วันพุธที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ตำนานเซี่ยวกาง เทพทวารบาลของจีน

เซี่ยวกางบนบานประตู.

ในสมัยต้นราชวงศ์ถัง ภายใต้การปกครองของพระเจ้าถังไท่จง มีพญามังกรผู้ปกครองน่านน้ำและควบคุมฟ้าฝนแก่โลกมนุษย์ ครั้งหนึ่งท่านสังเกตว่าบรรดาสัตว์น้ำบริวารถูกชาวประมงจับเป็นจำนวนมากกว่าปกติ ท่านจึงขึ้นมาบนเมืองมนุษย์เพื่อสืบหาสาเหตุ จึงพบว่ามีหมอดูผู้หนึ่งช่วยดูฤกษ์ยามที่บอกกระแสน้ำขึ้นน้ำลง ฤดูวางไข่ของสัตว์น้ำแก่ชาวบ้าน สัตว์น้ำจึงถูกจับมากขึ้น พญามังกรไม่พอใจที่หมอดูผู้นี้เป็นเหตุให้ลูกหลานท่านถูกฆ่าเป็นจำนวนมากจึงคิดจะปราบให้รู้สำนึก

ท่านจึงนิรมิตกายเป็นมนุษย์มาท้าประลองกับ หมอดู โดยแข่งกันทำนายฟ้าฝนในวันรุ่งขึ้น ซึ่งหากทายผิดจะต้องเลิกทำอาชีพหมอดูตลอดชีวิต หมอดูทำนายว่าในวันพรุ่งนี้ฝนจะตกหนัก พญามังกรจำแลงก็ยิ้มเยาะอยู่ในใจเพราะหน้าที่ควบคุมฟ้าฝนนั้นเป็นของท่าน แล้วจะแพ้พนันได้อย่างไร

ปรากฏว่า ท่านได้รับราชโองการจากเง็กเซียน ฮ่องเต้ให้บันดาลฝนตกหนักในวันรุ่งขึ้น พญามังกรก็แกล้งไม่ทำตามบัญชา แล้วไปบันดาลฝนให้ตก ในเวลาอื่นแทน ฝนที่ท่านบันดาลให้ตกนั้นไปตกทับซ้อนกับน้ำฝนที่พญามังกรตนอื่นได้รับบัญชามาเช่นกัน เป็นเหตุให้เกิดอุทกภัยอย่างหนัก แต่พญา มังกรหาได้สำนึกในความผิดของตนไม่ กลับมายิ้มเยาะ ทวงถามชัยชนะจากหมอดู หมอดูกลับหัวเราะหึๆ และแปลงกายกลับคืนร่างเดิม ซึ่งแท้จริงแล้วคือเซียน จากสวรรค์จำแลงกายมาช่วยเหลือมนุษย์

การขัดบัญชาสวรรค์ครั้งนี้ ทำให้เบื้องบนมีมติสั่งประหารพญามังกรในค่ำวันนั้น พญามังกรถึงกับช็อก รีบขอขมาและขอให้ท่านเซียนเมตตาช่วยเหลือตนสักครั้ง เซียนจึงบอกแก่พญามังกรว่า “ผู้ทำการประหารท่านคือเว่ยเจิ้งอ๋อง หากท่านไปขอร้องพระองค์ให้ช่วยก็คงจะมีทางอยู่บ้างกระมัง”

เว่ยเจิ้งอ๋องเป็นเสนาอำมาตย์คนสนิทของพระเจ้าถังไท่จง ได้ชื่อว่าเป็นคนตรงที่กล้าวิจารณ์และตักเตือนฮ่องเต้อย่างตรงไปตรงมา ไม่เกรงกลัวพระอาญา จึงได้รับการขนานนามว่า “กระจกส่องเงาของฮ่องเต้” ด้วยคุณสมบัตินี้ สวรรค์จึงแต่งตั้งให้ท่านทำหน้าที่ผู้ควบคุมการประหารเหล่าชาวสวรรค์ ที่ทำผิดอีกด้วย ซึ่งตำนานเช่นนี้มีปรากฏอยู่บ่อยในพงศาวดารจีน เช่น ความยุติธรรมของท่านเปาบุ้นจิ้น เจ้าเมืองไคฟงแห่งราชวงศ์ซ้อง ที่ร่ำลือเป็นตำนานว่า แม้แต่ภูตผียังต้องเกรงกลัว นรกยังเกรงใจให้เกียรติเชิญท่านลงไปพิพากษาคดีถึงในเมืองนรก

พญามังกรรีบไปเข้าฝันพระเจ้าถังไท่จงเพื่อขอความช่วยเหลือ โดยขอเพียงฮ่องเต้ประวิงเวลาท่านเว่ยเจิ้งอ๋องให้พ้นยามหัวค่ำได้ก็พอแล้ว

ฮ่องเต้ก็รับคำพญามังกร เพราะหากไม่รับปากช่วยเหลือ ตนเองก็คงตก ที่นั่งลำบาก แต่หากช่วยเหลือได้สำเร็จก็จะเป็นผู้มีบุญคุณกับเทพมังกร ซึ่งย่อมส่งผลดีในภายภาคหน้า คืนนั้นท่านจึงเรียกให้ท่านเว่ยเจิ้งอ๋องมาเล่นหมากรุกเป็นเพื่อนท่านโดยไม่หยุดพักผ่อนกันจนใกล้เวลาประหาร ฮ่องเต้ก็ย่ามใจว่าสามารถถ่วงเวลาไว้ได้ตามสัญญา ขณะเดินหมากอยู่ก้าวหนึ่ง ฮ่องเต้พลันทำตัวหมากหล่นพื้น ท่านเว่ยเจิ้งอ๋องก็ก้มมุดลงใต้โต๊ะไปเก็บให้ ขณะก้มลงไปนั้น ฮ่องเต้ก็ได้ยินเสียงท่านเสนากล่าวคำคำหนึ่งเสียงอู้อี้ดังมาจากใต้โต๊ะ ฟังไม่ค่อยถนัดนัก แต่คล้ายๆจะเป็นคำว่า “ประหาร”

“เมื่อครู่ท่านกล่าวว่ากระไรที่ใต้โต๊ะ?” ฮ่องเต้ถามเว่ยเจิ้งอ๋องด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ท่านเว่ยเจิ้งอ๋องจึงเล่าให้ฟังว่า ตนได้รับบัญชาจากสวรรค์ให้ควบคุมการประหารพญามังกร ผู้เป็นเหตุให้เกิดอุทกภัย เมื่อครู่นี้ที่ก้มลงไปเก็บตัวหมากใต้โต๊ะ เป็นฤกษ์ประหารพอดี ท่านจึงถอดจิตแว่บไปยังภพสวรรค์เพื่อทำหน้าที่ มิติเวลาระหว่างโลกมนุษย์และสวรรค์นั้นแตกต่างกัน เพียงแค่ก้มเก็บของใต้โต๊ะพริบตาเดียวท่านเว่ยเจิ้งอ๋องก็ทำหน้าที่บรรลุแล้ว

เมื่อฮ่องเต้ไม่อาจรักษาสัญญาต่อพญามังกรได้ พระองค์ก็ไม่เป็นอันหลับอันนอน เพราะผีพญา มังกรที่ไร้หัวมาทวงสัญญาด้วยความอาฆาตพยาบาทถึงในห้องบรรทมทุกๆคืน หนักเข้าก็ถึงขั้นประชวรหนัก ขุนศึกคู่พระทัยสองท่านนามว่า “ฉินซู่เป่า” และ “อวี้เฉินกง” จึงอาสามาอารักขาหน้าห้องบรรทมของพระองค์ให้ ไม่รู้เพราะพญามังกรกลัวขุนศึกทั้งสอง หรือเพราะฮ่องเต้อุปทานไปเอง หลังจากนั้นมา ท่านก็บรรทมหลับสนิท ไม่ปรากฏว่ามีผีพญามังกรมารังควานอีกเลย

ว่ากันว่า ขุนศึกทั้งสองท่านยืนยามทั้งคืนบ่อยเข้าก็ไม่ไหวเช่นกัน สุขภาพร่างกายพาลจะทรุดโทรมเอาจึงจ้างช่างมาเขียนรูปพวกตนไว้หน้าห้องบรรทมเป็นตัวแทน ฮ่องเต้ก็บรรทมสบายดีดังเดิมไม่แตกต่าง จึงเป็นที่มาของความเชื่อเรื่องการเขียนภาพวาดของท่านฉินซู่เป่าและอวี้เฉินกงปิดประตูบ้านไว้เพื่อป้องกันเภทภัยภูตผีปีศาจทั้งในรั้วในวัง วัดวา อาราม และบ้านเรือนของสามัญชนทั่วไป กลายเป็นเทพทวารบาลจากฝ่ายจีนนามว่า “เซี่ยวกาง” ซึ่งเป็นคำพ้องเสียงภาษาจีนว่า “เซ่า กัง” แปลว่า “การยืน เฝ้ายาม” ในขณะที่ชาวจีนส่วนหนึ่งนิยมเรียกว่า “หมึ่งซิ้ง” ที่แปลว่า “เทพประตู” เป็นการให้เกียรติยกย่องในฐานะเทพผู้มีคุณช่วยคุ้มครองป้องกันภัย

ขอเล่าเรื่องของเทพเซี่ยวกางทั้งสอง คือ ท่านฉินซู่เป่า บางตำราก็เรียก “ฉินฉง” และท่านอวี้เฉินกง ซึ่งบางตำราเรียก “เว่ยฉือจิ้งเต๋อ” เท่าที่ผู้เขียนพอจะทราบ ท่านฉินซู่เป่านั้น แต่แรกท่านไม่ใช่ขุนพลของพระเจ้าถังไท่จง หากแต่เป็นขุนพลของกองทัพกบฏฝ่ายตรงข้าม ซึ่งในช่วงยุคสมัยก่อนที่ราชวงศ์ถังจะก่อตั้งขึ้นมานั้น เป็นช่วงล่มสลายของราชวงศ์ก่อนหน้านั้นคือราชวงศ์สุย ขณะนั้นได้เกิดกลุ่มกบฏขึ้นมากมายหลายก๊กหลายเหล่า พระเจ้าถังไท่จงมีพระนามเดิมว่า หลี่ซื่อหมิน เป็นทายาทในตระกูลขุนนางเก่าแห่งราชวงศ์สุย บิดาท่านชื่อหลี่เยียน เป็นขุนนางเก่าในราชวงศ์สุย และก็เป็นหนึ่งในหัวหน้าก๊กกบฏเหล่านั้นด้วย ต่อมาเมื่อสถาปนาราชวงศ์ถังขึ้น หลี่เยียนก็ขึ้นเป็นฮ่องเต้พระองค์แรกมีพระนามว่า พระเจ้าถังเกาจู่

ฉินซู่เป่านั้นเดิมเป็นลูกน้องของหวังซื่อชง หัวหน้ากบฏอีกก๊กหนึ่ง ฉินซู่เป่ามีฝีมือในการรบมาก ถึงกับเคยรบชนะหลี่ซื่อหมินเสียด้วยซ้ำ หลี่ซื่อหมินจึงนับถือฉินซู่เป่าอยู่ในใจเรื่อยมา ภายหลังเมื่อก๊กของหวังซื่อชงแตก หลี่ซื่อหมินก็ชวนฉินซู่เป่ามาเป็นพวกด้วย กล่าวกันว่า พระเจ้าถังไท่จงนั้นนับถือและรักใคร่กับฉินซู่เป่าดั่งพี่น้องกันเลยทีเดียว

ส่วนอวี้เฉินกง หรือเว่ยฉือเจิ้งเต๋อ เป็นขุนพลคนสนิทของหลี่ซื่อหมินมาตั้งแต่แรกเริ่ม เมื่อล่วงเข้าวัยชราท่านก็ปลีกตัวไปบำเพ็ญพรตโดยมีเป้าหมายเพื่อบรรลุเป็นเซียน คงเบื่อหน่ายกับการทำสงครามเต็มที และอยากอุทิศส่วนกุศลให้แก่คนที่ท่านเคยสังหารด้วยกระมัง แต่แล้วท่านก็ถูกพระเจ้าถังไท่จงชักชวนไปบุกเกาหลี ไม่รู้ชักชวนอีท่าไหน ท่านจึงยอมออกจากการบำเพ็ญกลับมาจับอาวุธไปร่วมรบอีกเสียอย่างนั้น

มีหลายวิธีในการสังเกตว่าเทพประตูรูปไหนคือใคร เช่น ท่านฉินซู่เป่ามีใบหน้าขาว ไว้หนวดเรียวยาว ดูอ่อนเยาว์กว่าท่านอวี้เฉินกงซึ่งมีหน้าดำ หนวดสั้น และดูอาวุโสกว่า อีกวิธีคือให้ดูอาวุธที่ทั้งสองท่านถือในมือ หรือสะพายที่ข้างเอว คือ ท่านฉินซู่เป่าจะถือกระบี่ แต่ท่านอวี้เฉินกงจะถือกระบองแส้เหล็ก ซึ่งดูเผินๆแล้วอาจเข้าใจว่าเป็นกระบี่ เพราะมีด้ามจับเหมือนกัน อาวุธชนิดนี้ภาษาจีนเรียกว่า “ซวนเปียน” เรียกกันโดยทั่วไปว่าแส้เหล็ก มีลักษณะเหมือนกระบองสั้น มีด้ามจับ มีข้อหรือปุ่มตามลำใช้สำหรับฟาดตี สันนิษฐานกันว่าจำลองรูปแบบจากลำไม้ไผ่ ใช้สำหรับทำลาย หรือสร้างความเสียหายแก่อาวุธของคู่ต่อสู้ แน่นอนว่าคนละอย่างกับแส้อ่อนที่ใช้กับม้า เพราะหากนำไปใช้บังคับม้า ม้าคงสะโพกหักตายเป็นแน่

แส้ซวนเปียนของท่านอวี้เฉินกงเป็นอาวุธพระราชทานจากฮ่องเต้ถังไท่จง ให้อำนาจท่านใช้ลงโทษโบยตีราชนิกุล รวมทั้งฮ่องเต้ได้ เล่ากันว่า ในรัชสมัยฮ่องเต้ถังเกาจง ซึ่งขึ้นครองราชย์ต่อจากฮ่องเต้ถังไท่จงผู้เป็นพระราชบิดา มีขุนพลผู้มากความสามารถและจงรักภักดีผู้หนึ่งนามว่า “ซิยิ่นกุ้ย” ถูกใส่ร้ายป้ายสี ท่านอวี้เฉินกงในวัยชราจึงเข้าเฝ้าเพื่อขออภัยโทษ แต่ฮ่องเต้ถังเกาจงกลับไร้สติ ไม่เชื่อคำของขุนพลเก่าแก่ผู้นี้ จึงถูกท่านใช้แส้ไล่ตีไปทั่วท้องพระโรงจนแส้หักคามือ จากนั้นท่านจึงเอาหัวโขกเสาตายต่อหน้าต่อตา ฮ่องเต้ผู้หูเบาจึงค่อยได้สติ ท่านขุนพลซิยิ่นกุ้ยจึงพ้นเคราะห์

มีนักคิดบางท่านได้แสดงทัศนะของเรื่องตำนานเซี่ยวกางนี้ไปในอีกทางว่า แท้จริงแล้วอาการฝันร้ายนอนไม่หลับของพระองค์นั้นไม่ได้เกิดจากความอาฆาตของผีพญามังกร หากแต่เป็นจิตใต้สำนึกที่รู้สึกสำนึกผิดบาปในการสังหารพี่น้องของตนจนนอนไม่หลับมากกว่า อีกทั้งมีคำบอกเล่ากันมาว่า ประเพณีการนำกระดาษรูปเทพารักษ์มาปิดที่หน้าประตูนั้น มีมาแต่เนิ่นนานหลายยุคสมัยแล้ว แต่การนำรูปขุนพลทั้งสองของท่านมาสถาปนาเป็นเทพประตูเซี่ยวกาง หรือหมึ่งซิ้งนั้น กลับไม่ได้เริ่มต้นในยุคของถังไท่จงฮ่องเต้ หากแต่มีขึ้นในยุคหลังจากนั้น นัยว่าเป็นกุศโลบายสอนสั่งเตือนสติคนเมื่อยามก่อนก้าวเท้าออกจากบ้านและก่อนกลับเข้าบ้านว่า “กลางวันไม่เคยทำอะไรผิด กลางคืนไม่ต้องกลัวผีสางมาเคาะประตู” ดังนั้น ในแต่ละวันจึงหมั่นทบทวนชำระใจอยู่เสมอเถิด อย่าได้สร้างบาปกรรมอย่างพระเจ้าถังไท่จงเลย สันนิษฐานว่า เพราะพระเจ้าถังไท่จงนั้นเป็นที่เคารพยกย่องจากชาวจีนสืบเนื่องมาหลายยุคสมัยในพระปรีชาและคุณูปการด้านต่างๆของ พระองค์ ผู้คนอาจไม่กล้ายกเรื่องนี้มากล่าวสอนตรงๆ จึงแต่งตำนานเรื่องนี้ขึ้นเป็นกุศโลบายสอนคนกระมัง.

โดย :อริญชย์
ทีมงานนิตยสาร ต่วย'ตูน

26 พ.ย. 2559 11:01 26 พ.ย. 2559 11:04 ไทยรัฐ