วันศุกร์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ไขต้นตอ แบตระเบิด มือถือไฟลุก ภัยใกล้ที่คนไทยมักถูกเอาเปรียบ

หากคุณเป็นแฟนไอที และชื่นชอบสมาร์ทโฟน ไม่ว่าจะเป็นรุ่น หรือยี่ห้อไหน ก็คงเคยได้ยินข่าวเรื่อง โทรศัพท์มือถือระเบิดมาบ้าง ปัญหาดังกล่าวนับเป็นเรื่องชวนปวดเศียรให้กับบรรดาค่ายที่ผลิต บางรุ่นบึมเป็นว่าเล่น บางรุ่นก็บึมเป็นครั้งคราว แน่นอน...การระเบิดแต่ละครั้ง ย่อมกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคไม่น้อย!

วันนี้ ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ จะนำคุณผู้อ่านมาไขข้อข้องใจถึง การระเบิดของโทรศัพท์มือถือในมือของเราๆ ท่านๆ ว่ามีสาเหตุมาจากอะไร จะเพราะว่าเร่งการผลิตมากไป ขาดการตรวจสอบที่ดี ใช่หรือไม่ แล้วประเทศไทยมีมาตรการป้องกันอย่างไร  เรามาหาคำตอบกัน

ส่องหาสาเหตุ การระเบิดของสมาร์ทโฟน เกิดขึ้นได้อย่างไร?

ทีมข่าวเฉพาะกิจฯ ได้เชื้อเชิญ ดร.กมล เอื้อชินกุล หัวหน้างานรับรองคุณภาพบริภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) มาให้ความรู้ถึงเรื่องนี้ โดย ดร.กมล กล่าวว่า สาเหตุการเกิดไฟไหม้และนำไปสู่การระเบิดเกิดขึ้นได้จาก 2 ปัจจัย คือ เกิดจากพลังงานและเกิดจากความร้อน แต่ในเรื่องของความร้อนปกติไม่ค่อยพบ เนื่องจากมือของคนเราใช้ถือของที่มีความร้อนได้ไม่เกิน 50 องศาเซลเซียส หากเกิน 50 องศาฯ เราก็ไม่สามารถถือสมาร์ทโฟนได้

“ความร้อน 50 องศาฯ กระดาษยังไม่ติดไฟเลย มันจึงยากที่จะทำให้เกิดไฟไหม้หรือระเบิด ถ้าจะทำให้ไฟไหม้ต้อง 60 องศาฯ ขึ้นไป”

เมื่อตัดเรื่องความร้อน จึงเหลือเพียงสาเหตุเดียวคือ “พลังงาน”

สำหรับสมาร์ทโฟนนั้น ชิ้นส่วนที่มีพลังงานมากก็จะอยู่ในส่วนของ “แบตเตอรี่” คีย์สำคัญที่ทำให้เกิดไฟไหม้ เพราะแบตเตอรี่เกิดการลัดวงจรทำให้เกิดกระแสไฟไหลวนสูงไปจนถึงจุดติดไฟ จนทำให้เกิดการลุกไหม้ขึ้นมาบนสมาร์ทโฟนและระเบิดในที่สุด

หัวหน้างานรับรองคุณภาพบริภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ NECTEC เผยต่อว่า “ประกายไฟ” ก็เป็นอีกลักษณะหนึ่งที่พบกันมากในกรณีของการระเบิด ซึ่งเกิดมาจากความร้อนที่สูงจนกระทั่งถึงจุดติดไฟของวัสดุ เช่น ในช่วงระยะเวลาสั้นๆ ถ้ามันมีความร้อนสูงพุ่งไปที่ 200 - 300 องศาฯ ก็จะทำให้เกิดประกายไฟ เหมือนกับลวดเชื่อม เมื่อเรานำตัวนำสองตัวมาแตะกันจะทำให้เกิดประกายไฟหรือการหลอมละลายโลหะได้ โลหะที่หลอมละลายได้อุณหภูมิก็จะสูงมาก จึงจะทำให้ชิ้นส่วนพลาสติก หรืออื่นๆ ลุกไหม้ได้ ซึ่งคล้ายๆ กับเราเชื่อมโลหะ

“การลัดวงจรจะเกิดขึ้นได้ทั้งตอนชาร์จและตอนใช้งาน หากออกแบบไม่ดี วัสดุที่ทำหน้าที่เป็นฉนวนระหว่างขั้วแบตเตอรี่ 2 ขั้วไม่แข็งแรง ทำให้เกิดสนิมหรืออะไรก็แล้วแต่ เมื่อใช้ไปสักระยะหนึ่งมันเกิดการลัดวงจร หรือทับกัน และก่อให้เกิดประกายไฟ และทำให้เกิดความร้อนสูง จนเกิดไฟไหม้ได้ และยิ่งมือถือปัจจุบันค่อนข้างบาง เลยต้องอัดแบตเตอรี่เข้าไปให้มาก เพื่อเพิ่มอายุการใช้งานให้ยาวนานขึ้น จึงทำให้มีความเสี่ยงมาก เพราะเมื่อมีขนาดบางก็ทำให้ขั้วต่อสัมผัสกันได้ง่าย และยิ่งมีพลังงานมากขึ้นก็หมายความว่ากระแสที่มันจะวิ่งได้ก็จะเยอะ ความร้อนก็จะสูง และโอกาสที่โลหะจะหลอมละลายได้นาน และทำให้ติดไฟได้ง่ายขึ้น”

การใช้ 3G หรือ 4G ไม่เกี่ยว จู่ๆ มือถือไฟลุก อาจมาจากฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ หรือ โดนไวรัส 

ส่วนที่สงสัยกันว่า การใช้งาน 3G หรือ 4G จะเป็นสาเหตุให้เกิดระเบิดได้หรือไม่ ในเรื่องนี้ ดร.กมล ยืนยันว่า “ไม่ใช่สาเหตุ” เพราะเวลาใช้งาน CPU ก็อาจจะร้อนขึ้น โดยเฉพาะตัวที่มีกราฟิกเยอะๆ ให้เรานึกถึงคอมพิวเตอร์ ที่ต้องมีฮีตซิงค์ เพื่อระบายความร้อน แต่...เวลาเล่น 3G หรือ 4G นานๆ โทรศัพท์จะไม่ได้ร้อนทั้งเครื่อง แต่จะร้อนแต่ตรงเปลือก ซึ่งยังไม่มีเคสไหนที่ถือแล้วมือพอง แต่ถ้าเป็น กรณีแบตเตอรี่ หากเกิดการลัดวงจร ขดลวดก็จะหลอมละลายขึ้นไปถึง 300 องศาฯ ขึ้นไป ทำให้เกิดไฟไหม้ได้

วางสมาร์ทโฟนทิ้งไว้ ทำไมไฟลุกไหม้? ทีมข่าวฯ ยิงคำถาม ดร.กมล ตอบว่า...คือวางมือถือไว้ไม่ได้ใช้ แต่มือถือก็เหมือนคอมพิวเตอร์ เพราะมันทำงานของมันอยู่ เช่น มีสัญญาณ wifi มีระบบรับข้อความอยู่ ก็ยังมีกระแสใช้งานอยู่ ถ้าเกิดว่าวัสดุหรือโครงสร้างการออกแบบไม่ดี ทำงานไปสักระยะหนึ่งต่อเนื่องนานๆ ก็ทำให้เกิดความร้อน ทำให้ฉนวนมันอ่อนตัวลง ก็ทำให้โลหะของตัวนำมาชิดกันมาขึ้น และเกิดการลัดวงจรและเกิดไฟลุกไหม้ได้

“กรณีลักษณะนี้มีสาเหตุมาจากทั้ง ฮาร์ดแวร์ หรือซอฟต์แวร์ อย่างเช่นในตัวของฮาร์ดแวร์ก็จะเป็นลักษณะของฉนวนไม่ดี ไม่คงทนความร้อน พอโดนความร้อนก็อ่อนตัว ถ้าเป็นซอฟต์แวร์ ปกติถ้าเราไม่ใช้งาน วางเฉยๆ ซอฟต์แวร์จะทำงานในระดับต่ำ แต่ถ้าเกิดซอฟต์แวร์โดนไวรัส หรือซอฟต์แวร์ออกแบบมาไม่ดี ถึงแม้เราจะวางไว้เฉยๆ ระบบก็จะทำงานเต็มที่โดยที่เราไม่รู้ตัว เมื่อดึงกระแสไฟมาทำงานเยอะ ซีพียูมันก็จะร้อน  อุปกรณ์ข้างในมันก็จะร้อน และถ้าไปโดนฉนวนไม่ค่อยดีทำให้อ่อนตัว ก็จะทำให้เกิดการลัดวงจรง่ายขึ้น”

ก่อนหน้านี้มีเคส กรณีโทรศัพท์มือถือหลายๆ ยี่ห้อ ต้องปรับปรุงซอฟต์แวร์ เกี่ยวกับการจัดการแบตเตอรี่ ที่มันปล่อยกระแสไฟทำงานตลอดทั้งที่ไม่มีการใช้งาน บางตัวก็ต้องปรับเพราะว่าใช้พลังงานเยอะเกินไป ถ้าพูดถึงซอฟต์แวร์ตัวอย่างเช่น ถ้ามันมีวิธีคำนวณ เช่น 1+1 เท่ากับ 2 มันก็จบ แต่ถ้าซอฟต์แวร์บางตัวเขียนไม่ดี เช่น 1+1 ได้เท่าไรมันต้องเอา 1 ไปคูณร้อย หารร้อย + พัน ลบพัน คือทำขั้นตอนเกินจำเป็นไปเยอะๆ ก็ทำให้เปลืองพลังงานมาก ก็ทำให้แบตร้อนและเกิดการลุกไหม้ไปจนถึงระเบิดได้เหมือนกัน

กสทช. - ก.อุตสาหกรรม หน้าด่านตรวจความปลอดภัยสมาร์ทโฟน

“ทุกเครื่องเรามีการตรวจสอบอยู่แล้ว เพราะถ้าไม่มีการผ่านมาตรฐานตามที่ กสทช.  กำหนดไว้ ถือว่าผิดกฎหมาย ยังไงก็นำเข้าไม่ได้ ห้ามจำหน่ายเด็ดขาด” นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช. ยืนยันหนักแน่นถึงมาตรการตรวจสอบความปลอดภัย  เพื่อให้ผู้บริโภคมีความมั่นใจก่อนปล่อยวางขาย

นายฐากร กล่าวว่า อุปกรณ์สื่อสารเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยได้ ต้องผ่านการตรวจสอบรับรองมาตรฐานจาก กสทช.ก่อนทุกเครื่อง โดยแบ่งแยกออกเป็น 2 ส่วนคือ ในส่วนตัวเครื่อง กสทช.จะเป็นผู้ดำเนินการตรวจสอบเอง แต่สำหรับแบตเตอรี่ รวมไปถึงสายชาร์จ กระทรวงอุตสาหกรรมจะเป็นผู้ดำเนินการตรวจสอบ

ทุกเครื่องที่ทำการตรวจสอบต้องผ่านมาตรฐาน GSM หรือ Global System for Mobile communication ซึ่งเป็นระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบดิจิตอลระบบหนึ่ง  นิยมใช้กันอย่างกว้างขวางทั่วโลก ในการตรวจสอบเพื่อจดทะเบียนขออนุญาตจำหน่าย จะต้องพิจารณาถึง ย่านความถี่วิทยุ และกำลังส่ง ว่าเป็นไปตามมาตรฐาน GSM หรือไม่

เลขาธิการ กสทช. ย้ำว่า สมาร์ทโฟนทุกเครื่องที่นำเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยจะต้องมีเครื่องหมายแสดงการรับรองมาตรฐานเครื่องโทรคมนาคมและอุปกรณ์ ที่ออกโดยสำนักงาน กสทช. ซึ่งจะระบุหมายเลขการรับรอง เลขปี ค.ศ. ที่รับรอง และรหัสประจำตัวของผู้ประกอบการ เช่น CLASS B NTC ID. AAAAAA-BB-XXXX โดยที่ AAAAAA หมายถึง หมายเลขรับรอง 6 หลัก BB หมายถึง เลขปี ค.ศ. ที่รับรอง ซึ่งจะเป็นเลขสองหลักสุดท้าย และ XXXX หมายถึง รหัสประจำตัวผู้ประกอบการ 4 หลัก ซึ่งเครื่องหมายนี้ ผู้ประกอบการต้องแสดงเครื่องหมายให้เห็นที่ตัวเครื่องโทรคมนาคมและอุปกรณ์ ในลักษณะที่อ่านออกได้

ทั้งนี้ เป็นไปตามมาตรา 6 พ.ร.บ.วิทยุคมนาคม พ.ศ. 2498 กำหนดให้เครื่องโทรศัพท์จะต้องได้รับอนุญาตให้มีการนำเข้าโดยถูกต้องจากสำนักงาน กสทช. และมาตรา 32 พ.ร.บ.ประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544 กำหนดให้เครื่องโทรศัพท์จะต้องผ่านการรับรองมาตรฐานจากสำนักงาน กสทช.ก่อน หากฝ่าฝืนมีโทษปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือจำคุกไม่เกินห้าปี หรือทั้งจำทั้งปรับ

“หากเป็นสินค้าต่างประเทศไม่ต้องการ เราก็ไม่ต้องการเช่นกัน เป็นไม่ได้ที่จะนำเครื่องหลุดสเปก หรือไม่ได้มาตรฐานมาจำหน่ายในประเทศไทย”

อย่างไรก็ตาม นายฐากร ยอมรับว่า ปัจจุบันยังไม่มีการสุ่มตรวจสอบหลังจากการวางจำหน่าย เพราะเราตรวจสอบคุณภาพไว้ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ที่ผ่านมาการระเบิดส่วนใหญ่เกิดจากแบตเตอรี่ ซึ่งไม่ได้อยู่ในอำนาจหน้าที่ของ กสทช. และการระเบิดบางครั้ง เครื่องเราตรวจสอบดี แต่ประชาชนได้ซื้อสายชาร์จที่ไม่ได้มาตรฐานมาใช้ ตรงนี้ถือว่า  “เสี่ยง” เพราะไม่รู้ว่าสายชาร์จที่มาจากประเทศเพื่อนบ้านเรา สมอ.อนุญาต หรือลักลอบนำเข้า

เดินหน้ารื้อระบบ กสทช. ร่วมมือ สมอ. เข้มงวด ตรวจสอบลดความเสี่ยงมือถือระเบิด

เลขาฯ กสทช.กล่าวว่า อย่างกรณีของโทรศัพท์ลาวา ที่มีการระเบิดเกิดขึ้น กสทช.ก็สั่งระงับ และไม่ให้จำหน่ายในประเทศไทยเลย เพราะว่าเครื่องแรกเขาต้องผลิตให้ได้ตามมาตรฐานที่กำหนดไว้ แต่เมื่อมันเกิดเหตุระเบิดขึ้นมา 2-3 ครั้ง ก็ต้องสั่งห้ามจำหน่าย  ส่วนสาเหตุนั้นอาจจะเป็นเพราะเกิดจากการทำงานสองหน่วยงาน รวมทั้งความหละหลวมในการตรวจสอบ เพราะมีบางครั้งก็ใช้การสุ่มตรวจสอบ ไม่ได้ตรวจทั้งหมด

“ที่ผ่านมาแม้จะตรวจสอบอย่างเข้มงวด แต่เพราะการแบ่งการทำงานเป็นสองฝ่าย  ทำให้เกิดความผิดพลาดและพบเห็นการเกิดกรณีดังกล่าวในไทยอยู่บ่อยครั้ง ทาง กสทช.และ สมอ. จึงได้ดำเนินการแก้ไขเรื่องนี้ โดยการประสานงานให้ทั้งสองหน่วยงานทำงานร่วมกัน เพื่อลดข้อผิดพลาดที่จะเกิดขึ้น ซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างดำเนินการ  ตอนนี้กำลังประสานงานอยู่ เพราะว่าเราต้องเซ็น เอ็มโอยู ร่วมกันก่อนว่าจะทำอย่างไร  โดยอาจจะมีการส่งเจ้าหน้าที่จาก สมอ.เข้ามาตรวจสอบร่วมกับ กสทช.” นายฐากร กล่าวทิ้งท้าย

ต้องแก้กฎหมายสร้างความยุติธรรม ไม่ใช่...จ่ายจบ รับเครื่องใหม่ รักษาฟรี

ดร.กมล กล่าวอย่างเจ็บปวดใจว่า นับเป็นเรื่องแปลกมากสำหรับประเทศไทย ที่คิดว่าแค่ได้ค่าเสียหายก็จบ ความผิดทุกอย่างเกิดขึ้นเพราะ เราใช้ไม่เป็น ใช้ผิดวิธี คนต่างชาติที่คิดค้นประดิษฐ์ย่อมถูกเสมอ แต่กลับไม่คำนึงเลยว่า หากเกิดการระเบิดนั้นจะคร่าชีวิตผู้คนหรือคนในครอบครัว โดยที่ เงินทอง โทรศัพท์เครื่องใหม่ หรือ ค่ารักษาพยาบาลก็ไม่สามารถนำชีวิตพวกเขาเหล่านั้นย้อนคืนกลับมาได้

“อีกอย่างหนึ่งคือ ประเทศเรายังอ่อนในเรื่องของข้อกฎหมาย เพราะถ้าเป็นในต่างประเทศ คนอื่นที่ไม่ใช่ผู้เสียหาย แต่เสี่ยงที่จะได้รับความเสียหายเพราะใช้ผลิตภัณฑ์แบรนด์เดียวกัน สามารถฟ้องแทนได้ แต่ในเมืองไทยกลับไม่ได้...

กรณีแบบนี้ถ้าฟ้องในต่างประเทศ อาจจะได้ถึง 20 ล้าน เพราะคนหมู่มากสามารถรวมตัวกันเรียกร้องค่าเสียหายได้ แต่ในเมืองไทยพอฟ้องแทนกันไม่ได้ ทางบริษัทก็มาตกลงกับผู้เสียหาย 2 คน จ่ายค่ารักษา จ่ายเงินชดใช้ มอบเครื่องใหม่ให้ แลกกับการปิดข่าว มันก็ตกลงง่ายกว่า เพราะคุยแค่ 2 คน จ่ายก็จบ”

ดร.กมล ยังทิ้งท้ายฝากให้คิดว่า ถ้าอีกหน่อยคนไทยคิดจะทำแบรนด์เป็นของตัวเอง เรื่องคุณภาพเป็นเรื่องสำคัญ เรื่องการตรวจสอบคุณภาพสินค้าให้มั่นใจก่อนปล่อยวางตลาด เป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะของบริษัทยักษ์ใหญ่ที่เกิดเหตุการณ์โทรศัพท์ระเบิดขึ้นยังโชคดีที่ไม่มีผู้เสียชีวิต แต่เมื่อไรก็ตามที่มีการระเบิดจนมีผู้เสียชีวิต ยิ่งเป็นเด็ก คนชรา หรือผู้หญิง ก็มาถึงจุดจบแบบถาวรของแบรนด์นั้นได้ การที่ออกผลิตภัณฑ์มาเร็ว ก็ได้เปรียบทางการตลาด เพราะคนสนใจ แต่หากพลาดตรงเรื่องคุณภาพ ขาดการตรวจสอบอย่างรอบคอบ ก็อาจจะพินาศได้ อย่างไรก็ดี ตอนนี้ถึงเวลาแล้วหรือยังที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะคืนความยุติธรรมให้ผู้บริโภคอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงแค่เกิดความเสียหายกับใคร ก็จ่ายคนนั้น แล้วคนอื่นๆ ที่ใช้ทุกคนล้วนมีความเสี่ยงเหมือนกัน  ไม่เช่นนั้น ไทยก็จะตกเป็นเครื่องมือรับของด้อยคุณภาพจากต่างชาติมาใช้

นิสัยคนไทยมักพูดว่า “หยวนๆ” แต่หากเรื่องนั้นเกี่ยวข้องกับชีวิต หรือความปลอดภัย  ก็ควรลบคำนี้ออกจากสารบบชีวิตเสียที ที่สำคัญ หน่วยงานที่ดูแลเรื่องนี้ต้องเข้มงวด เอาจริง ออกกฎหมายมาใช้เป็นเครื่องมือมาใช้ป้องกัน เพราะชีวิตคนไทยนั้นก็มีค่าทัดเทียมกับคนทั่วโลก
-------------

ผู้ที่สามารถฟ้องร้องเป็นคดีผู้บริโภคได้
1. ผู้บริโภค หมายถึง ผู้ซื้อหรือผู้ได้รับบริการจากผู้ประกอบธุรกิจ หรือผู้ซึ่งได้รับการเสนอหรือการชักชวนจากผู้ประกอบธุรกิจ เพื่อให้ซื้อสินค้าหรือรับบริการ และหมายความรวมถึงผู้ใช้สินค้าหรือผู้ได้รับบริการจากผู้ประกอบธุรกิจโดยชอบ แม้มิได้เป็นผู้เสียค่าตอบแทนก็ตาม
2. ผู้ประกอบธุรกิจ หมายถึง ผู้ขาย ผู้ผลิตเพื่อขาย ผู้สั่งหรือนำเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อขายหรือผู้ซื้อเพื่อขายต่อซึ่งสินค้า หรือผู้ให้บริการ และหมายความรวมถึงผู้ประกอบกิจการโฆษณาด้วย
3. ผู้เสียหาย หมายถึง ผู้ได้รับความเสียหายที่เกิดจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย ไม่ว่าจะเป็นความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย สุขภาพ อนามัย จิตใจ หรือทรัพย์สิน แต่ไม่รวมถึงความเสียหายต่อตัวสินค้าที่ไม่ปลอดภัยนั้น
---------------

  • สืบเสาะข่าว รับเรื่องราวร้องทุกข์ สามารถส่งเรื่องราวหรือประเด็นปัญหาของท่านมาได้ที่ reporter.thairath@gmail.com หรือช่องทาง Facebook : ทีมข่าวเฉพาะกิจ
หากคุณเป็นแฟนไอที และชื่นชอบสมาร์ทโฟน ไม่ว่าจะเป็นรุ่น หรือยี่ห้อไหน ก็คงเคยได้ยินข่าวเรื่อง โทรศัพท์มือถือระเบิดมาบ้าง ปัญหาดังกล่าวนับเป็นเรื่องชวนปวดเศียรให้กับบรรดาค่ายที่ผลิต บางรุ่นบึมเป็นว่าเล่น บางรุ่นก็บึม... 22 พ.ย. 2559 10:44 26 พ.ย. 2559 05:23 ไทยรัฐ