านเมือง มีความหมายอย่างไร ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ถ้าเราได้ตระหนักถึงอดีต เวลานี้เราจะคิดอะไร ในวันข้างหน้าเราจะได้เข้าใจถ่องแท้เข้าใจลึกซึ้ง ไม่ฉาบฉวย ไม่ผิวเผิน ไม่หลงไปกับกระแสเกินความจำเป็น

นี่คือใจความสำคัญบางตอนที่ นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายในงานสัมมนาวิชาการเรื่อง “พระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตย” จัดโดยสถาบันพระปกเกล้า สภานิติบัญญัติแห่งชาติ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อปี 2550

ทีมข่าวการเมือง ได้นำเนื้อหาบางตอนมาเสนอให้เห็นถึงเรื่อง “พระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กับรัฐบาลในระบอบประชาธิปไตยและในภาวะวิกฤติ”

ในฐานะที่ นายชวน มีโอกาสได้รับใช้ บ้านเมือง ได้มีโอกาสรับสนองพระบรมราชโองการ ของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ในฐานะนายกรัฐมนตรี 2 สมัย ประมาณ 6 ปีเศษๆได้มีโอกาสเข้าเฝ้าฯ ได้มีโอกาสได้ยินรับสั่ง ได้มีโอกาสได้กราบบังคมทูล ปรึกษาหารือในบางเรื่องที่ควรแก่การปรึกษาหารือ ได้มีโอกาสรับกระแสพระราชดำรัส ได้มีโอกาสติดตามพระองค์ไปในพื้นที่ชนบท ได้สนใจที่จะฟังพระองค์ท่านรับสั่งกับบุคคลต่างๆและสถาบันต่างๆ ล้วนเป็นเรื่องที่น่าสนใจ แต่ไม่ขอลงละเอียด

ขอกล่าวถึงเฉพาะประเด็นรัฐบาลใน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หน้าที่ของรัฐบาลเป็นผู้บริหารในนามของประชาชนที่เป็นเจ้าของอำนาจ และพระมหากษัตริย์ทรงใช้อำนาจผ่านมายังคณะรัฐมนตรี

ภารกิจของฝ่ายบริหารกับพระมหากษัตริย์เป็นอย่างไร เป็นเรื่องที่ปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญทุกฉบับ

แต่ในทางปฏิบัติจริงในฐานะผู้บริหารนั้น สิ่งที่ต้องทำตั้งแต่เรื่องแรกคือการถวายสัตย์ปฏิญาณต่อ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ดูเหมือนว่าจะเป็นพิธีการ

แต่ถ้าใครได้ระลึกถึงพระบรมราโชวาทที่พระราชทานแก่คณะรัฐมนตรีวันที่ 18 ก.พ.2544 จะเห็นได้ชัดว่าพระองค์ท่านทรงถือเรื่องการปฏิญาณสำคัญอย่างไร ทรงรับสั่งกับคณะรัฐมนตรีชุดนั้นว่า คราวนี้เป็นการตั้งรัฐบาลที่สำคัญอย่างยิ่ง
เพราะเป็นรัฐบาลชุดแรกตามรัฐธรรมนูญใหม่ ที่กฎเกณฑ์ต่างๆที่ต่อเนื่อง รัฐธรรมนูญนี้เป็นของประชาชน รัฐบาลถ้าทำดีก็เป็นความเจริญของประชาชนและประเทศชาติ

ถ้าผิดพลาดก็เป็นความผิดพลาดของประเทศชาติ ในสถานการณ์ปัจจุบันถ้ามีความผิดพลาดใดๆ ก็ถือว่าอันตรายต่อส่วนรวม เพราะการตัดสินใจที่ท่านได้ทำ การปฏิบัติในการปกครองของท่านจะมีผลกว้างไกล ฉะนั้นจึงขอให้ระลึกถึงคำปฏิญาณของท่าน

คำปฏิญาณคือ ข้าพระพุทธเจ้าจะจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ จะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ สุจริตและเที่ยงธรรม ทั้งจะรักษาไว้ซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ

สั้นๆ แต่พระองค์รับสั่งให้ระลึกถึงคำปฏิญาณของท่าน ถ้าผู้ถวายสัตย์ปฏิญาณปฏิบัติตามสัตย์ปฏิญาณ วิกฤติบ้านเมืองก็ไม่เกิด

คำปฏิญาณสั้นๆเพียงไม่กี่ประโยค ครอบคลุมการปกครองด้วยหลักธรรมาภิบาล หลัก นิติธรรม

เราจะเห็นได้ชัดว่าในโอกาสต่างๆ นอกเหนือจากคณะรัฐมนตรีจะถวายสัตย์ปฏิญาณแล้ว ยังได้รับพระราชทานคำแนะนำในการบริหารบ้านเมืองต่อเนื่องทุกรัฐบาล

ล้วนเป็นเรื่องที่มีคุณค่าอย่างยิ่ง

เพราะต้องยอมรับในท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงการเมือง ที่รัฐบาลเปลี่ยนแล้วเปลี่ยนเล่านั้น

มี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ไม่ได้เปลี่ยนเลยตลอดเวลาที่ผ่านมา ทรงผ่านนายกรัฐมนตรีมาแล้วตั้งแต่สมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม ผ่านรัฐบาลมาแล้วไม่ต่ำกว่า 50 ชุด ไม่นับรัฐมนตรีอีกสักกี่ร้อยกี่พันคน

ฉะนั้นทรงเห็นทรงประจักษ์ถึงความสำเร็จ ความผิดพลาด ความถูกต้อง ความไม่ถูกต้อง ความสุจริต ความไม่สุจริตของบุคคลที่ทำงานทางฝ่ายรัฐบาล

ประสบการณ์ที่พระองค์ท่านมีนั้น ต้องถือว่าไม่มีผู้ใดในประเทศที่จะเทียบได้

พระราชทานคำแนะนำแต่ละเรื่อง เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของประชาชนตั้งแต่เกิดจนตาย และหยั่งรู้วิกฤติที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

พระบรมราโชวาทที่พระราชทานในแต่ละครั้ง จึงเป็นการป้องกันปัญหาในอนาคตอย่างมาก

ขณะที่เรื่อง “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กับรัฐบาลในระบอบประชาธิปไตยและในภาวะวิกฤติ” ถ้าเราพูดถึงวิกฤติ จะนึกถึง “เหตุการณ์ 14 ต.ค.16 คิดถึง 6 ต.ค.19 คิดถึงพฤษภา 35”

และแน่นอนที่รับสั่งด้วยพระองค์เองว่า วิกฤติที่สุดในโลก ก็คือวิกฤติเมื่อปี 2549

วิกฤติต่อบ้านเมืองเราจะแบ่งได้เป็นวิกฤติภายในและวิกฤติที่มาจากภายนอก วิกฤติภายใน เช่น เหตุการณ์ 14 ต.ค.16 เหตุการณ์ 6 ต.ค.19 รวมถึงเหตุการณ์ปี 2549

ในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาได้เกิดวิกฤติขึ้นในบ้านเมืองหลายครั้ง และทุกครั้งก็ต้องอาศัยพระบารมีของ พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว ในการที่จะยุติวิกฤติเหล่านั้นลงไป

แต่วิกฤติที่มาจากข้างนอกที่รุนแรงมากถึงขั้นเสียบ้านเสียเมืองนั้น เป็นวิกฤติที่เกิดขึ้นในภูมิภาคในอินโดจีน จนมีการประเมินเหตุการณ์ คนส่วนใหญ่เชื่อว่า ไทยจะเป็นหนึ่งในประเทศที่ล้มไปตามทฤษฎีโดมิโน

เพราะในช่วงนั้นมันมีกระแสสังคมนิยมจากข้างนอกรุนแรงถึงความเปลี่ยนแปลงปี 2518 การเลือกตั้งพรรคสังคมนิยมคะแนนขึ้นมากเลย ได้รับเลือกตั้งอย่างมาก แล้วเกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในอินโดจีน

ในที่สุดเมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้นในประเทศอินโดจีน คนไทยถึงได้ตื่น ถึงได้เริ่มตระหนกและมองเห็นกระจ่างชัดได้ว่า อะไรจะเกิดขึ้นต่อบ้านตัวเอง

คนไทยส่วนหนึ่งตั้งหลักทบทวนตัวเอง เราวัดได้จากการเลือกตั้งเมื่อปี 2519 ผลการเลือกตั้งที่เคยเปลี่ยนแปลงอย่างน่าตกใจในปี 2518

นั้นกลับตรงกันข้ามทั้งหมด พูดง่ายๆจากแปดพันก็เหลือแค่แปดร้อย

ทั้งหมดนี้เพราะพระบารมีของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงสังคมให้เกิดความจงรักภักดี เกิดความรู้สึกผูกพันหวงแหน ไม่ต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในประเทศอื่นมาอยู่ในประเทศนี้ ในช่วงนั้นบ้านเมืองรอดพ้นเหตุการณ์ปี 2518

แม้ 6 ตุลา 19 เกิดเหตุรุนแรงสูญเสียมากมาย และเสี่ยงอย่างยิ่งต่อการสู้รบกับคนไทยด้วยกันเอง เพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครอง

เหตุการณ์นี้เป็นวิกฤติที่ใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประเทศไทย

แน่นอนจากการแก้ปัญหาด้วยความเข้าอกเข้าใจ

เหตุร้ายก็ค่อยๆคลายมาเป็นดีขึ้นเป็นลำดับต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันนี้

และเมื่อกลับมาทบทวนตัวเองว่าเราอยู่ได้อย่างปกติสุขทุกวันนี้

เพราะด้วยพระบารมีปกเกล้า ที่ทำให้บ้านเมืองนี้อยู่รอดอยู่ได้.

ทีมการเมือง

27 พ.ย. 2559 08:39 27 พ.ย. 2559 08:39 ไทยรัฐ