วันเสาร์ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

อัยการฟ้อง ธัมมชโย รวม 3 ข้อหา

กับพวก5คน สั่ง'ดีเอสไอ' รวบส่งศาล!

โฆษกสำนักงานอัยการ สูงสุดแถลงคณะอัยการ มีความเห็นสั่งฟ้องพระธัมมชโย อดีตเจ้าอาวาส วัดพระธรรมกาย ในความผิดฐานสมคบกันฟอกเงิน ร่วมกันฟอกเงิน และรับของโจร พร้อมพวกรวมทั้งหมด 5 คน ในคดีสหกรณ์ยูเนี่ยนฯ และสั่งให้ดีเอสไอตามจับกุมอดีตเจ้าอาวาสฯ และหญิงคนใกล้ชิดที่ยังหลบหนีเพื่อส่งฟ้องศาล ด้านอธิบดีดีเอสไอเผยหนังสือจากอัยการส่งมาถึงมือก็พร้อมเดินทางไปจับที่วัดทันที โดยวางแผนการไว้ล่วงหน้าหมดแล้ว ส่วน “ศรีวราห์” รอง ผบ.ตร. ระบุ ยืนยันไม่ได้ว่าพระธัมมชโยอยู่ในวัดหรือไม่

อัยการสั่งฟ้องพระธัมมชโยกับพวกความผิดฐานฟอกเงินคดีสหกรณ์ยูเนี่ยนฯ เปิดเผยขึ้นที่สำนักงานอัยการสูงสุด ถนนแจ้งวัฒนะ เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 23 พ.ย. เรือโทสมนึก เสียงก้อง โฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด และนายชาติพงษ์ จีระพันธุ์ รองอธิบดีอัยการสำนักงานคดีพิเศษ แถลงข่าวผลการสั่งคดีนายศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ผู้ต้องหาที่ 1 พระเทพญาณมหามุนี หรือธัมมชโย อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย จ.ปทุมธานี ผู้ต้องหาที่ 2 น.ส.ศรัญญา มานหมัด อดีตเจ้าหน้าที่การเงินสหกรณ์ยูเนี่ยนฯ ผู้ต้องหาที่ 3 นางทองพิน กันล้อม อดีตรองประธานสหกรณ์ยูเนี่ยนฯ ผู้ต้องหาที่ 4 และนางศศิธร โชคประสิทธิ์ ผู้ต้องหาที่ 5 กระทำความผิดฐานสมคบกันฟอกเงิน ร่วมกันฟอกเงิน และรับของโจรว่า หลังจากพนักงานสอบสวน กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ส่งผลการสอบสวนเพิ่มเติมมาให้อัยการ เมื่อวันที่ 11 พ.ย.59 คณะทำงานอัยการพิจารณาหลักฐานจากการสอบสวน และผลสอบสวนเพิ่มเติมทั้งหมด รวมถึงหนังสือร้องขอความเป็นธรรมของผู้ต้องหาแล้ว คณะทำงานมีความเห็นสั่งคดี เมื่อวันที่ 22 พ.ย.ที่ผ่านมา มีความเห็นสั่งฟ้อง นายศุภชัย ผู้ต้องหาที่ 1 น.ส.ศรัญญา ผู้ต้องหาที่ 3 นางทองพิน ผู้ต้องหาที่ 4 ในความผิดฐานสมคบกันฟอกเงินและร่วมกันฟอกเงินตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542

เรือโทสมนึกกล่าวต่อว่า คณะทำงานยังมีความเห็นควรสั่งฟ้องพระธัมมชโย ผู้ต้องหาที่ 2 และ น.ส.ศศิธร ผู้ต้องหาที่ 5 ในความผิดฐานสมคบกันฟอกเงิน ร่วมกันฟอกเงินและรับของโจร ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 359 83 โดยแจ้งให้ดีเอสไอดำเนินการจับกุมผู้ต้องหาที่ 2 และ 5 มาส่งให้อัยการเพื่อดำเนินการต่อไป ภายในอายุความ 15 ปี นับแต่วันที่กระทำผิดเดือน ม.ค.52 นอกจากนี้ พนักงานอัยการได้นัด น.ส.ศรัญญา และนางทองพินมารายงานตัวเพื่อยื่นฟ้องต่อศาลใน วันที่ 30 พ.ย.นี้ เวลา 09.30 น. ส่วนนายศุภชัย ผู้ต้องหาที่ 1 ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำอยู่แล้ว

ด้านนายชาติพงษ์กล่าวว่า อัยการยังมีคดีอื่นที่เกี่ยวข้องกับสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ทั้งคดีแพ่งและอาญา จุดมุ่งหมายในการทำคดีไม่เพียงแค่ต้องการนำเอาคนผิดมาลงโทษเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีจุดประสงค์ที่จะต้องคุ้มครองดูแลผู้เสียหายในคดีนี้ด้วย คดีนี้มีมูลค่าความเสียหายเป็นจำนวนมากและมีผู้เสียหายหลายรายต้องเดือดร้อน อัยการมุ่งติดตามตรวจสอบเส้นทางการเงินให้ชัดเจนจึงต้องสอบสวนอย่างละเอียดรอบคอบ เพื่อให้ศาลมีคำสั่งคืนเงินทั้งหมดให้แก่ผู้เสียหาย

รองอธิบดีอัยการสำนักงานคดีพิเศษ กล่าวต่อว่า คดีที่เกี่ยวข้อง อัยการได้ยื่นฟ้องและสั่งคดีแล้ว ประกอบด้วย คดีอาญา ได้แก่ 1.คดีที่พนักงานอัยการยื่นฟ้องนายศุภชัยกับพวกรวม 12 คนต่อศาลอาญา เมื่อวันที่ 11 ต.ค. และวันที่ 15 พ.ย.59 ในคดีหมายเลขดำ อ.3339/2559 และ 3734/2559 ในความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 343 มูลค่าความเสียหาย 5,612,237,157.62 บาท อัยการขอให้ศาลสั่งจำเลยทั้งหมดร่วมกันคืนทรัพย์ให้ผู้เสียหายที่ถูกฉ้อโกงไปตามจำนวนมูลค่าความเสียหายดังกล่าว ขณะคดีอยู่ระหว่างการนัดตรวจพยานหลักฐาน 2.คดีที่พนักงานอัยการเพิ่งมีคำสั่งฟ้องนายศุภชัยกับพวกรวม 4 คน ฐานร่วมกันลักทรัพย์นายจ้าง และร่วมกันปลอมเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอม ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 264 265 268 334 และ 335 มูลค่าความเสียหาย 13,000 ล้านบาทเศษ

“คดีแพ่ง ที่ ปปง.ส่งสำนวนให้พนักงานอัยการ และพนักงานอัยการสำนักงานคดีพิเศษยื่นฟ้องแล้วต่อศาลแพ่ง รัชดาภิเษก รวม 2 สำนวน ได้แก่ 1.คดีหมายเลขดำ ฟ.173/2559 โดยอัยการยื่นเมื่อวันที่ 8 ก.ย.59 ขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินของนายศุภชัยกับพวก ตกเป็นของแผ่นดิน จากที่มีการกระทำความผิดมูลฐานเกี่ยวกับการฉ้อโกงประชาชน รวมทุนทรัพย์ทั้งสิ้น 85,769,438.25 บาท ศาลแพ่งนัดไต่สวนในวันที่ 7 ธ.ค.นี้ เวลา 09.00 น. 2.คดีหมายเลขดำ ฟ.208/2559 ที่อัยการยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 18 พ.ย.59 ขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินของนายศุภชัยกับพวก ตกเป็นของแผ่นดิน จากที่มีการกระทำความผิดมูลฐานเกี่ยวกับการฉ้อโกงประชาชน รวมทุนทรัพย์ทั้งสิ้น 1,585,000,000 บาท โดยศาลแพ่งนัดไต่สวนในวันที่ 20 ก.พ.60 เวลา 09.00 น. นอกจากนี้ นายศุภชัย อดีตประธานสหกรณ์ ยังมีคดีที่ศาลอาญาพิพากษาลงโทษจำคุกเป็นเวลา 14 ปี 24 เดือน ในคดีหมายเลขแดง อ.706/2559 กรณีพนักงานอัยการยื่นฟ้องนายศุภชัยฐานยักยอกทรัพย์มูลค่า 27 ล้านบาทเศษ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 352, 353 และ 354” นายชาติพงษ์กล่าว

เมื่อถามว่า พยานหลักฐานของดีเอสไอและ ปปง.นำเงินไปฟอกในธุรกิจใด มูลค่าเท่าไร นาย ชาติพงษ์กล่าวว่า เรื่องเส้นทางการเงินนั้นเป็นเรื่องในสำนวนไม่สามารถเปิดเผยได้ เนื่องจากอาจกระทบต่อรูปคดี มูลค่าความเสียหายจากพยานหลักฐานเป็นเช็ค 27 ฉบับ มูลค่า 1,400 ล้านบาทเศษ

ด้าน พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กล่าวว่า เป็นหน้าที่ของดีเอสไอที่จะต้องนำผู้ต้องหาทั้ง 2 ราย มาส่งฟ้องตามที่อัยการสั่งคดี หลังอัยการมีความเห็นควรสั่งฟ้องก็จะมีหนังสือส่งให้ดีเอสไอนำตัวผู้ต้องหาไปมอบให้กับอัยการ ที่ผ่านมาดีเอสไอได้ติดตามและประเมินสถานการณ์วัดพระธรรมกายอย่างต่อเนื่อง เพื่อใช้ในการวางแผนเข้าจับกุมพระธัมมชโยมาดำเนินคดี ทันที หากมีหนังสืออย่างเป็นทางการจากอัยการ ทั้งนี้ จะประสานตำรวจและทหารสนธินำกำลังเข้าจับกุม ส่วนแผนปฏิบัติการก็ทำไว้หมดแล้ว

มีรายงานว่า เจ้าหน้าที่ดีเอสไอได้ประชุมลับเพื่อวางแผนการเข้าจับกุมพระธัมมชโยและปรับแผนใหม่เพื่อไม่ให้บรรดาลูกศิษย์ตั้งตัวทัน ส่วนวันและเวลาเข้าจับกุมยังไม่ได้กำหนดต้องรอประชุมร่วมกับตำรวจและทหารอีกครั้ง รวมทั้งติดตามจับกุมนางศศิธร โชคประสิทธิ์ คนใกล้ชิดพระธัมมชโย มีหลักฐานเป็นผู้เซ็นสลักหลังเช็คเงินสด ผู้ต้องหาอีกรายที่ยังหลบหนี

ส่วน พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร. กล่าวว่า รับผิดชอบแต่คดีบุกรุกที่ป่า ขณะนี้สำนวนยังไม่ถึงอัยการ อยู่ในชั้นพนักงานสอบสวน การพิจารณาเข้าจับกุมหรือไม่นั้น ย้ำว่าต้องเป็นไปตามกฎหมาย การขอหมายค้นเพื่อจะไปตรวจสอบหรือจับกุมภายในวัดพระธรรมกาย พนักงานสอบสวนและชุดสืบสวนต้องมั่นใจยืนยันต่อศาลได้ว่าพระธัมมชโยอยู่ในวัดพระธรรมกายจริง จึงจะยื่นคำร้องขอหมายค้นต่อศาลได้ หากยื่นไปโดยไม่รู้ว่าพระธัมมชโยอยู่จริงหรือไม่ ก็จะกลายเป็นยื่นคำร้องเท็จต่อศาลซึ่งไม่ถูกต้อง ขณะนี้ยังไม่สามารถยืนยันได้ 100 เปอร์เซ็นต์ว่า พระธัมมชโยอยู่ในวัดพระธรรมกาย ตนมอบหมายให้ พล.ต.ต.ชยพล ฉัตรชัยเดช รรท. ผบก.ส.4 ตรวจสอบข้อมูลแล้วอยู่ระหว่างการรายงานผล

รอง ผบ.ตร.กล่าวด้วยว่า พนักงานสอบสวนส่งเอกสารขอนิมนต์พระธัมมชโยเข้ามอบตัว โดยให้พระผู้ใหญ่พามาก็ยังไม่ได้รับการตอบรับจากพระธัมมชโย หรือคนใกล้ชิด ทั้งนี้ ไม่ได้กำหนดกรอบเวลาเข้ามอบตัว แต่จะดำเนินการให้เร็วที่สุด ถ้าหากเจอตัวก็ต้องจับกุม ส่วนการประสานกับดีเอสไอนั้น พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. สั่งว่าให้รอทางดีเอสไอประสานจะให้ตำรวจดำเนินการอย่างไร และพร้อมให้ความร่วมมือ

ที่วัดพระธรรมกาย ต.คลองสอง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี เวลา 15.00 น. วันเดียวกันมีรายงานว่า บริเวณประตูวัด ถนนบางขัน-หนองเสือ เยื้องสภ.คลองหลวง มีสื่อมวลชนจำนวนมากมาปักหลักนำเสนอข่าวอย่างใกล้ชิด เจ้าหน้าที่ รปภ.ตรวจรถยนต์ที่จะเข้าไปในวัดอย่างเข้มงวด ขณะที่คณะศิษย์วัดพระธรรมกายเข้า-ออกวัดตามปกติ เหตุการณ์ปกติลูกศิษย์ยังไม่มีความเคลื่อนไหวกันแต่อย่างใด

ขณะที่นายองอาจ ธรรมนิทา โฆษกคณะศิษยานุศิษย์วัดพระธรรมกาย ตอบคำถามสื่อมวลชนผ่าน แอพพลิเคชั่นไลน์ กลุ่ม “News วัดพระธรรมกาย” ถึงกรณีมีกระแสข่าวว่า พระธัมมชโยหนีออกต่าง ประเทศแล้วว่า ไม่เป็นความจริง ท่านยังพักรักษา อาการอาพาธอยู่ในวัด เคยบอกหลายครั้งแล้วว่า ท่านไม่มีหนังสือเดินทาง ไม่มีวีซ่า และตั้งแต่ท่านอาพาธมาก็ไม่ได้ออกจากวัดพระธรรมกายเป็นเวลา 10 ปีแล้ว เพราะเสี่ยงเกินไป ทางคณะศิษย์จะมีการหารือกันเพื่อพิจารณาว่าจะแถลงข่าวอย่างไรบ้างและแจ้งให้ทราบต่อไป

ด้านนายประดับ โพธิกาญจนวัตร โฆษกสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) กล่าวว่า กรณีการตั้งข้อสังเกตว่า พระสงฆ์ที่หลบหนีออกนอกประเทศ จะถือว่าต้องอาบัติปาราชิกหรือไม่นั้น โดยหลักการแล้วการจะขาดจากความเป็นพระก็ต่อเมื่อกระทำผิดพระธรรมวินัย อาบัติปาราชิก 4 คือ 1.เสพเมถุน 2.ถือเอาทรัพย์ที่เจ้าของไม่ได้ให้ 3.ฆ่าคน และ 4.อวดอุตริมนุสธรรมที่ไม่มีจริง ต้องผ่านกระบวนการวินิจฉัยคณะสงฆ์ โดยจะมีการลงนิคหกรรม (ลงโทษ) ตามความผิดนั้นๆ ส่วนพระภิกษุ ที่กระทำความผิดแล้วมีการหลบหนี หรือลี้ภัยไปอยู่ต่างประเทศ ถือว่ายังไม่ขาดจากความเป็นพระจนกว่าคณะสงฆ์จะวินิจฉัยโทษเป็นที่สุดให้ขาดจากความเป็นพระ หรือกระบวนการพิจารณาโทษทางฝ่ายบ้านเมืองเป็นที่สุดแล้วพบว่ามีความผิด โดยเฉพาะเกี่ยวกับความผิดทางอาญา และประกาศให้สังคมได้รับทราบภายใน 24 ชั่วโมง ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่ระบุไว้ใน พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2535

โฆษกสำนักงานอัยการ สูงสุดแถลงคณะอัยการ มีความเห็นสั่งฟ้องพระธัมมชโย อดีตเจ้าอาวาส วัดพระธรรมกาย ในความผิดฐานสมคบกันฟอกเงิน ร่วมกันฟอกเงิน และรับของโจร พร้อมพวกรวมทั้งหมด 5 คน 24 พ.ย. 2559 00:30 24 พ.ย. 2559 08:22 ไทยรัฐ