วันจันทร์ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ


แก่แค่ไหน สมองเสื่อมเท่าไร จะเลิกขับรถ?

โดย หมอดื้อ

การขับรถมีอะไรที่ต้องระแวดระวังมากกว่าที่คิด โดยเฉพาะในเมืองไทยที่ทำอะไรตามใจคือไทยแท้ รถวิ่งสวนทาง มอเตอร์ไซค์ฝ่าไฟแดง ปาดซ้ายขวา ทำได้ทุกอย่างที่กฎหมายห้าม เพราะฉะนั้นคำแนะนำที่มาจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย (UCLA) ในปี 2016 อาจไม่พอที่จะใช้ในเมืองไทย

เมื่อความแก่มาเยือน เริ่มด้วยสายตาการมองเห็นบกพร่อง จากสายตายาวผสมกับสั้นและตาต้อกระจก ทั้งนี้ยังไม่รวมถ้ามีเยื่อบุประสาทผิดปกติ เหล่านี้ที่ทำให้มองวัตถุ คน รถ สิ่งของ บนถนนไม่ชัด กะระยะทางไม่แม่น และการปรับสายตาเข้ากับที่มืดเฉื่อยช้า และเมื่อเจอแสงจ้ากะทันหันจากไฟหน้ารถที่สวนมา ทำให้ตาพร่าไปชั่วระยะ ยิ่งไปกว่านั้นไหนจะข้อเสื่อม หัวเข่า และมือ แขนที่เริ่ม งกๆ เงิ่นๆ เปลี่ยนเกียร์ช้าและหูยังไม่ค่อยได้ยิน

เหล่านี้ประดามีทำให้ปฏิกิริยา โต้ตอบช้าลง รวมทั้งจะรบกวนสมาธิในการขับรถ ผู้มีอายุยังมีโรคจำต้องใช้ยา เช่น เบาหวาน ความดัน ไต และยามีปฏิกิริยาทำให้ความดันหรือระดับน้ำตาลไม่คงที่ และประสิทธิภาพในการขับขี่ลดลง

จากข้อมูลของสหรัฐฯ หน่วยงานความปลอดภัยการขับขี่ยวดยาน (NHTSA, National Highway Traffic Safety Administration) ขณะที่คนมีอายุ 85 ปีขึ้นไป มีจำนวนประมาณ 9% คนอายุ 85 ขึ้นไปที่ขับรถ เป็นกลุ่มที่เป็นสาเหตุให้เกิดอุบัติเหตุการชนถึงแก่ชีวิต 13% และเหตุให้ชนคนเดินถนนตาย 17%

สถิติตัวเลขนี้สูงเป็น 17 เท่า เมื่อเทียบกับคนขับอายุ 25-65 ปี ทีนี้ถ้าสมองเสื่อมร่วมเข้ามาด้วย ขณะที่อัลไซเมอร์ในช่วงอายุต่างๆจะเจอได้ 1-3% สำหรับคนมีอายุ 60-70 และเพิ่มเป็น 2 เท่า ทุก 5 ปี

การที่มีสมองเสื่อมจะบั่นทอนประสิทธิภาพการขับรถได้ตั้งแต่หลงทาง หลงทิศ จำทางไม่ได้ ตัดสินใจระยะที่จะเปลี่ยนช่องทางหรือควรจะอยู่ในเลนใด และเมื่อไรจะเลี้ยวถึงจะปลอดภัย

และเริ่มขาดสติรับรู้ว่าตัวเองขับรถน่าหวาดเสียวเสี่ยงอันตรายแค่ไหน ประมาณว่าคนที่สูงอายุที่ยังขับรถไปมาอยู่นี้มีสมองเสื่อมที่ระดับต่างๆ อยู่ถึง 30% ทั้งนี้โดยประมวลจากคนไข้สมองเสื่อมที่มาตรวจและรายงานว่ายังขับรถอยู่

หมอที่เมืองนอกเริ่มต้องรับผิดชอบในการประเมินว่าใครยังสามารถขับรถได้อย่างปลอดภัย และถ้าไม่ ต้องรายงานไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบ ทั้งที่เริ่มตั้งแต่ข้อมูลจากคนใกล้ชิดในครอบครัวซึ่งเริ่มรับรู้ความผิดปกติในทักษะของการขับรถ และอุบัติเหตุที่เริ่มมากขึ้น รอยเฉี่ยวชน รอบยุบบุบตามตัวถัง กันชนโดยที่คนขับไม่รู้ จำไม่ได้ หลบเลี่ยงบ้างต่างๆนานา ตอบว่าชนเพราะมืดและถ้านั่งไปด้วยกัน คนนั่งจะเริ่มสังเกตแล้วว่า คนขับมีอาการงงงวย สับสน กับป้ายจราจร สร้างสถานการณ์หวาดเสียว อกสั่นขวัญหายกับคนนั่ง และเฉียดฉิวที่จะคลาดกับที่จะต้องเลี้ยวซ้าย-ขวา หรือที่จะเลี้ยวเข้าซอย

อย่างไรก็ตาม เพราะการที่จะตัดสินว่าใครหมดสภาพที่จะขับรถเป็นเรื่องยากเย็นแสนเข็ญ ทั้งนี้เพราะสมองเสื่อมระยะแรกแม้ว่าจะทำการทดสอบด้วยแบบสอบมาตรฐาน จะเริ่มสอบตก แต่ก็ยังมีจำนวนมากที่ยังขับได้อย่างปลอดภัย

การทดสอบที่อาจมาช่วยบอกว่าเริ่มจะขับรถไม่ได้แล้ว เช่น ให้วาดหน่วยปัทม์นาฬิกา บอกตัวเลข 1-12 วาดเข็มสั้น-ยาว บอกเวลา หรือให้ลากเส้นจาก 1 ไป ก ไป 2 ไป ช และเชื่อมต่อสลับกันไปเรื่อยๆ ซึ่งการทดสอบเหล่านี้ ต้องการความสัมพันธ์เชื่อมโยงของสมองส่วนต่างๆ และเปลี่ยนจุดสนใจ จากจุดหนึ่งไปยังจุดอื่น การวาดรูปหรือขีดเส้นตามจุดต่างๆได้สำเร็จ ต้องมีสมาธิความจำที่ดี และสามารถโยงภาพตามที่เห็นกับมิติต่างๆ

แต่ที่น่าจะเป็นตัวตัดสินได้ดีที่สุดคือ ในการที่เข้าข่ายล่อแหลมต่อการขับรถแล้ว แต่ยังมีความจำเป็นที่ยังต้องขับ เพราะไม่มีคนคอยพึ่งพาช่วยเหลือ แต่ต้องช่วยตัวเองในการเดินทาง และไม่มีขนส่งสาธารณะ

ในกรณีการให้สอบขับรถกับครูสอบที่สามารถประเมินทักษะการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ความปลอดภัย และการตัดสินใจที่เฉียบพลัน ดูจะเป็นวิธีที่เด็ดขาดที่สุด

อย่างไรก็ตาม ต้องไม่ลืมว่าถ้ามีสมองเสื่อมเกิดขึ้นแล้ว ไม่ว่าจะเสื่อมจากโรคหรือสาเหตุอะไรก็ตาม กระบวนการของโรคจะคืบคลานไปช้าๆ แม้ว่านาทีนี้ที่ขับรถได้ ไม่ได้หมายความว่าเดือนหน้าหรือ 6 เดือนข้างหน้าจะยังคงสภาพเดิมได้อีก ณ เวลาที่เกิดโรคขึ้นและมีอาการเริ่มมีข้อจำกัดแล้ว ต้องหาวิธีการทดแทนเพื่อช่วยให้คนคนนั้นให้ยังสามารถมีชีวิตเข้าใกล้เคียงปกติโดยที่ยังมีความสุขต่อไปได้.


หมอดื้อ

26 พ.ย. 2559 12:18 26 พ.ย. 2559 12:19 ไทยรัฐ