วันเสาร์ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ตัวเลขจีดีพีสภาพัฒน์ รากหญ้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

ดร.ปรเมธี วิมลศิริ เลขาธิการสภาพัฒน์ แถลงตัวเลขเศรษฐกิจไทยไตรมาส 3 ที่ผ่านมาว่า มีการขยายตัวร้อยละ 3.2 ต่อเนื่องจากไตรมาส 2 ที่ขยายตัวร้อยละ 3.5 แต่เมื่อปรับผลของฤดูกาลออกไปแล้ว เศรษฐกิจไตรมาส 3 ขยายตัวจากไตรมาส 2 เพียงร้อยละ 0.6 เท่านั้น แต่ก็ส่งผลให้เศรษฐกิจไทย 9 เดือนแรกของปี 2559 มีการขยายตัวร้อยละ 3.3 เทียบกับร้อยละ 2.8 ในช่วงเดียวกันของปีก่อนถือว่าดีขึ้น

แม้จะเป็นตัวเลขที่สวนทางกับ “ความรู้สึก” ของประชาชนในช่วงนี้ แต่ผมก็รู้สึกว่าเป็นเรื่องดีที่เศรษฐกิจไทยมีการขยายตัว ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่หดตัว

ดร.ปรเมธี ฟันธงว่า ปี 2559 ทั้งปีเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวร้อยละ 3.2 จากการกลับมาขยายตัวอย่างช้าๆของภาคการส่งออก แนวโน้มการฟื้นตัวและการขยายตัวเร่งขึ้นของการผลิตในภาคการเกษตร การลงทุนภาครัฐ และแรงขับเคลื่อนจากภาคการท่องเที่ยวที่มีแนวโน้มในเกณฑ์ปีนี้ และปีหน้า 2560 คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ร้อยละ 3.0–4.0 โดยมีค่าเฉลี่ยกลางที่ร้อยละ 3.5

ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปีนี้จึงถือได้ว่าไม่แย่นัก เมื่อเทียบกับเศรษฐกิจโลก

แม้จะมีแนวโน้มที่ดี แต่ก็มีปัจจัยเสี่ยงรออยู่ข้างหน้าคือ ความเสี่ยงด้านความผันผวนของระบบเศรษฐกิจและการเงินโลก (หลังจากที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ พร้อมกับนโยบาย America First อเมริกาต้องมาก่อน ส่งผลให้เงินทุนไหลออกจากตลาดหุ้นไทยและตลาดเกิดใหม่ทุกประเทศ) ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจยุโรป และที่สำคัญก็คือ ปัญหาการเงินและฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์ในประเทศจีน

ปัจจัยเสี่ยงสำคัญอีกประการหนึ่งที่ ดร.ปรเมธี และ สภาพัฒน์ ไม่ได้ระบุก็คือ ปัจจัยเสี่ยงสงครามการค้า ระหว่าง สหรัฐฯ กับ จีน ที่จะส่งผลสะเทือนมาถึงไทยด้วย

เรื่องนี้ผมคิดว่านักธุรกิจไทยคงเคยได้ยินแล้ว จาก แถลงการณ์ปิดการประชุมสุดยอดผู้นำเอเปก ที่กรุงลิมา ประเทศเปรู เมื่อวันอาทิตย์ ที่ประกาศต่อต้านการกีดกันทางการค้าทุกรูปแบบ และมาตรการบิดเบือนการค้าที่ทำให้การค้าโลกซบเซา ในขณะที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯคนใหม่ ประกาศไม่เอาข้อตกลงการค้า TPP ของ บารัค โอบามา แต่ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผู้นำจีนกลับประกาศย้ำในเวทีเอเปกถึง ข้อตกลง RCEP 21 ชาติ ที่มีจีนเป็นผู้ริเริ่ม เพื่อหวังดึงสมาชิก TPP 11 ชาติ ยกเว้นสหรัฐฯเข้ามาอยู่ในข้อตกลง RCEP ด้วย

นี่คือปัจจัยเสี่ยงที่ท้าทายฝีมือการทูตและการค้าของ รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา บนเวทีการเมืองและการค้าระหว่างประเทศที่มีผลต่อการค้าส่งออกของไทย

ประเด็นหนึ่งที่ผมจับได้จากการแถลงข่าวของ ดร.ปรเมธี ก็คือ เศรษฐกิจไตรมาส 2–3 ที่ดีขึ้นต่อเนื่อง หนึ่งใน 4 ปัจจัยที่สำคัญก็คือ การฟื้นตัวของการผลิตภาคการเกษตร ที่ผมเห็นชัดก็คือ ข้าวผลิตได้มากขึ้น เพราะมีน้ำจากเทวดาคือฝนตกลงมาช่วย ทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น (แม้จะมีหนี้เพิ่มขึ้นจากราคาที่ตกต่ำก็ตาม) ส่งผลให้ “กำลังซื้อจากภาคการเกษตร” ฟื้นตัว (แม้กำลังซื้อต่อคนน้อย แต่มีคนเยอะกำลังซื้อมหาศาล) ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจจากรากหญ้าสู่ต้นหญ้า และยอดหญ้า ทำให้จีดีพีโตต่อเนื่อง

รัฐบาลจึงไม่ควรปล่อยให้เกษตรกรดิ้นรนช่วยตัวเองไปตามยถากรรมแต่ “รัฐบาล” จะต้องเป็น “ผู้นำเกษตร” ในการเปลี่ยนแปลงทั้งขบวนการ เพื่อให้เกษตรกรทุกกลุ่มมีอนาคตที่ดีขึ้น เศรษฐกิจไทยในภาพรวมจะได้ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการลดพื้นที่ปลูกข้าวไปปลูกพืชชนิดอื่น การเพิ่มผลผลิตด้วยพันธุ์ข้าวที่ดีขึ้น

หน่วยงานที่มีความรู้เรื่องการเกษตรและตลาดดีที่สุด ก็คือ หน่วยงานรัฐ ทั้ง กระทรวงเกษตรฯ และ กระทรวงพาณิชย์ ที่ได้งบประมาณปีละจำนวนมาก

การเกษตรในประเทศที่เจริญก้าวหน้า มี “ภาครัฐ” เป็น “ผู้นำเกษตรกร” ทั้งนั้น ไม่ใช่ให้เกษตรกรไปคิดแก้ปัญหาเอาเองตามยถากรรม มีแต่จะแย่ลงและแย่ลง.

“ลม เปลี่ยนทิศ”

22 พ.ย. 2559 09:19 22 พ.ย. 2559 09:19 ไทยรัฐ