วันจันทร์ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เศรษฐศาสตร์ "ต้นแบบ" ในรัชกาลที่9 พระอัจฉริยภาพเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน!

เพื่อร่วมเฉลิมพระเกียรติและแสดงความอาลัยแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดช 9 นักเศรษฐศาสตร์จาก “สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์” ได้นำเสนอบทความ “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 กับเศรษฐศาสตร์”

“ทีมเศรษฐกิจ” เห็นว่าเนื้อหาที่ทั้ง 9 นักเศรษฐศาสตร์นำเสนอนั้นสะท้อนให้เห็นถึงการตกผลึกแห่งพระปรีชาสามารถของในหลวง รัชกาลที่ 9 จึงขอคัดลอกเนื้อหาบางส่วนของ “บทความ” ดังกล่าวเพื่อนำเสนอดังนี้...

ในหลวงรัชกาลที่ 9 กับเศรษฐศาสตร์
ปิติ ดิษยทัต ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์

พระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ในวิชาเศรษฐศาสตร์สามารถเห็นได้ทั้ง 3 องค์ประกอบ ด้านแรก การจัดสรรทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ พระองค์ท่านได้ทรงเป็นแบบอย่างในการนำความรู้และประสบการณ์ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาประยุกต์เข้ากับนวัตกรรมด้านการบริหารจัดการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต โดยใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด เช่น การบริหารจัดการน้ำหรือเกษตรทฤษฎีใหม่

ด้านที่สอง พระองค์ทรงนิยามอรรถประโยชน์ในความหมายกว้างว่า เป็นการยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชนทั้งด้านวัตถุ สังคม และสิ่งแวดล้อม ทรงมีสายพระเนตรยาวไกลว่า การพัฒนาที่สมบูรณ์ต้องไม่เพียงมุ่งเน้นแต่การสร้างรายได้ แต่ต้องคำนึงให้ “ชีวิตของแต่ละคน มีความปลอดภัย มีความเจริญ มีความสุข”

ระบบแรงจูงใจนั้น พระองค์ทรงประยุกต์หลักปรัชญาของพระพุทธศาสนาวางกรอบการปฏิบัติที่ยึดทางสายกลาง เน้นความเอื้ออารี สามัคคี การมีส่วนร่วม เพื่อสร้างความหมายและความสุขที่แท้จริงของผู้คนบนพื้นฐานความพอดี และรู้จักควบคุมตนเอง สร้างความเข้มแข็งของชุมชน ...ดังพระราชดำรัสเมื่อปี พ.ศ.2538 ว่า “สังคมใดก็ตาม ถ้ามีความเอื้อเฟื้อเกื้อกูลกัน ด้วยความมุ่งดีมุ่งเจริญต่อกัน สังคมนั้นย่อมเต็มไปด้วยไมตรีจิตมิตรภาพ มีความร่มเย็นเป็นสุข น่าอยู่”

เป็นความมหัศจรรย์และความยิ่งใหญ่ในวิชาเศรษฐศาสตร์ที่จะถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์โลกและเป็นแรงบันดาลใจแก่ปวงชนชาวไทยตลอดไป

ศาสตร์พระราชากับการแก้ปัญหาความยากจน
สมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง ทีดีอาร์ไอ

“ศาสตร์พระราชา” คือ แนวทางการพัฒนาที่มีความลุ่มลึกรอบด้านมองการณ์ไกล และเน้นความยั่งยืนมายาวนานก่อนที่ประชาคมโลกจะมาตื่นตัว เป็นแนวทางการพัฒนาที่มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยทุกหมู่เหล่า

ความโดดเด่นของศาสตร์พระราชา คือ แนวปฏิบัติที่มีกระบวนการที่มีเอกลักษณ์คำนึงถึงบริบททางภูมิศาสตร์ เศรษฐกิจ และสังคมของแต่ละพื้นที่ แก้ปัญหาแบบองค์รวม ให้ความสำคัญกับความรู้สึกเป็นเจ้าของโครงการของคนในพื้นที่ ตามหลักการทรงงานข้อที่ว่าการพัฒนาต้อง “ระเบิดจากภายใน”

ตัวอย่างเรื่องเอกลักษณ์การทำงานตามแนวศาสตร์พระราชา คือ การแบ่งเป้าหมายเป็น 3 ขั้นตอน ได้แก่ เพื่ออยู่รอด (Survival) พึ่งตนเอง (Self-reliance) และยั่งยืน (Sustainable) ดังผู้ที่ได้ตามเสด็จพระราชดำเนินเล่าว่าพระองค์ท่านมักตรัสถามชาวบ้านว่า “พอมีพอกิน” หรือไม่ แสดงว่าพระองค์ท่านทรงมีลำดับขั้นการพัฒนาที่ชัดเจน และยังหมายถึงการเอาใจใส่ต่อคนจนที่สุด (Poorest of the poor) ซึ่งมักถูกละเลยโดยภาครัฐและกลไกตลาด

อีกความโดดเด่นของศาสตร์พระราชาคือ การค้นคว้าวิทยาการเพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ เป็นสิ่งที่นักพัฒนายุคหลังเห็นตรงกันว่าคือองค์ประกอบที่สำคัญของการพัฒนาอย่างยั่งยืน

กษัตริย์แห่งนวัตกรรม
โสมรัศมิ์ จันทรัตน์ หัวหน้ากลุ่มงานวิจัย สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์

“...การเกษตรนี่มีความสำคัญยิ่ง ถ้าไม่มีการเกษตรก็เกือบจะพูดได้ว่าเราจะต้องตายกันหมด เพราะจะไปอาศัยอาหารวิทยาศาสตร์ก็รู้สึกว่าลำบากอยู่และกินไม่ลง...การเกษตรนั้นไม่ใช่เฉพาะการเอาเมล็ดผักไปหยอดในร่องแล้วมันจะขึ้นมาเป็นผลผลิตที่เหมาะสมได้ หากแต่ต้องอาศัยวิชาการอย่างอื่นทุกด้าน...”

พระบรมราโชวาทข้างต้นสะท้อนถึงการบูรณาการหลักเศรษฐศาสตร์กับศาสตร์อื่นๆที่ทรงศึกษา ทรงทดลอง และทรงเข้าพระราชหฤทัย ถึงการพัฒนาการเกษตร ซึ่งเป็นรากฐานการพัฒนาครัวเรือน ชุมชน สิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

ตลอดระยะเวลา 70 ปีที่ทรงครองราชย์ พระองค์ทรงพลิกฟื้นพื้นที่เกษตรหลายล้านไร่ทั่วประเทศให้อุดมสมบูรณ์และยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรไทยกว่า 1 ใน 5 ให้กินดีอยู่ดี และพร้อมที่จะแข่งขันในระบบตลาดได้ ผ่านโครงการในพระราชดำริกว่า 4,000 โครงการและนวัตกรรมที่จดสิทธิบัตรในพระปรมาภิไธยกว่า 10 ชิ้น พระบรมราโชวาทและผลการศึกษาของพระองค์ท่านได้สร้างหลักคิดและแนวปฏิบัติที่สำคัญในการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน

คงจะดีไม่น้อยหากทุกภาคส่วนน้อมนำปรัชญาและแนวปฏิบัติของพระองค์ไปทบทวนวางนโยบาย และการพัฒนาการเกษตรไทย เพื่อการพัฒนาการเกษตรและชุมชนไทยอย่างยั่งยืนสมดังพระราชปณิธาน

การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์
ดิลกะ ลัทธพิพัฒน์ นักเศรษฐศาสตร์ ประจำธนาคารโลกสำนักงานประเทศไทย

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงตระหนักถึงความสำคัญของการพัฒนาทรัพยากรบุคคลเพื่อให้ประชาชนมีทักษะ สามารถพึ่งพาตนเอง และจัดการปัญหาของส่วนรวมได้ ดังจะเห็นได้จากพระราชกรณียกิจด้านการพัฒนาการศึกษา ทรงส่งเสริมและสนับสนุนการศึกษาทุกระดับทุกประเภท มีตัวอย่างมากมาย

โครงการในพระราชดำริ ยังสร้างสรรค์นวัตกรรมและองค์ความรู้เพื่อถ่ายทอดให้พสกนิกรนำไปใช้ประกอบอาชีพได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน ซึ่งเป็นองค์ความรู้ที่มีความจำเป็นอย่างมากในการพัฒนาประเทศในระยะแรก อาทิ โครงการฟาร์มตัวอย่าง และศูนย์วิจัยและพัฒนาประมง เป็นศูนย์การเรียนรู้ให้แก่เกษตรกรได้นำเอาองค์ความรู้ไปปรับใช้กับสภาพปัญหาในพื้นที่ของตนเองได้

ในช่วงสี่ทศวรรษที่ผ่านมาความเป็นอยู่ของประชาชนไทยดีขึ้นมาก ประเทศไทยได้พัฒนาจากประเทศรายได้ต่ำไปเป็นประเทศที่มีระดับรายได้ปานกลางค่อนข้างสูง เด็กเกือบทุกคนเข้าเรียนในระดับประถมศึกษา แต่ภายใต้ระบบเศรษฐกิจที่มีความสลับซับซ้อนมากขึ้น การขยายโอกาสทางการศึกษาเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะยกระดับไปสู่ประเทศที่มีรายได้สูงได้ จำเป็นต้องพัฒนาคุณภาพการศึกษาควบคู่ไปกับการพัฒนาด้านงานวิจัยและพัฒนา (R&D) ให้แรงงานไทยมีศักยภาพสร้างนวัตกรรม มีทักษะใช้และรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากต่างประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ

รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาในอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ ดังที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ได้ทรงปฏิบัติไว้เป็นแบบอย่าง

ในหลวงกับวิสาหกิจเพื่อสังคม
ภาวิน ศิริประภานุกูล อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

แนวคิดในการพัฒนาเศรษฐกิจของพระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งสะท้อนผ่านกระแสพระราชดำรัสและพระราชกรณียกิจนานัปการ ตั้งอยู่บนหลักการพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง โดยการพัฒนามุ่งหวังการเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้างที่คงทน ที่จะทำให้ประชาชนสามารถยืนหยัดอยู่บนลำแข้งของตนเองในระยะยาว

หน่วยธุรกิจในลักษณะวิสาหกิจเพื่อสังคมถูกนำมาใช้เป็นองค์ ประกอบสำคัญสนับสนุนการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยคนไทยสามารถเรียนรู้จากประสบการณ์ของวิสาหกิจเพื่อสังคมของพระองค์เพื่อนำมาใช้เป็นแบบ อย่าง อย่างบริษัท ดอยคำผลิตภัณฑ์อาหาร จำกัด ซึ่งจัดตั้งขึ้นในปี 2537 มีจุดเริ่มต้นที่เกี่ยวพันกับพระราชกรณียกิจในช่วงปี พ.ศ.2512 ที่ทรงต้องการแก้ปัญหาการปลูกฝิ่นในพื้นที่ทางภาคเหนือของประเทศ จึงมีพระราชดำริส่งเสริมให้ชาวเขาปลูกพืชชนิดอื่นทดแทนการปลูกฝิ่น อาทิ ท้อ ลิ้นจี่ แอปเปิ้ล มันฝรั่ง เป็นต้น

การดำเนินการของโครงการหลวงสามารถเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้คนให้หันมาปลูกพืชทดแทนได้ แต่ก็เกิดปัญหาในการจัดหาตลาดเพื่อรองรับผลผลิตดังกล่าว พระองค์จึงมีพระราชดำริให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปแก้ไขจนนำมาซึ่งการจัดตั้งบริษัทดอยคำผลิตภัณฑ์อาหาร จำกัด ดำเนินการด้านการตลาดให้กับผลผลิตทางการเกษตรในโครงการหลวงอย่างครบวงจร โดยมิได้มุ่งหวังผลกำไร

อาจกล่าวได้ว่าการจัดตั้งบริษัทเป็นเสมือนการเติมเต็มในสิ่งที่ขาดให้กับโครงการพัฒนา ซึ่งจะส่งผลให้โครงการดังกล่าวสามารถอยู่รอดและเติบโตได้ด้วยตนเองอย่างยั่งยืนในทุกองค์ประกอบ

ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงกับนโยบายการคลัง
อธิภัทร มุทิตาเจริญ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

แนวพระราชดำริปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง...เพื่อให้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขบนหลักความพอประมาณ มีเหตุผล มีภูมิคุ้มกัน ถือเป็นบทเรียนสำหรับการดำเนินนโยบายการคลังได้อย่างดียิ่ง สอนให้ผู้บริหารประเทศตั้งอยู่บนความพอดี ไม่มองโลกในแง่ดีจนเกินไป ใช้ความสมเหตุสมผลในการดำเนินโครงการสาธารณะ เช่น ควรมีการศึกษาความเป็นไปได้ (Feasibility study) อย่างรอบคอบ บนความเป็นจริงและเปิดเผยให้สาธารณชนตรวจสอบได้

ดั่งพระราชดำรัสในปี พ.ศ.2540 “จะทำโครงการอะไร ก็ต้องนึกถึงขนาดที่เหมาะสมที่เรียกว่าอัตภาพ หรือกับสิ่งแวดล้อม ฉะนั้นการที่จะทำโครงการอะไรจะต้องทำด้วยความรอบคอบและอย่าตาโตเกินไป”

“มีเหตุผล” คือ คิดไตร่ตรองผลกระทบอย่างรอบด้าน สำคัญยิ่งสำหรับการออกแบบมาตรการการคลังเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ ชี้ว่า เราไม่ควรจะมุ่งหวังแค่เพียงผลลัพธ์ในรูปตัวเลขการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) แต่ควรที่จะคำนึงถึงผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชนอย่างแท้จริง ดั่งพระราชดำรัสในปี พ.ศ.2536 “ทฤษฎีว่าถ้ามีเงินเท่านั้นๆ มีการกู้เท่านั้นๆ หมายความว่าเศรษฐกิจก้าวหน้า แล้วประเทศก็เจริญมีหวังว่าจะเป็นมหาอำนาจ ขอโทษเลยต้องเตือนเขาว่าจริง ตัวเลขดี แต่ถ้าเราไม่ระมัดระวังในความต้องการพื้นฐานของประชาชนนั้นไม่มีทาง”

“มีภูมิคุ้มกัน” คือ สร้างเศรษฐกิจไทยให้แข็งแกร่งจากภายใน ลดความอ่อนไหวต่อปัจจัยทั้งในและนอกประเทศ พระองค์ท่านทรงสอนให้คนไทยสร้างรากฐานการดำรงชีวิต ซึ่งต้องอาศัยภูมิคุ้มกันที่แข็งแกร่งในบริบทการคลัง ภูมิคุ้มกันหนึ่งที่สำคัญคือการมีพื้นที่ทางการคลัง (Fiscal Space) มากพอที่จะรองรับสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นได้โดยไม่คาดฝัน เช่น การรักษาระดับหนี้สาธารณะไว้ไม่ให้สูงเกินไป ดั่งพระราชดำรัสในปี พ.ศ.2541 “เศรษฐกิจพอเพียง สอนให้เราไม่โลภจนเป็นการผลาญตัวเอง แต่เป็นเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนและมีภูมิคุ้มกัน”.

ในหลวงกับแนวคิดด้านเศรษฐกิจมหภาค
พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการบริษัทหลักทรัพย์ภัทร

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงเป็นนักเศรษฐศาสตร์ที่สามารถประยุกต์เอาหลักวิชาการมาปรับใช้กับสภาพแวดล้อมได้อย่างดียิ่ง ทรงแสดงให้เห็นถึงความเชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจมหภาค พระราชทานแนวความคิดเพื่อเป็นหลักการดำเนินชีวิตของประชาชน โดยมุ่งให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน

ตัวอย่างเช่น ในช่วงที่ประเทศไทยเผชิญกับวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจในช่วงปี พ.ศ.2540 มีพระราชดำรัสเกี่ยวกับวิกฤติเศรษฐกิจและแนวทางการแก้ไขในหลายโอกาส พระองค์ทรงวิเคราะห์สาเหตุของวิกฤติเศรษฐกิจผ่านเรื่องเล่าสนุกๆ 7 เรื่อง สรุปได้ว่าสาเหตุสำคัญของวิกฤติเศรษฐกิจคือ 1.ความฟุ้งเฟ้อ การใช้จ่ายเกินตัว 2.การสร้างหนี้ไปใช้ในสิ่งที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์และไม่เกิดรายได้ 3.การลงทุนเกินขนาดที่เหมาะสม 4.การขาดการบริหารความเสี่ยง การวิเคราะห์ของพระองค์ท่านมิได้ต่างไปจากการวิเคราะห์ของผู้เชี่ยวชาญในปัจจุบัน ที่มองว่าสาเหตุสำคัญของวิกฤติเศรษฐกิจทั่วโลก

นอกจากนี้ พระองค์ท่านยังได้พระราชทานแนวคิดเรื่องหลักเศรษฐกิจพอเพียง เป็นแนวทางในการป้องกันและแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งมีหลักคิดสำคัญคือ ‘ความพอดี ความมีเหตุผล มีภูมิคุ้มกัน’ และคำนึงถึงการบริหารความเสี่ยง เป็นหลักที่มุ่งเน้นให้เกิดการพัฒนาทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน ดังพระราชดำรัสที่ว่า

“เศรษฐกิจพอเพียงเป็นเสมือนรากฐานของชีวิต รากฐานความมั่นคงของแผ่นดินเปรียบเสมือนเสาเข็มที่ถูกตอกรองรับบ้านเรือนตัวอาคารไว้นั่นเอง สิ่งก่อสร้างจะมั่นคงได้ก็อยู่ที่เสาเข็ม แต่คนส่วนมากมองไม่เห็นเสาเข็มและลืมเสาเข็มเสียด้วยซ้ำไป”

ธนบัตรไทยในสมัยรัชกาลที่ ๙
พงศ์ศักดิ์ เหลืองอร่าม อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ

รัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ธนบัตรไทยได้มีวิวัฒนาการครั้งสำคัญที่ควรจะถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์อยู่ 3 ประการ คือ

หนึ่ง การจัดตั้งโรงพิมพ์ธนบัตรขึ้นใช้ในประเทศเป็นผลสำเร็จ โดยมีพิธีเปิดโรงพิมพ์ธนบัตร ธนาคารแห่งประเทศไทย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ได้เสด็จพระราชดำเนินมาทรงเป็นประธาน

สอง การออกบัตรธนาคารของธนาคารแห่งประเทศไทยขึ้นใช้เป็นครั้งแรก ตามพระราชบัญญัติธนาคารแห่งประเทศไทย พุทธศักราช 2485 ธปท.มีสิทธิ์แต่ผู้เดียวที่จะนำบัตรธนาคารออกใช้แทนธนบัตรของรัฐบาล

สาม เอกลักษณ์ของธนบัตรที่แสดงถึงความเป็นชาติไทยได้อย่างสมบูรณ์ ทรงคุณค่าด้วยลวดลายไทยที่มีความชดช้อยอ่อนหวาน และแสดงถึงสถาปัตยกรรม ศิลปวัฒนธรรมอันดีของไทย จนอาจกล่าวได้ว่า ธนบัตรไทยที่มีพระบรมฉายาสาทิสลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชพิมพ์เป็นภาพประธานด้านหน้าของธนบัตร และด้านหลังที่เป็นภาพพระราชกรณียกิจในด้านต่างๆ จึงไม่ได้เป็นเพียงเงินกระดาษที่แสดงมูลค่าตามชนิดราคาเท่านั้น หากแต่สะท้อนคุณค่าความเป็นเอกลักษณ์ของประเทศไทยไว้อย่างลงตัว

กษัตริย์นักพัฒนาที่ยิ่งใหญ่
สมประวิณ มันประเสริฐ ที่ปรึกษาและหัวหน้าทีมวิจัยเศรษฐกิจ ธ.กรุงศรีอยุธยา

ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงเป็นนักเศรษฐศาสตร์ นักพัฒนาที่มีพระอัจฉริยภาพยิ่ง หากเรามองกลับไปในช่วง 70 ปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องเป็นขั้นตอนและเกิดจากการวางแผนอย่างมียุทธศาสตร์ มีโครงการในพระราชดำริหลายโครงการที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาประเทศและเป็นตัวอย่างสำหรับก้าวเดินแรกของการพัฒนาทางเศรษฐกิจไทยในมิติต่างๆ เริ่มจากการพัฒนาภาคเกษตร เป็นเกษตรแปรรูป ต่อเนื่องไปยังการพัฒนาอุตสาหกรรม

พระองค์ยังทรงเล็งเห็นความสำคัญของการพัฒนาควบคู่กันไปในระดับล่าง ไม่ใช่แต่เพียงมุ่งไปข้างหน้าและละเลยผู้ที่อยู่ข้างหลัง โครงการหลวงหลายโครงการเกี่ยวข้องกับคนในพื้นที่ช่วยแก้ไขปัญหาและสร้างประโยชน์โดยตรงกับประชาชน การพัฒนาที่เกิดขึ้นจึงมีทั้งแบบ ‘บนลงล่าง’ และ ‘ล่างขึ้นบน’ เป็นแบบคู่ขนาน (Dual Track)

ในหลวงรัชกาลที่ 9 ยังมีพระวิสัยทัศน์กว้างไกลว่า เศรษฐกิจในระยะยาวต้องเติบโตจากการพัฒนาองค์ความรู้ ตัวอย่างเช่นในภาคเกษตรกรรมมีโครงการพัฒนาสายพันธุ์ข้าวและการมีแปลงนาทดลอง หรือการพัฒนาสินค้าแปรรูปเกษตรเพื่อเพิ่มมูลค่า เช่น นมอัดเม็ดที่เราต่างคุ้นเคย ดังนั้น พระองค์ท่านจึงทรงมองแบบนักเศรษฐศาสตร์ว่า เมื่อพัฒนาแล้วต้องพัฒนาต่อ นั่นคือมีการใช้ ‘นวัตกรรม’ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่ทำให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน

* * * * * * *

ทั้งหมดคือสิ่งที่ 9 นักเศรษฐศาสตร์ร่วมกันสะท้อนพระอัจฉริยภาพอันหาค่ามิได้ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่จะสถิตอยู่ในใจปวงชนชาวไทยไปชั่วนิจนิรันดร์.

ทีมเศรษฐกิจ

เพื่อร่วมเฉลิมพระเกียรติและแสดงความอาลัยแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดช 9 นักเศรษฐศาสตร์จาก “สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์” ได้นำเสนอบทความ “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 กับเศรษฐศาสตร์” 20 พ.ย. 2559 12:18 20 พ.ย. 2559 12:25 ไทยรัฐ