วันจันทร์ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

นโยบาย“ทรัมป์”ประเทศอื่นทีหลัง

“ปานปรีย์” ชี้อาเซียนหันพึ่งพากันเองยั่งยืนกว่า

“ปานปรีย์” อดีตผู้แทนการค้าไทย แนะไทยนำเสนออาเซียนหาแนวทางปรับตัวรับมือนโยบาย “โดนัลด์ ทรัมป์” ว่าที่ผู้นำสหรัฐฯคนใหม่ หันพึ่งพากันเองมากกว่าพึ่งมหาอำนาจ เพื่อสร้างความแข็งแกร่งในภูมิภาค ดันไทยชูนโยบายเศรษฐกิจดิจิทัล ดูดเงินลงทุนต่างประเทศ ตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0

นายปานปรีย์ พหิทธานุกร อดีตผู้แทนการค้าไทย (TTR) เปิดเผยว่า ขณะนี้หลายประเทศทั่วโลกกำลังกังวลกับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประเทศตนเอง และเศรษฐกิจโลก จากนโยบายหาเสียงของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีคนที่ 45 ของสหรัฐอเมริกา โดยประเด็นที่ทั่วโลกกังวลจะมีผลกระทบต่อโลก ได้แก่ นโยบายด้านการค้าการลงทุน ที่นายทรัมป์ประกาศจะทบทวน หรือยกเลิกข้อ ตกลงทางการค้า ทั้งที่ลงนามแล้วและอยู่ระหว่างการเจรจา

“อย่างเช่น ข้อตกลงความตกลงการค้าเสรี อเมริกาเหนือ (North American Free Trade Agreement-NAFTA) ที่มีผลในทางปฏิบัติไปแล้วถึง 22 ปี หรือความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (Trans-Pacific Strategic Economic Partnership Agreement-TPP) ที่สหรัฐอเมริการ่วมเจรจากับประเทศสมาชิกมากกว่า 10 ปีจนใกล้สำเร็จ ขณะนี้รอเพียงกระบวนการทางกฎหมายของแต่ละประเทศเท่านั้น หรือแม้กระทั่งข้อตกลงภายใต้กรอบองค์การการค้าโลก (World Trade Organization-WTO) ก็อาจถูกทบทวนเช่นกัน ทำให้หลายประเทศที่มีข้อตกลงกับสหรัฐอเมริกาไปแล้วและกำลังเจรจาอยู่ ต่างรอความชัดเจน”

นอกจากนี้ มาตรการกีดกันทางการค้าอาจถูกนำมาใช้ในหลายรูปแบบ โดยนโยบายที่นายทรัมป์ประกาศไปแล้วคือ จะตั้งกำแพงภาษีนำเข้าสินค้า ในเบื้องต้น มีเป้าหมายตรงไปที่จีนและเม็กซิโก โดยจะเพิ่มภาษีเป็น 35-45% ซึ่งกรณีนี้อาจเกิดขึ้นกับประเทศอื่นได้เช่นกัน อีกทั้งยังประกาศจัดการกับประเทศจีน เรื่องการแทรกแซงเงินหยวนทันทีที่รับตำแหน่ง เพราะมองว่าการลดค่าเงินหยวนของจีนที่ผ่านมา เป็นการแบ่งความรวยและตำแหน่งงานไปจากสหรัฐอเมริกา

ขณะเดียวกัน นายทรัมป์ยังไม่สนใจเรื่องภาวะโลกร้อน ซึ่งคาดกันว่าจะมีผลกระทบต่อธุรกิจพลังงานสะอาดหรือพลังงานทดแทนที่พัฒนามาไกลแล้ว เพราะนายทรัมป์สนับสนุนให้มีการขุดเจาะน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเพิ่มขึ้น รวมทั้งนำถ่านหินกลับมาใช้เป็นพลังงาน รวมถึงยังประกาศอีกว่า จะทำให้อเมริกากลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง “Make America Great Again” และอเมริกาต้องมาก่อน “America First”

“ผมมองว่า การประกาศทั้ง 2 เรื่องนี้ มีความหมายในตัวที่ชัดเจนว่า จากนี้ไปจะมีนโยบาย “มองเข้าหา”สหรัฐอเมริกามากขึ้น (Inward Looking) ทั้งทางเศรษฐกิจ และการเมืองระหว่างประเทศ แต่ไม่ใช่นโยบายโดดเดี่ยว (Isolationism) ซึ่งผมถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนในเชิงนโยบายครั้งใหญ่สุดกว่า 50 ปีที่ผ่านมา”

ดังนั้น ความเป็นไปได้ที่อาจเกิดขึ้นกับแนว ทางปฏิบัติของนายทรัมป์คือ 1.สหรัฐอเมริกาอาจหวนกลับไปใช้นโยบายผลิตเพื่อทดแทนการนำเข้า (Import-Substitution Policy) ที่เคยใช้มาแล้วตั้งแต่ปี 2503 แต่ต่อมาผลักดันการค้าเสรี โดยสนับสนุนนโยบายการส่งออก ซึ่งทำให้หลายประเทศร่ำรวย มีรายได้เพิ่มขึ้น รวมทั้งญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และจีน แต่นโยบายการส่งออกที่ผ่านมา ทำให้สหรัฐอเมริกาสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน และขาดดุลการค้าสูงอย่างต่อเนื่องมาจนถึงทุกวันนี้

อย่างไรก็ตาม หากจะนำนโยบายผลิตเพื่อทดแทนการนำเข้ามาใช้จริง เท่ากับกลับไปนับหนึ่งกันใหม่ โดยเฉพาะหากต้องใช้แรงงานภายในประเทศ ซึ่งมีอัตราค่าจ้างที่สูงด้วยแล้วยิ่งมองไม่ออกว่าจะทำสำเร็จ และเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจและผู้บริโภคอเมริกันได้อย่างไร

2. รูปแบบความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างประเทศจะเปลี่ยนไปจากเดิม โดยจะเน้นที่ “กำไร-ขาดทุน” เป็นหลัก ส่วนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศทางการเมืองจะเป็นรอง ซึ่งในกรณี “Pivot Asia” (นโยบายด้านต่างประเทศของสหรัฐฯต่อเอเชีย-แปซิฟิก) ของนายบารัค โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐฯคนปัจจุบัน ที่มีเป้าหมายสร้างพันธมิตรที่เป็นกลุ่มการค้า จะถูกลดความสำคัญลงเช่นเดียวกับ TPP แต่จะเกิดข้อตกลงแบบสองฝ่าย หรือทวิภาคี ระหว่างสหรัฐอเมริกาและประเทศคู่ค้า โดยที่การเจรจาการค้าระหว่างประเทศ จากผู้แทนการค้าไทย (TTR) ที่จะแต่งตั้งใหม่ จะเข้มข้นขึ้น

3. สินค้านำเข้าสหรัฐอเมริกาจากประเทศอื่นอาจถูกทบทวน โดยตั้งกำแพงภาษีหรือระบบโควตา โดยเฉพาะกับสินค้าที่สหรัฐอเมริกาผลิตได้เอง หรือจะผลิตต่อไปในอนาคต และ 4. เปิดตลาดการค้ากับประเทศรัสเซียให้กว้างขวางขึ้น โดยสหรัฐอเมริกาอาจผ่อนคลายการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจที่มีต่อรัสเซีย ซึ่งจะทำให้ภูมิศาสตร์ทางการเมืองระหว่างประเทศเปลี่ยนไปจากเดิมมาก

สำหรับไทยควรเตรียมตัวรองรับนโยบายของประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐอเมริกา อย่างไรนั้น นายปานปรีย์กล่าวว่า ณ วันนี้ นโยบายของนายทรัมป์มีความชัดเจนในระดับหนึ่งที่ไทยสามารถเตรียมปรับทิศทางการค้าให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นได้ อย่างไรก็ตาม ผลกระทบทางเศรษฐกิจโดยตรงต่อไทยในชั้นนี้คงมีไม่มาก แต่ในทางอ้อมเกิดขึ้นแน่ๆ เพราะหากคู่ค้าไทย อย่าง จีน ญี่ปุ่น และอาเซียน ได้รับผลกระทบจากนโยบาย ไทยก็ไม่พ้นที่จะถูกกระทบไปด้วย

“ในกรณีของ TPP ที่ไทยไม่ได้ร่วมเข้าเจรจาตั้งแต่แรก ขณะที่การลงทุนจากต่างประเทศบางส่วนได้ตัดสินใจไปลงทุนในกลุ่มประเทศสมาชิก TPP และคงไม่กลับมาไทยแล้ว ท่ามกลางความสับสนกับความเปลี่ยนแปลงครั้งใหม่ ผมมองว่า ไทยควรใช้โอกาสนี้ทำ 2 เรื่อง คือ เป็นผู้นำเสนอต่ออาเซียนในแนวทางปรับตัวรับมือกับนโยบายของนายทรัมป์ เพื่อสร้างความแข็งแกร่งด้านเศรษฐกิจในภูมิภาคให้พึ่งพากันเองได้มากขึ้น ซึ่งไทยอาจชูเศรษฐกิจดิจิทัล เพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศที่เน้นอุตสาหกรรม 4.0”

นายปานปรีย์กล่าวอีกว่า แม้ว่านโยบายของนายทรัมป์จะสร้างความหวั่นไหวไปทั่วโลก เพราะฟังดูจริงจังมาก (Uncompromised) และไม่ว่านายทรัมป์จะทำตามคำพูดทั้งหมด หรือทำแค่บางส่วน ก็ต้องถือว่านโยบายที่ประกาศออกมามีความชัดเจนในระดับหนึ่งแล้ว โดยเฉพาะคำว่า “America First” ซึ่งแปลความกลับด้านว่า “ประเทศอื่นทีหลัง” ดังนั้น ประเทศต่างๆทั่วโลกต้องไม่สับสน ต้องเตรียมปรับนโยบายเศรษฐกิจของตัวเองใหม่ อยู่อย่างพอเพียง อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ช่วยเหลือซึ่งกัน และกันให้มากขึ้น ย่อมเป็นเรื่องที่ยั่งยืนกว่าการหวังพึ่งพามหาอำนาจ.

“ปานปรีย์” อดีตผู้แทนการค้าไทย แนะไทยนำเสนออาเซียนหาแนวทางปรับตัวรับมือนโยบาย “โดนัลด์ ทรัมป์” ว่าที่ผู้นำสหรัฐฯคนใหม่ หันพึ่งพากันเองมากกว่าพึ่งมหาอำนาจ เพื่อสร้างความแข็งแกร่งในภูมิภาค ดันไทยชูนโยบายเศรษฐกิจดิจิทัล... 21 พ.ย. 2559 23:44 22 พ.ย. 2559 00:24 ไทยรัฐ