วันพฤหัสบดีที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

มูฟวี่ฯสตาร์ตอัพ ตามรอย“แดจังกึม”

“กองทุน Movie Fund Start Up” ภายใต้คณะ

ทำงานโครงการสานพลังประชารัฐ หนึ่งในแรงสนับสนุนสำคัญจากภาครัฐ ส่งเสริมให้เกิดการสร้างสรรค์คอนเทนต์ที่ดี สร้างแรงกระเพื่อมอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ นำพาประเทศไทยไปสู่ “ประเทศดิจิทัล”

“ดิจิทัลไทยแลนด์” จะก้าวเดินไปถึงฝั่งฝัน กระตุ้นอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ธุรกิจแฟชั่น ความงาม ดนตรี ฯลฯ ด้วยการนำ “วัฒนธรรมไทย” มาสร้างสรรค์ผ่านทางภาพยนตร์ ละคร ซีรีส์ต่างๆ เฉกเช่นเดียวกับ “ประเทศเกาหลีใต้” ที่สร้างปรากฏการณ์สะท้านโลก “Korean Culture Model” มาแล้ว

ด้วยความสำเร็จทั้งในด้าน...การท่องเที่ยว อาหาร เพลง ภาพยนตร์

เกาหลีนำเอาศิลปวัฒนธรรม การแสดงมาเป็นตัวชูโรงสร้างสรรค์ เศรษฐกิจจนเกิดกระแสเกาหลีฟีเว่อร์ไปทั่วโลก โดยเฉพาะคนไทยติดกันงอมแงม ไม่ว่าสินค้าเกาหลีที่ในอดีตจะเคยถูกมองแบบเหยียดๆ ว่าคุณภาพต่ำ ขายไม่ค่อยออก แต่พอเจอกระแสเกาหลีฟีเว่อร์เมื่อหลายปีก่อน โดย เฉพาะช่วงอิทธิฤทธิ์ซีรีส์ดัง “แดจังกึม” เข้าไปเท่านั้น สินค้าเกาหลีก็ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า แถมด้วยทัวร์ตามรอยซีรีส์ดังก็ฮอตฮิตไม่แพ้กัน

เรียกว่า อะไรๆที่เป็นเกาหลีก็ขายดิบขายดี ผู้คนให้ความสนใจไปหมด...

ทว่า...ความสำเร็จในวันนี้ไม่ได้มาง่ายๆ หากแต่ประเทศเกาหลีใต้วางยุทธศาสตร์เศรษฐกิจสร้างสรรค์มานานแล้ว และคำว่า “เศรษฐกิจสร้างสรรค์” ก็ไม่ใช่เรื่องใหม่บนโลกนี้ เกิดขึ้นและมีมานานกว่า 50 ปีแล้วเช่นกัน

ประเทศไทยตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 (2555-2559) กำหนดทิศทางการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศบนฐานความรู้ที่เน้นการใช้ความคิดสร้างสรรค์ การสร้างนวัตกรรม

เพื่อสร้างสรรค์ “สินค้า” และ “บริการ” รวมถึงการพัฒนาปัจจัย แวดล้อมต่างๆที่เอื้อต่อการพัฒนาเครือข่ายธุรกิจให้มีเอกลักษณ์...

กุญแจสำคัญมีอยู่ว่า “ความคิดสร้างสรรค์” ที่ว่านี้สามารถสะท้อนถึงตัวตนของพื้นที่ดังกล่าวให้ดึงดูดการลงทุนเข้ามายังพื้นที่ หรือเพิ่ม ช่องทางการแสดงออกของผู้สร้างสรรค์ในสาขาต่างๆ

นี่คือคำจำกัดความคร่าวๆ เข้าใจง่ายๆของคำว่า “เศรษฐกิจสร้างสรรค์” หรือ “Creative Economy”

วันนี้...ความท้าทายสำคัญ คือ “รัฐบาลต้องกล้าลงทุน” เพราะต้องใช้งบประมาณมหาศาลในการปรับเปลี่ยนโครงสร้างไปสู่ “ประเทศดิจิทัล”

หนึ่ง...ต้องพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมให้มีประสิทธิภาพ ครอบคลุมทุกพื้นที่ สอง...เพิ่มความสามารถในการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตระหว่างประเทศเพื่อให้ไทยเป็นศูนย์กลาง...ฮับแห่งการเชื่อมโยงข้อมูลดิจิทัล

สาม...พัฒนาคอนเทนต์ แอพพลิเคชั่น สี่...ส่งเสริมธุรกิจสตาร์ตอัพ และ ห้า...ปรับปรุงกฎหมาย ระเบียบให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง พร้อมสนับสนุนการประกอบธุรกิจที่พึ่งพาเทคโนโลยีเป็นหลัก

ประเด็นพิจารณาที่สำคัญ ข้อมูลจาก “กองทุน Movie Fund Start Up” พุ่งเป้าไปที่...การสร้างรายได้ประเทศจากอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ที่มีศักยภาพเสนอเพิ่มเติมกลุ่ม “Cultural Economy”

ด้วยเหตุผลสำคัญ...“ประเทศไทย” มีสถานที่และวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์และน่าชื่นชม สามารถนำมาต่อยอดเพื่อสร้างรายได้ให้กับประเทศ

จะก้าวเดินไปสู่จุดหมายที่ว่านี้ ต้องใช้สื่อ “บันเทิง” เป็นตัวนำทำให้เกิดความนิยมในสิ่งที่กล่าวถึง พร้อมกันนั้นต้องทำให้เกิดแรงกระเพื่อมต่อยอดไปยังกิจกรรมที่สร้าง “รายได้” อื่นๆ เช่น สถานที่ท่องเที่ยว อาหาร วัฒนธรรม แฟชั่น ความงาม สินค้าและบริการ สปา นวดไทย มวยไทย ฯลฯ

ภายใน 10 ปี (2559–2569)...อาจแยกย่อยเป็นเฟส 1 ระยะ 3 ปี กับเฟส 2 ระยะ 7 ปี เพื่อปรับปรุงยุทธศาสตร์ให้ทันยุคสมัย โดยหัวเรือ ใหญ่ก็คือ กระทรวงการท่องเที่ยวฯ กระทรวงวัฒนธรรม หอการค้าฯ สภาอุตสาหกรรม ผู้ประกอบการสร้างภาพยนตร์และสื่อบันเทิง

การพัฒนาธุรกิจ “ท่องเที่ยว”...“วัฒนธรรม” ในเชิงเศรษฐกิจสร้างสรรค์ แยกย่อยออกได้หลายแขนง

การท่องเที่ยว วัฒนธรรม อาหาร งานหัตถกรรม มวยไทย แพทย์แผนไทย เป็นต้น ศิลปะ...การแสดง...จิตรกรรม...ประติมากรรม สื่อภาพยนตร์...ดนตรี...การพิมพ์ งานสร้างสรรค์ออกแบบ...แฟชั่น...ความงาม...สถาปัตยกรรม...มัณฑนศิลป์...วิจิตรศิลป์

“รักจัง”...กับ “เมืองปาย” ปรากฏการณ์ภาพยนตร์ปี 2549 ที่ประสบ ความสำเร็จและตามติดมาด้วย “ปาย อิน เลิฟ”...ในปี 2552 สร้างธุรกิจต่อยอด “ทัวร์ตามรอยรักจัง เที่ยวเมืองปาย”

....เกิดห่วงโซ่ต่อเนื่องไปถึงธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร กระทั่งร้านขายของที่ระลึก ฮอตฮิตติดลมบนจนสายการบินต้องเปิดเที่ยวบิน “กรุงเทพฯ–ปาย” กับ “เชียงใหม่–ปาย”แถมพ่วงท้ายมาด้วยการตั้งชื่อน้ำตก ตามชื่อหนัง...จากน้ำตก “ผาดอกเสี้ยว” เป็น “น้ำตกรักจัง” ที่ดอยอินทนนท์

ภาพสะท้อนชัดเจนคือตัวเลขนักท่องเที่ยวที่เข้าไปเที่ยว “แม่ฮ่องสอน” สำนักงานสถิติจังหวัดแม่ฮ่องสอนระบุว่า ปี 2549 อยู่ที่ 367,869 คน หลังภาพยนตร์ “รักจัง” ฉาย...ปี 2550 ตัวเลขขยับเพิ่มขึ้นเป็น 829,560 คน...ปี 2551 ขยับพุ่งสูงไปถึง 1,536,456 คน และในปี 2552 ขยับลดลงมาเป็น 1,115,748 คน

ส่องไปที่ตัวเลขรายได้จากการท่องเที่ยวดูบ้าง นับว่าน่าสนใจทีเดียว ...ปี 2549 อยู่ที่ 1,629.8 ล้านบาท หลังภาพยนตร์ “รักจัง” ฉาย...ปี 2550 ตัวเลขอยู่ที่ 3,794.38 ล้านบาท...ปี 2551 ตัวเลขอยู่ที่ 4,207.94 ล้านบาท

และในปี 2552 ตัวเลขก็ยิ่งสูงขึ้นอยู่ที่ 4,870.38 ล้านบาท

อีกตัวอย่างเศรษฐกิจสร้างสรรค์ต่อยอดสถานที่ วัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ดึงรายได้ให้กับประเทศ นั่นก็คือ “ภาพยนตร์ต่างประเทศที่ถ่ายทำในไทย” อาทิ Mechanic Resurrection (2016)...เกาะ
หลีเป๊ะ จ.สตูล, Lost in Thailand (2012) จ.เชียงใหม่ ทำให้ช่วงปี 2005-2015 ตัวเลขนักท่องเที่ยวจีนเพิ่มขึ้นไปถึง 921 เปอร์เซ็นต์

The Beach (2000)...อ่าวมาหยา เกาะพีพี จังหวัดกระบี่ และ James Bond Golden Gun (1974) เขาตะปู จังหวัดพังงา

จิ๊กซอว์ชิ้นเล็กๆข้างต้นนี้จะนำไปสู่การขับเคลื่อน “แนวคิด”... “ยุทธศาสตร์” เพื่อการเดินหน้าไปสู่อนาคตอย่างมั่นคงยั่งยืนได้ ควรที่จะต้องจัดตั้งหน่วยงานรูปแบบพิเศษร่วมภาครัฐ...เอกชน, ศึกษาสตาร์ตอัพ โมเดล เสริมสร้างความเข้มแข็งของอุตสาหกรรมทั้งระบบ, สรรหาบุคลากรที่มีทักษะ ประสบการณ์จริงจากภาคอุตสาหกรรม

ครบด้านบูรณาการด้วยการพัฒนา “ตลาดงานสร้างสรรค์” ของ ไทยทั้งระบบ ควบคู่ไปกับส่งเสริม “ธุรกิจการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศ” ในประเทศไทย ฯลฯ

ความท้าทายสำคัญ “เศรษฐกิจสร้างสรรค์” ต้องใช้สมองสรรค์สร้าง เพิ่มมูลค่า...ในแบบพึ่งพาตนเอง จะเข้มแข็งยั่งยืนได้ต้องสร้างความแข็งแกร่งจากภายใน ค่อยๆสร้าง...ค่อยๆก่อด้วยมือตัวเอง.

23 พ.ย. 2559 10:45 23 พ.ย. 2559 10:45 ไทยรัฐ