วันพฤหัสบดีที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

Star Topic : เมื่อดาราเคลียร์ประเด็นฉาว...แต่เจอโซเชียลกระหน่ำดราม่า

กลายเป็นภาพที่เห็นจนชินตา เมื่อคนดังหลากหลายวงการ โดยเฉพาะคนในวงการบันเทิง เจอกระแสข่าวแรงจนกลายเป็นดราม่าบนโลกโซเชียล พอถึงเวลาให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนแล้วกลับต้องเจอกระแสด้านลบลุกลามจนกลายเป็นประเด็นร้อนแรงกว่าเดิม ซึ่งหลายครั้งมักมาจากการตอบคำถามจากคนดังที่บางครั้งไม่ทันได้คิดให้รอบคอบก่อนพูด เพราะบางเรื่องเป็นประเด็นที่เซนซิทีฟ ดังเช่นกรณี “กราบรถกู” ของพิธีกรหนุ่ม น็อต อัครณัฐ อริยฤทธิ์วิกุล ที่กลายเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์ค่อนข้างรุนแรงก่อนหน้านี้ “Star Topic” อังคารนี้ ตามไปถามความคิดเห็นเกี่ยวกับการตอบคำถามของคนดังมาฝากกัน


โก้ ธีรศักดิ์ พันธุจริยา : เรื่องการพูดเราอย่างแรกต้องนึกถึงพ่อแม่เราว่ามันจะเกิดผลกระทบอะไรรึเปล่า อย่างที่สองคือขัดต่อขนบธรรมเนียมประเพณีจารีตวัฒนธรรมไหม

“ต้องบอกว่าในการสัมภาษณ์ดาราหรือคนดังปัจจุบันในความคิดของผมได้หลายแนวนะครับ บางคนชอบแนวตรงๆ แรงๆ กระแส หรือความชัดเจน แต่สุดท้ายผมว่าทุกอย่างถ้าเรายังไม่พูด เราเป็นเจ้านายคำพูด แต่ถ้าเกิดเราพูดไปแล้ว คำพูดเป็นเจ้านายเรา คำนี้เราเคยเรียนตั้งแต่เด็กแล้ว ในเรื่องการพูดเราต้องนึกถึงหลายๆ อย่าง อย่างแรกเลยต้องนึกถึงพ่อแม่เราก่อนนะครับว่ามันจะเกิดผลกระทบอะไรต่อวงศ์ตระกูลหรือครอบครัวรึเปล่า อย่างที่สองคือขัดต่อขนบธรรมเนียมประเพณี จารีต วัฒนธรรมไหม เพราะจริงๆ แล้วการอยู่ในวงการมันยากนะ แล้วสิ่งที่มันอยู่ในโลกโซเชียลหรืออินเทอร์เน็ตมันอยู่กับเราไปอีกนานแสนนาน อีก 10-20 ปี กดคลิกก็ขึ้นว่าเราทำดีหรือไม่ดี มันไม่ได้อยู่กับเราแค่ชั่วโมงนั้นน่ะ มันไม่เหมือนสมัยก่อนที่เป็นข่าวแป๊บเดียว อยู่เงียบๆ แล้วคนก็ลืม แต่มันไม่ลืม จนตายก็ยังไม่ลืม อาจจะเล่าไปถึงรุ่นลูกหลานได้ ดังนั้นต้องปฏิบัติตนให้เป็นคนดีด้วย เพราะเราถือว่าเป็นคนของประชาชน เราก็ได้อะไรจากประชาชนและจากสังคมเยอะ เราก็ต้องเป็นแบบอย่างที่ดีครับ ก็ต้องขอบอกน้องๆ รุ่นใหม่ว่าบางครั้งจะตามแฟชั่นตอบแรงๆ จะได้ดังๆ มันดังแป๊บเดียว แต่จะอยู่ได้นานไหมมันจะยากครับ

ถามว่าเคยเจอข่าวแรงๆ ไหม ไม่ต้องข่าวแรงๆ เลย ข่าวทุกวันนี้พอลงเดี๋ยวก็จะมีข้างล่างเขียนแซวบ้าง ว่าโน่นนี่บ้าง ดีไม่ดีว่าไปเรื่องอื่นเลย แต่เราเฉยๆ เรามีความรู้สึกว่ามันเป็นจริตโมหะ จิตใจของคนล้วนแล้วแต่ต่างพ่อต่างแม่ เราไม่มีสิทธิ์บังคับเขา ตราบใดที่เราคิดว่าเราเป็นคนของประชาชน เราเป็นศิลปินดารา เราต้องยอมรับ เขาจะติอะไรก็ฟังจนชินน่ะ บางคนเดินผ่านก็มาด่าต่อหน้าเราเลยก็มี เดินผ่านมาแล้วพูดว่าโห...อ้วนว่ะ แต่เราก็เข้าใจว่าเออ...เราก็อาจจะอ้วนจริงก็ได้ งั้นไปลดหน่อย บางครั้งเราต้องทำความเข้าใจครับ ไปโกรธคนไม่ได้หรอก จะให้คนรักเราทั้งร้อยก็เป็นไปไม่ได้ แต่เราอย่าทำให้คนเกลียดแล้วกันครับ ผมก็ไม่ถึงตัดขาดโซเชียลอะไร เฉยๆ ครับ เพราะคิดว่าคนรักเราเกิน 90 เปอร์เซ็นต์ก็โอเค จะด่า 10 เปอร์เซ็นต์ก็โอเค พระพุทธองค์ยังบอกเลยว่าพระพุทธรูปอยู่เฉยๆ นิ่งๆ ยังมีคนว่าเลย แล้วเราเป็นมนุษย์ ดังนั้นไม่แปลกเลยครับ เราคิดดีทำดีเราก็ได้ดีแค่นั้นเองครับ”


นุ๊ก สุทธิดา เกษมสันต์ ณ อยุธยา : เวลาเราเล่นโซเชียลมากๆ แล้วเพาะบ่มนิสัยไม่ดีเยอะๆ มันจะกลายเป็นนิสัยส่วนตัวโดยที่เราไม่รู้ตัว ฉะนั้นให้ระวังไว้สำหรับคนเล่นโซเชียลว่าเรากำลังเพาะบ่มอะไรที่ไม่ดีในตัวเรารึเปล่า

“จริงๆ แล้วกระแสโซเชียลสมัยนี้ค่อนข้างแรงอยู่แล้วค่ะ โซเชียลมีทั้งข้อดีและข้อเสียของมัน มันเป็นที่เพาะบ่มนิสัยบางอย่างของคนเหมือนกัน คนเราเดี๋ยวนี้พอเห็นแค่ภาพ 1 ภาพ บางทียังไม่ได้สัมภาษณ์เลย ยังไม่ได้อ่านแคปชั่นก็จะตัดสินแล้ว บางทีเห็นแค่เหตุการณ์เดียวก็ตัดสินแล้ว จะมีคอมเมนต์ขึ้นมาแล้ว ซึ่งจริงๆ มันไม่ใช่แคปชั่นชีวิตทั้งชีวิตของคนคนนึงเนอะ บางทีแค่ภาพเสี้ยววินาทีเดียวหรือเป็นแค่คำพูดในช่วงเวลานั้น ก็เคยถามเพื่อนในวงการ เขาก็จะบอกว่าดารารุ่นใหม่ๆ เขารับมือได้ ไม่ต้องซีเรียสกับเขาค่ะ เพราะว่าเขาชิน เขาเกิดมาในยุคนี้ มันไม่เหมือนยุคของเรา ถ้าเป็นพวกเราจะไม่ชินกับการโดนอะไรอย่างนี้ แต่ดาราในเจเนอเรชั่นนี้เขามีความเข้าใจว่ามันถาโถมแล้วมันก็ผ่านไป แล้วมันจะลงที่คนอื่นวนเวียนเป็นวัฏจักรเรื่อยๆ ค่ะ แต่ว่าเราไม่รู้ลึกๆ ว่าจริงๆ แล้ว ณ นาทีคนที่โดนดราม่าเขาจะรู้สึกยังไงจริงๆ ขนาดเราเองโดนอะไรเล็กๆ ยังรู้สึกว่าเจ็บปวดเหลือเกิน ก็อยากเป็นกำลังใจให้ทุกคนเลยที่โดนดราม่าอยู่ ถ้าเกิดรู้สึกว่าทนไม่ไหวก็อย่าไปใส่ใจหรืออย่าไปอ่านมากค่ะ เพราะชีวิตจริงๆ อยู่ตรงหน้าเรา ยังมีอีกหลายคนที่เขารักเรา

จริงๆ แล้วกระแสพวกนี้บางคนเขาก็พิมพ์แล้วไม่ได้คิดอะไรขนาดนั้น มันผ่านมาแล้วก็ผ่านไป ส่วนน้องๆ ที่เสพสื่อก็อย่างที่บอกว่าสื่อมีทั้งข้อดีและข้อเสีย เวลาที่เรามีอะไรเข้ามาในชีวิตก็ใช้มันเพาะบ่มในเรื่องดีๆ ของเราด้วยค่ะ อะไรที่เป็นนิสัยไม่ดี เวลาเราเล่นโซเชียลมากๆ แล้วเราเพาะบ่มนิสัยไม่ดีมากับตัวเราเยอะๆ มันจะกลายเป็นนิสัยส่วนตัวเราโดยที่เราก็ไม่รู้ตัวค่ะ ฉะนั้นให้ระวังไว้สำหรับคนเล่นโซเชียลเยอะๆ ว่าเรากำลังเพาะบ่มอะไรที่ไม่ดีในตัวเรารึเปล่า ส่วนตัวนุ๊กเองเป็นคนเซนซิทีฟค่ะ ไม่ต้องแรงมากก็สะเทือนแล้วค่ะ ถามว่าต้องระวังไม่ตอบโต้ไหม เป็นคนไม่ตอบโต้อยู่แล้วค่ะ เพราะรู้สึกว่ายิ่งตอบโต้เขาไป เขาโต้กลับมาเราก็เจ็บอีกค่ะ เราก็เลยรู้สึกว่าให้เขาว่าทีเดียวแล้วเจ็บทีเดียวดีกว่า แต่เอาจริงๆ ไม่ค่อยได้เสพสื่อพวกนี้เท่าไร ใช้แต่ข้อดี อะไรที่เป็นข่าวเราอัพเดตเบาๆ หรืออะไรดีๆ เราก็ดู แต่บางทีถ้าเราเผลอไปอ่านอะไรที่ไม่ดีก็พยายามบอกกับตัวเราว่าเป็นบทเรียน ไม่ใช่เราอ่านแล้วอินไปกับเขา คนเรายุคนี้เป็นแบบนี้นะ เราต้องเข้าใจ เราต้องดูคนที่ผิดพลาดไว้เป็นบทเรียน ความคิดในแง่ลบทำร้ายคนอื่นแล้วทำร้ายตัวเขาเองด้วย เราก็ต้องดูและพยายามรักษาใจเราไม่ให้คิดในแง่ลบ อย่างแฟนนุ๊กจะพูดเสมอว่าไม่มีอะไรสำคัญเท่ากับการคิดบวกค่ะ เขาบอกว่าการคิดลบเป็นเรื่องที่น่ากลัวมาก เขาบอกว่าให้เราพยายามขจัดพวกนี้ไปค่ะ”


ดีเจภูมิ ภูมิใจ ตั้งสง่า : หลายคนมีเหตุผลของเขา เขาเติบโตมาโดนสั่งสอนมาไม่เหมือนเรา เราลองเปิดรับฟังดีกว่า จะได้รู้ความจริงในวงการบันเทิง เขาจะได้กล้าพูดเปิดใจกับเรา

“สำหรับตัวผมเองเป็นคนค่อนข้างตรงและแรง เวลาพูดในไอจีบางทีเรียกแฟนคลับมึงกูเลย เพราะสังคมพี่เป็นคนออกกำลังกาย เด็กผู้ชาย รู้สึกเข้าถึงกันดีครับ แต่สังคมเราร้อยพ่อพันแม่ เราไม่รู้ว่าเขาชอบยังไง บางทีหลายคนก็ชอบความปรุงแต่ง ไม่ชอบความจริง ชอบความสวยหรูสร้างภาพ โลกสวย ฉะนั้นการเป็นตัวเราเอง 100 เปอร์เซ็นต์ก็ค่อนข้างยาก เพราะต่างคนก็ต่างความคิด ก่อนหน้านี้ผมคิดยังไงก็ทำยังงั้น แล้วสังคมก็จะพูดเสมอว่าต้องการคนเรียล ไม่ต้องการคนเฟค แต่ไม่ใช่หรอก บางคนก็ยังต้องการการปรุงแต่ง ยังไม่พร้อมสำหรับความจริง สังคมคนวงการบันเทิงผมคิดว่าถ้าคุณใช้โซเชียลมีเดีย มันมีทั้งข้อดีและเสีย คุณได้ข้อดีจากมันเยอะแล้ว แต่คุณก็ต้องเข้าใจว่ามันมีข้อไม่ดีเหมือนกัน ไม่ใช่คุณจะแสวงหาผลประโยชน์จากมันอย่างเดียว ตัวผมก็เคยคิดว่ามันดีเหลือเกิน เพราะในรายการทีวีคนไม่รู้ว่าผมเป็นยังไง เพราะผมทำตามสิ่งที่โปรดิวเซอร์สั่งหรือลูกค้าต้องการ แต่โซเชียลมีเดียคือตัวผม ผมสามารถทำสิ่งที่มันเป็นไลฟ์สไตล์ตัวผม 100 เปอร์เซ็นต์ได้ แต่สุดท้ายมันก็ยังไม่ได้ เพราะผมได้ข้อดีมันแล้ว ผมต้องยอมรับว่ายังมีคนหลายคนต้องการจับผิด คนที่รักเรามีเยอะ แต่คนไม่ชอบเราก็มี ฉะนั้นสุดท้ายตรงที่สุดเท่าที่ทำได้ แต่ต้องระมัดระวังในคำพูดและภาพที่ลง มีสติทุกครั้งครับ

มีนะ บางทีผมเคยรีบลงรูป เขียนอะไรไปโดยไม่รู้ตัวไม่ทันได้คิด ตอนนั้นรถติดไฟแดง ออกมาอีกทีก็เป็นข่าวแล้ว ผมเคยลงข้อคิดเกี่ยวกับการใช้เงิน เอาคำคมฝรั่งมาแปล แต่ตอนนั้นเราก็รีบแปลไปหน่อยแล้วเอาไปลง ก็เจอเขียนข่าวด่าแล้ว ซึ่งจริงๆ ผมเขียนข้อคิดเยอะ แล้วเอาคำคมมาแปลเยอะ แต่เข้าใจว่ามันอาจจะเซนซิทีฟหน่อย อาจจะรีบแปลไปนิดนึงโดยที่เราไม่ได้รอบคอบ ก็โดนเละเหมือนกันตอนนั้น ถามว่ามีวิธีรับมือยังไง ตอนหลังๆ ก็ปล่อยวางครับ ก่อนหน้านี้พอใครไม่เห็นด้วยเราก็จะน้อยใจแล้วไปไฟต์ว่าเราไม่ผิดและอธิบาย แต่คุณจะอธิบายให้คนที่เข้ามาว่า 2-3 พันคอมเมนต์ เขาก็อ่านจากข้อเขียนในเว็บไซต์นึง แล้วคนเราอยากเห็นในสิ่งที่อยากเห็น และอยากเข้าใจในสิ่งที่อยากเข้าใจครับ ก็ไม่ต้องอธิบายครับ สมัยก่อนผมตอบโต้ ตอนนี้ผมก็เงียบแล้ว แต่ในอนาคตถ้าผมฉลาดกว่านี้และมีศีลมากกว่านี้ ผมก็อาจจะขอโทษก็ได้ ผมให้ในสิ่งที่ต้องการ ผมรู้ว่าคุณต้องการอะไร การที่ผมออกมาขอโทษคือคุณเอาชนะผมแล้ว ผมยอมแพ้ก็ได้ ทุกอย่างจะได้สงบ คุณก็แฮปปี้ ผมไม่ต้องมาเดือดร้อนกลุ้มใจ พ่อแม่ก็ไม่ต้องมากลุ้มอีกเพราะคนโทรมาด่าที่บ้าน ที่บริษัท ยอดขายตก เพราะก่อนหน้านี้ภาพลักษณ์เราโอเค แต่พอเป็นข่าวเขาก็ไม่กล้าถ่ายรูปกับเราแล้วเพราะเดี๋ยวกลายเป็นกระแสว่าไปอุดหนุนคนเลวๆ ทำไม

ถามว่าอยากฝากอะไรถึงคนในวงการเวลาสัมภาษณ์ ผมเองก็ยังสัมภาษณ์ไม่ค่อยเก่งนะ ฉะนั้นเรื่องข้อคิดไม่ต้องทำตามผมหรอก แต่สุดท้ายคือคิดดีๆ มีสติ แต่ตัวผมอยากเชียร์ให้คุณตอบจากความรู้สึก ผมขอให้ข้อคิดกับคนในสังคมดีกว่าว่า เราอาจต้องเปิดใจว่าหลายคนมีเหตุผลของเขา ซึ่งเราไม่มีวันรู้หรอกว่าเหตุผลเหล่านั้นคืออะไร เขาเติบโตมาไม่เหมือนเรา โดนสั่งสอนมาไม่เหมือนเรา แต่เราลองเปิดรับฟังดีกว่า จะได้รู้ความจริงในวงการบันเทิง เขาจะได้กล้าพูดเปิดใจกับเรา เราก็จะได้สนิทสนมกับคนในวงการบันเทิงที่เราชื่นชมจริงๆ แทนที่จะเจอแต่คนสร้างภาพ ทุกวันนี้สังคมเราก็เต็มไปด้วยคนสร้างภาพแล้ว ก็ฝากถึงคนเสพสื่อว่าถึงสิ่งที่เราพูดฟังดูแล้วอาจตงิดใจ แต่ลองเปิดใจรับฟังและยอมรับในความคิดแตกต่างครับ”


กัน นภัทร อินทร์ใจเอื้อ : เราเจอข่าวหรือได้ยินเรื่องอะไรมาและบอกปากต่อปาก บางทีอาจจะไม่ถูกต้องทุกคำพูดเสมอไป แต่มีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย ก็ทำให้ข้อความเปลี่ยนแปลงไปได้

“ทุกวันนี้โลกเรามันรวดเร็วมากในเรื่องโซเชียลต่างๆ เราเจอข่าวหรือได้ยินเรื่องอะไรมา และมีการบอกปากต่อปากด้วยความรวดเร็ว บางทีอาจจะไม่ถูกต้องทุกคำพูดเสมอไป แต่มีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย ก็ทำให้ข้อความเปลี่ยนแปลงไปได้ แต่ว่าในการตอบคำถามของศิลปินหลายๆ คนบางทีด้วยคำพูดเล็กน้อยอาจจะมีผลในการฟังของคนไทย เพราะคนไทยค่อนข้างเซนซิทีฟเรื่องคำพูด มารยาท ความเป็นคนนอบน้อมถ่อมตน ผมคิดว่าถ้าเราคิดดี ทำดี พูดดี สิ่งนี้ผมยึดถือมาตลอดเพราะพ่อผมสอนมาตลอด ถ้าเราจริงใจ เราคิดดี ทำดี พูดดี ผมว่ายังไงคนก็รัก คนที่ฟังเราตอบคำถามก็รักอยู่แล้ว ฉะนั้นอยากให้ทุกคนมีสติในการใช้ชีวิต จริงๆ มันเริ่มตั้งแต่การใช้ชีวิตของเรา ถ้าเราใช้ชีวิตดีหรือเราปฏิบัติตัวดี เราไม่จำเป็นต้องโกหกใคร เราก็ตอบในสิ่งที่เราเป็นเราทำมา ผมคิดว่าคนดูรู้ว่าเราทำอะไรจริงหรือไม่จริง

ถามว่าเคยเจอข่าวแรงๆ แล้วพอเราตอบไปและมีกระแสกลับมาในทางที่ไม่ดีไหม จริงๆ ของผมไม่ค่อยมีเลยครับ แต่แรกๆ ผมเข้าใจเลยว่าวงการนี้หนักเหมือนกันนะ เพราะเราไม่มีประสบการณ์ในการตอบคำถาม ตอนผมประกวดเดอะสตาร์ใหม่ๆ แล้วได้เป็นแชมป์ พอเราได้มีโอกาสเจอพี่ๆ สื่อมวลชนหลายคนที่มาสัมภาษณ์เราเยอะๆ แล้วโห...ตื่นเต้นมาก เราจะตอบยังไง จะพูดรู้เรื่องไหม บางทีถ้าเกิดว่าเราคิดไม่ทันหรือว่าตื่นเต้นกับสิ่งที่เขาถาม บางทีเราอาจจะตอบคำตอบที่เราไม่ได้คิดไว้ตั้งแต่แรก เราอาจสติหลุดแล้วพูดในสิ่งที่เรารู้สึกว่าพูดไปได้ไง จนบางทีเราเสียใจทีหลัง ก็อยากให้คนที่ฟังหรือใครก็ตามที่เสพข่าวต่างๆ ได้ดูว่าเจตนารมณ์ของคนที่ตอบจริงๆ เขาต้องการคิดแบบนั้นรึเปล่า หรือเขาตอบด้วยความตื่นเต้นหรือไม่พร้อมในการตอบรึเปล่า อยากให้ทุกคนเห็นใจด้วย กับเรื่องดาราบางคนที่ตอบคำถามแรงๆ ส่วนหนึ่งเราคิดว่าเขามั่นใจในสิ่งที่เขาทำ คิดว่าไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน แต่ในทางนึงที่ผมรู้สึกว่ามันจะเป็นแบบอย่างให้กับเด็กรุ่นใหม่ที่โตขึ้นมา คือเรื่องการใช้คำพูดต่างๆ บางทีเขาอาจจะ เฮ้ย พี่คนนี้เราชื่นชอบจังเลย แต่พอเจอเขาตอบคำถามทำไมเขาตอบด้วยคำพูดหรืออารมณ์แรงๆ จังเลย ผมอยากให้ใช้คำพูดเดิมนั่นแหละ แต่ว่าอาจจะเป็นความรู้สึกที่อ่อนน้อมกว่าเดิมนิดนึงครับ ก็ทำให้คำพูดที่มันดูแรงมันดูซอฟต์ลงก็ได้ครับ”


แก้ม วิชญาณี เปียกลิ่น : เราไม่ตัดสินว่าเขาทำถูกหรือทำผิด เพราะเราไม่รู้เรื่องทั้งหมด แต่ถ้าสุดท้ายแล้วเรื่องออกมาว่าเขาไม่ผิดจริง นั่นคือสิ่งที่เขาต้องปกป้องตัวเอง

“ถ้าเลี่ยงได้แก้มเลี่ยงค่ะ ไม่อยากทำอะไรที่มันไม่ดีอยู่แล้ว เราทำตัวเราให้ดีที่สุด แต่ถ้าสุดท้ายมันเกิดอุบัติเหตุขึ้นจริงๆ เราก็ต้องยอมรับถ้าเราทำผิดจริง แต่ถ้าเราไม่ผิด เราจะไม่โพล่งพล่างออกไป เราจะปรึกษาผู้ใหญ่ก่อน แก้มเป็นคนคิดหลายตลบ ฉะนั้นต้องมีสติตลอดเวลา ส่วนใหญ่เลยคือแก้มจะไม่ให้มันเกิดขึ้น แต่ถ้ามันเกิดขึ้นแล้วก็ต้องปรึกษาผู้ใหญ่ กับเรื่องข่าวแรงๆ กระแสดราม่าในโซเชียลแรงๆ แก้มว่าอยู่ที่ตัวเราแหละ อยู่ที่ตัวของคนตอบแล้วว่าต้องการอะไร ต้องการอะไรในที่นี้คือเราอยากให้มันจบไหม แต่เราไม่รู้ว่าเขาโดนอะไรบ้าง เพราะฉะนั้นเราไม่ตัดสินว่าเขาทำถูกหรือทำผิดเพราะเราไม่รู้เรื่องทั้งหมด แต่ถ้าสุดท้ายแล้วเรื่องออกมาว่าเป็นอย่างนั้นอย่างนี้แล้วเขาไม่ผิดจริง นั่นคือสิ่งที่เขาต้องปกป้องตัวเอง แต่ว่าก็ต้องควบคุมสติให้ดีที่สุด นั่นคือสิ่งที่สำคัญที่สุด

ถามว่าเคยเจอข่าวแรงๆ ไหม ไม่ค่อยค่ะ ถ้ามีมากที่สุดก็คือเรื่องทำศัลยกรรม ซึ่งหนูไม่ได้ทำจริงๆ หนูแต่งหน้าแล้วมันโอเค ก็ขอเป็นกำลังใจให้แล้วกัน ตอนนี้อยากให้ทุกคนควบคุมสติให้มากที่สุดเพราะว่ามันเป็นสิ่งสำคัญจริงๆ นะคะ ทุกคนมีอารมณ์หมด มีความโกรธได้ ทุกคนเป็นมนุษย์ เพราะฉะนั้นมันธรรมดามากที่เราจะรู้สึกโกรธหรือรู้สึกไม่ดีก็ตาม แต่เราอยู่ตรงนี้คือเป็นคนของประชาชน ทุกคนเห็นเราหมด คนทั่วไปทำผิดก็ไม่โกรธเท่าเราทำผิดนะ เพราะเขาเห็นเราเป็นตัวอย่าง เขาเห็นเราอยู่ในทีวี แสดงว่าคุณต้องทำสิ่งดีๆ ให้กับสังคม ในเมื่อเราอยู่ตรงนี้แล้ว เรามีโอกาสดีๆ อย่างนี้ ฉะนั้นเราทำให้ดีที่สุดดีกว่าค่ะ เป็นกำลังใจให้ทุกคนค่ะ”.

กลายเป็นภาพที่เห็นจนชินตา เมื่อคนดังในวงการบันเทิงเจอกระแสข่าวแรง และให้สัมภาษณ์ไปโดยไม่ทันคิดให้รอบคอบ ทำให้ต้องเจอกระแสด้านลบลุกลามจนเป็นประเด็นร้อนแรงกว่าเดิม “Star Topic” อังคารนี้ตามไปถามความคิดเห็นจากคนดังมาฝากกัน 21 พ.ย. 2559 02:55 21 พ.ย. 2559 12:21 ไทยรัฐ