วันพุธที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ไม่ปลื้มมาตรการแจกเงินคนจน

เพิ่มใช้จ่ายน้อย-ซ้ำประชานิยม-หนุนจีดีพีเทียม

คลังแจงมาตรการแจกเงินเกษตรกรผู้มีรายได้น้อย เงินจะเทออกพร้อมกันในวันที่ 1 ธ.ค.เป็นของขวัญปีใหม่คนจน ด้าน ธปท.ชมออกตรงเวลา–ตรงกลุ่มเป้าหมาย เหตุไตรมาส 4 เศรษฐกิจจะโตต่ำสุดในรอบปี ขณะที่เอกชนคาดช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ไม่มาก หวั่นซ้ำรอยประชานิยม–สร้างจีดีพีปลอม

นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวถึงมาตรการเพิ่มรายได้ให้แก่ผู้มีรายได้น้อยในโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งคณะรัฐมนตรีอนุมัติเพิ่มเติมเมื่อวันที่ 22 พ.ย.ที่ผ่านมาจากที่เคยอนุมัติให้เกษตรกรไปแล้วก่อนหน้า ว่ามาตรการดังกล่าวมีเงื่อนไขว่าประชาชนที่ให้ลงทะเบียนจะเป็นผู้ที่มีรายได้น้อยกว่า 100,000 บาทต่อปี ซึ่งมียอดลงทะเบียนทั้งสิ้นประมาณ 8.3 ล้านคน จะได้รับประโยชน์จากมาตรการดังกล่าวทั้งหมด โดยกระทรวงการคลังจะใช้เงินงบประมาณ 10,000 ล้านบาทเพื่อดำเนินโครงการนี้ และจะเริ่มแจกเงินได้ในวันที่ 1 ธ.ค.59 เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้แก่ประชาชน

“หลังจากที่รัฐบาลปิดลงทะเบียนผู้ที่มีรายได้น้อย เมื่อวันที่ 15 ต.ค.ที่ผ่านมา กระทรวงการคลังมีการเสนอให้ ครม.ช่วยเหลือเกษตรกรก่อนเป็นอันดับแรก เพราะในขณะนั้นเกษตรกรมีความเดือดร้อนมากที่สุด โดยเกษตรกรที่มีรายได้ต่ำกว่า 30,000 บาทต่อปีจะได้รับเงินช่วยเหลือ 3,000 บาท และหากมีรายได้เกิน 30,000 บาท แต่ไม่ถึง 100,000 บาท ได้รับเงินช่วยเหลือ 1,500 บาท แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่สามารถเบิกจ่ายเงินดังกล่าวให้ถึงมือเกษตรกรได้ เพราะการตรวจสอบรายชื่อและการยืนยันความถูกต้องยังไม่เสร็จเรียบร้อย”

ต่อจากนั้นในช่วงต้นเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา เมื่อผลการตรวจสอบรายชื่อและการเช็กความถูกเสร็จเรียบร้อย คลังจึงเสนอให้ ครม.พิจารณาเพิ่มความช่วยเหลือคนจนที่ไม่ใช่เกษตรกรในส่วนที่เหลืออีกประมาณ 5 ล้านคน เช่น วินมอเตอร์ไซค์ หาบเห่แผงลอย คนที่ไม่มีงานทำ หรือคนเกษียณ โดยคนกลุ่มนี้จะได้รับเงินช่วยเหลือเท่ากับเกษตรกร กล่าวคือ รายได้ต่ำกว่า 30,000 บาทต่อปีจะได้รับเงิน 3,000 บาท และหากมีรายได้เกิน 30,000 บาท แต่ไม่ถึง 100,000 บาท ได้รับเงินช่วยเหลือ 1,500 บาท

ขณะที่ในช่วงเวลาที่เหลือจนถึงสิ้นปีนี้ กระทรวงการคลังก็พยายามคิดที่จะหาทางกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมตลอดเวลาอยู่แล้ว แต่จะเป็นมาตรการใดยังไม่สามารถบอกได้ เพราะต้องรอผลจากมาตรการเดิมๆที่ออกไปก่อนหน้านี้ว่าเป็นอย่างไรบ้าง เช่น การเพิ่มหักค่าลดหย่อนได้ 2 เท่าจากการลงทุนเครื่องจักร คอมพิวเตอร์และการก่อสร้างโรงงาน การกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการเพิ่มหักค่าลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 15,000 บาท ในโครงการช็อปช่วยชาติ เป็นต้น โดยจะมีการพิจารณาว่าควรต่ออายุโครงการต่างๆเหล่านี้ หรือยุติไปเลย เป็นต้น

ด้านนายดอน นาครทรรพ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายเศรษฐกิจการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวถึงมาตรการดังกล่าวว่า เป็นมาตรการช่วยเหลือที่ออกมาตรงกลุ่มเป้าหมายและอยู่ในจังหวะที่เหมาะสม เพราะผู้มีรายได้น้อยที่ได้ช่วยเหลือเพิ่มเติมในครั้งนี้ และเกษตรกรซึ่งได้ออกมาตรการช่วยเหลือมาแล้วก่อนหน้า เป็นกลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบค่อนข้างมากจากเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวช้า เพราะไตรมาสที่ 4 ของปีนี้นั้นมีแนวโน้มที่จะขยายตัวในอัตราที่ต่ำที่สุดของปีเทียบกับ 3 ไตรมาสที่ผ่านมา

ขณะที่การดำเนินการให้เงินช่วยเหลือดังกล่าวเป็นการให้ครั้งเดียว ซึ่งไม่ทำให้เสียวินัยทาง การเงิน และในทางปฏิบัติการที่ให้ลงทะเบียนไว้แล้ว ทำให้จ่ายออกได้เร็วและตรวจสอบได้ อย่างไรก็ดี เงินที่ออกมาจากมาตรการดังกล่าวไม่แน่ใจว่าจะนำไปสู่การใช้จ่ายในระบบเพิ่มขึ้นมากน้อยแค่ไหน แม้คนกลุ่มนี้จะมีแนวโน้มที่จะใช้จ่ายเงินเป็นสัดส่วนของรายได้มากกว่าคนรวย แต่ช่วงที่ผ่านมา คนกลุ่มนี้มีการก่อหนี้เพิ่มขึ้นพอสมควรในช่วงที่ผลการฟื้นตัวของเศรษฐกิจยังลงไปไม่ถึงพวกเขา ดังนั้น เงินที่ได้จากรัฐบาลส่วนนี้อาจจะต้องตัดไปใช้หนี้ส่วนหนึ่ง

ส่วนภาคเอกชนนั้น นายฉัตรชัย ตวงรัตนพันธ์ ผู้อำนวยการสมาคมผู้ค้าปลีกไทย กล่าวว่า การแจกเงินคนจน 5.4 ล้านคนทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค.59 เป็นต้นไป เพื่อหวังกระตุ้นการใช้จ่ายและกระตุ้นเศรษฐกิจโค้งสุดท้ายปีนี้นั้น ถือว่าดีกว่าไม่ได้ทำอะไรเลย แต่ผลของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจได้น้อยไปหน่อย คือเพิ่มการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ได้ประมาณ 0.5-2% เท่านั้น เพราะการแจกเงิน 3,000 บาทให้กับผู้มีรายได้น้อย 5.4 ล้านคน จะคิดเป็นเงินที่ออกมา 16,200 ล้านบาท ขณะที่มูลค่าตลาดรวมค้าปลีกมีอยู่ 3 ล้านล้านบาท

“จำนวนเงิน 16,200 ล้านบาท ถ้ารัฐทำให้หมุนเวียนอยู่ในระบบได้ 4 รอบ รอบละกว่า 64,800 ล้านบาท เมื่อหารด้วย 3 ล้านล้านบาท เท่ากับช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ 2% แต่ถ้าเม็ดเงินจำนวนดังกล่าวหมุนเวียนอยู่ในระบบได้แค่รอบเดียว ก็ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจเติบโตได้แค่ 0.5% ซึ่งหมวด สินค้าที่ได้รับอานิสงส์กับเม็ดเงินก้อนนี้ คือ สินค้าอุปโภคบริโภค และสินค้าไม่คงทนถาวร แต่อย่างไรก็ตาม ภาพรวมเป็นมาตรการที่เหมาะสม และเป็นการใช้เงินกระตุ้นได้ตรงจุดกับกลุ่มคนที่มีกำลังซื้อน้อยหรือคนจน เพราะจะทำให้อารมณ์การใช้จ่ายดีขึ้น

ด้านนายไพบูลย์ กนกวัฒนาวรรณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า จากมาตรการดังกล่าวที่ออกมา ในส่วนตัวมองว่าการแจกเงินคนจน 1,500-3,000 บาท เพื่อหวังกระตุ้นการใช้จ่ายและกระตุ้นเศรษฐกิจนั้น ไม่มี ประโยชน์ต่อส่วนรวมมากนัก และจะหวังให้เกิดการขยายตัวของเศรษฐกิจยั่งยืนไม่ใช่แน่ๆ เพราะเราจะเห็นเงินจำนวนดังกล่าวเข้ามาในระบบช่วงสั้นๆ แล้วก็หายไป ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวเหมือนเป็นประชานิยมแจกเงิน และเป็นการสร้างตัวเลขจีดีพีปลอมขึ้นมา

“ยอมรับว่าจากมาตรการดังกล่าวภาคค้าปลีกจะได้รับอานิสงส์กับเรื่องนี้ แต่ค้าปลีกมีหลากหลายประเภท ทั้งร้านสะดวกซื้อ ซุปเปอร์สโตร์ ห้างสรรพสินค้า และศูนย์การค้า ซึ่งคนกลุ่มนี้จะใช้จ่ายเงินแค่ร้านสะดวกซื้อและซุปเปอร์สโตร์ซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่เป็นของใช้จำเป็นเท่านั้น เช่น ยาสีฟัน ข้าวสาร แต่เมื่อเงินจำนวนนี้เข้ามาในระบบแต่แป๊บเดียวก็หายไป ขณะที่กรณีการปรับเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ 5-10 บาทนั้น ผมเห็นด้วยมากกว่าการแจกเงินคนจน เพราะจะได้การเพิ่มรายได้ในภาพรวมและช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายระดับหนึ่ง”.

คลังแจงมาตรการแจกเงินเกษตรกรผู้มีรายได้น้อย เงินจะเทออกพร้อมกันในวันที่ 1 ธ.ค.เป็นของขวัญปีใหม่คนจน ด้าน ธปท.ชมออกตรงเวลา–ตรงกลุ่มเป้าหมาย เหตุไตรมาส 4 เศรษฐกิจจะโตต่ำสุดในรอบปี 22 พ.ย. 2559 23:25 22 พ.ย. 2559 23:25 ไทยรัฐ


advertisement