วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
พิพิธภัณฑ์หนังตะลุง แรงใจจาก “ในหลวง”

พิพิธภัณฑ์หนังตะลุง แรงใจจาก “ในหลวง”

  • Share:

พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านหนังตะลุง สุชาติ ทรัพย์สิน เลขที่ 6 ถนนศรีธรรมโศก ซอย 3 ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช มีชื่อเสียงรู้จักกันในวันนี้ มีวาที ทรัพย์สินคนเดียว ที่รู้ว่าเกิดจากการเข้าเฝ้าฯพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่พระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ เมื่อเดือนตุลาคม ปี 2528


ตอนนั้นวาที อายุ 18 ปี เรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษา รู้ข่าวจากจังหวัดนครศรีธรรมราชว่า จะได้เข้าเฝ้าฯพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ก็ดีใจมาก ตัวพ่อเองดูจะดีใจมากกว่า ที่จะได้ไปแสดงหนังตะลุงหน้าพระพักตร์

เราได้เตรียมการแสดงกันยกใหญ่ วาทีช่วยพ่อจัดฉากเวที แต่เราไม่สามารถผูกโรงหนังขึ้นมาได้ เพราะพื้นโรงหนังสูงกว่าแท่นประทับ ต้องทำเป็นจอหนังประกอบน็อกดาวน์

“ถึงเวลาแสดงผมช่วยตีฉิ่ง” วาทีเล่า “พ่อก็ยืนเล่น ปกติการเล่นหนังตะลุงต้องนั่งเล่น ตัวหนังตะลุงก็วางไว้บนโต๊ะ”

หลังการแสดงมีงานเลี้ยง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงร่วมเสวย อาหารเหมือนกันหมด ของพระองค์ท่านอยู่ในสำรับ ส่วนพวกเรากินแบบบุฟเฟ่ต์ อาหารวันนั้นอร่อยทุกอย่าง

นายเอนก สิทธิประศาสน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช เบิกตัวเข้าเฝ้าฯทูลเกล้าฯรายงานว่า วันนี้นายหนังสุชาติพาลูกชายมาด้วย

พระเจ้าอยู่หัวทรงถาม “เล่นหนังตะลุงได้เหมือนพ่อหรือเปล่า”

วาทีจำประโยคนี้ได้ขึ้นใจ จำได้เหมือนเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวันวาน

“เพิ่งเริ่มฝึกหัดพ่ะย่ะค่ะ พ่อสอนทุกอย่าง แต่ยังไม่เก่ง”

“ลองขับกลอนหนังตะลุงให้ฟังหน่อย”

วาทีขับกลอนหนังตะลุงถวายไปหนึ่งบท

“เด็กจะมีอนาคตอันสดใส ต้องตั้งใจเพียรให้ผ่านการศึกษา เคารพครูพ่อแม่ที่เลี้ยงแลมา ท่านเมตตาเอื้อวิทย์ประสิทธิ์ประสาทพร”

“เก่ง ฟังรู้เรื่อง เก่งกว่าพ่อเสียอีก” พระองค์ท่านตรัส

พ่อถวายรูปหนังตะลุงให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระองค์รับสั่งว่า “หนังตะลุงเป็นศิลปวัฒนธรรม ช่วยถ่ายทอด อย่าหวงวิชา”

เวลาผ่านไปหลายปี วาทีก็ทำบ้านเป็นพิพิธภัณฑ์

เริ่มด้วยการรวบรวมรูปหนังตะลุง ยืนยันถึงรากเหง้าของคนใต้ว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร รูปหนังตะลุงจะเป็นหลักฐานสำคัญที่ยืนยันความเก่าแก่ว่าอยู่คู่กับสังคมไทยมาขนาดไหน

“เมื่อคุณเข้ามาในพิพิธภัณฑ์สิ่งที่เห็นก็คือ หนึ่งพิพิธภัณฑ์รูปหนังโบราณ” วาทีเล่าต่อไป “สองการแกะหนังตะลุง สามการแสดงหนังตะลุง”

เราอยู่ในสายวิชาการสอน ก็ปรับบ้านให้เป็นแหล่งเรียนรู้ ถ่ายทอดข้อมูลให้คนที่มาเที่ยวชม หรือนักเรียนที่มาหาข้อมูลทำรายงาน และยังเป็นที่ฝึกงานนักศึกษา ถ้าใครมาฝึกงานที่นี่ต้องแกะหนังตะลุงเป็น ระบายสีหนังได้ หรือเล่นหนังตะลุงได้

“นอกจากจะบ่มเพาะคนให้มีความรู้ ที่นี่ยังเป็นเหมือนพิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิต”

ตอนนี้เริ่มมีเวิร์กช็อป มีอุปกรณ์ที่ใช้ทำตัวหนังตะลุง มีกระดาษและตัวตุ๊ดตู่ให้คนที่เข้ามาได้ลองหัดตอก ถ้าสนใจจะเรียนรู้เพิ่มก็มีหลักสูตร ยึดเป็นอาชีพได้

วาทีบอกว่า ที่นี่สอนให้ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย สอนเป็นวิทยาทาน นี่คืออุดมการณ์ของพ่อที่อยากให้หนังตะลุงยั่งยืน ถ้าไม่มีการถ่ายทอด ก็จะหายไปในที่สุด

บางครั้งวาทีถูกเชิญไปเป็นวิทยากร เล่าเรื่องการเป็นคนต้นแบบทำพิพิธภัณฑ์ บางทีก็ไปเป็นนักแสดงหนังตะลุง บางทีก็ไปเป็นช่างแกะหนังตะลุง

“ผมมองว่าสิ่งเหล่านี้ที่ไหลเข้ามาในชีวิต มีความหลากหลายในหน้าที่การทำงาน นอกเหนือจากหน้าที่การสอนในมหาวิทยาลัย”

งานเหล่านี้วาทีทำตามที่พ่อสอน พ่อสอนว่าถ้าทำงานมุ่งเพื่อตัว จะหมองมัวชั่วชีวิต

ถ้าทำงานเพื่ออุทิศ สิ้นชีวิตชื่อยังอยู่

ตอนสอนอยู่ มอ.ปัตตานี วาทีจดจำและทำตามคำพระบิดา “ให้เห็นประโยชน์จากกิจผู้อื่นเป็นหลัก กิจของตัวเองเป็นรอง”

“พระบิดา” ของชาว มอ.นั้น หมายถึง สมเด็จพระมหิตลา ธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก

วาทีคุยต่อว่า นายหนังตะลุงของนครศรีธรรมราชมีเป็นร้อยคณะ แต่ไม่มีใครทำพิพิธภัณฑ์ เราเองเป็นหนึ่งในร้อย เรายอมที่จะแลกระหว่างความมั่นคงในอาชีพข้าราชการกับการสืบสานหนังตะลุงให้คงอยู่

เมื่อ 4 ปีที่ผ่านมา เริ่มมีแนวคิดทำพิพิธภัณฑ์ให้พระเจ้าอยู่หัว ตอนนี้ก็ได้ทำขึ้นมาแล้ว คือพิพิธภัณฑ์เฉลิมราช แยกเป็นสามส่วน

หนึ่งจัดเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
เสด็จฯเยือนจังหวัดนครศรีธรรมราช

สองหนังตะลุงพระบารมีปกเกล้า ภาพบรรยากาศวันที่พ่อได้เข้าเฝ้าพระเจ้าอยู่หัว ที่ตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ มีบทกลอนของครูหนังตะลุงที่พูดถึงพระเจ้าอยู่หัว เป็นการเทิดพระเกียรติ

และสามทำพิพิธภัณฑ์ตัวตลกให้องค์ความรู้เกี่ยวกับตัวตลกต่างๆที่มีอยู่ในสังคมภาคใต้

“ผมทำพิพิธภัณฑ์ทุกวันนี้ เพื่อทดแทนคุณหนังตะลุง ไม่มีการเก็บเงิน คนเข้ามาดูได้ทุกวัน”

อย่างน้อยสิ่งที่ทำ สะท้อนถึงคนทำงานพิพิธภัณฑ์มีจิตรักชาติ ตามที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวว่า การรักษาวัฒนธรรมคือการรักษาชาติ

ความรักชาติ หน้าที่ในการป้องกันประเทศชาติ ไม่จำเป็นต้องเป็นทหาร ตำรวจ ถ้าคุณรักษาศิลปวัฒนธรรมของชาติให้คงอยู่ได้ ก็ถือว่าคุณรักชาติเหมือนกัน”

วาทีย้อนนึกไปถึงวันนั้น วันที่วาทีกับพ่อสุชาติ ทรัพย์สิน เข้าเฝ้าฯพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

รับสั่งว่า “ขอบใจที่รักษาของเก่าไว้ให้ แล้วก็อย่าหวงวิชา”

ก่อนรับลูกศิษย์ พ่อจะมีเงื่อนไข ถ้าอยากเป็นนายหนัง ต้องร้องเพลงขับบทกลอนได้ ถ้าอยากเป็นช่างแกะหนังก็ต้องหัดวาดไอ้แก้วไอ้ทองได้

พ่อรับพระราชดำรัสพระเจ้าอยู่หัว กลับถึงบ้านความคิดของพ่อก็เปลี่ยนไป

ส่วนตัววาทีนั้น ไม่ได้คิดอะไรมาก “ตอนนั้นก็แค่ดีใจ ปลื้มใจ”

เมื่อมาถึงวันนี้ ทบทวนพระราชดำรัสพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวอีกครั้ง จึงเพิ่งซาบซึ้งว่า เป็นวันที่ได้พรจากในหลวง ในชีวิตนี้ไม่มีมงคลใดสูงสุดกว่านี้อีกแล้ว.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้