วันอาทิตย์ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

12 โรงไฟฟ้าพลังแดด ดิ้น!เฮือกสุดท้าย

ใน “ความเงียบ”...ไร้ความเคลื่อนไหว กรณีความเดือดร้อนผู้ประกอบการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทั้ง 12 โครงการ ที่เกิดเงื่อน “ปัญหา” กับคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.)

ความเสียหายที่ชาวบ้านลงทุนไปกว่า 1,700 ล้านบาท เสียเวลา ทำมาหากินไป 5 ปี...ต้องกู้หนี้ยืมสินมาลงทุนเหมือนแมลงเม่าบินเข้ากองไฟ เดือดร้อนสาหัส...ธนาคารเจ้าหนี้ติดตามทวงหนี้ฟ้องร้องดำเนินคดี...ยังไม่ได้รับการคลี่คลายบรรเทา หนี้สินยังคงอยู่ ขณะที่ดอกเบี้ยก็ยิ่งเพิ่มเมื่อวันเวลาผ่านไป

ความเคลื่อนไหวล่าสุด กกพ.ได้ออกคำสั่งตั้งกรรมการสอบสวนผู้บริหารของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ทั้งๆที่ กฟภ.เดินหน้าทำงานตามมติของ กกพ.มาตลอด แต่ถูกกล่าวหาว่าทำงานผิดขั้นตอน

ย้อนวันวานไปเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2558 คณะกรรมการ กกพ.เอง มีหนังสือเลขที่ สกพ. 5502/11762 ถึง สนผ. สรุปว่า การตั้งผู้แทนของ แต่ละฝ่ายเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงของเหตุสุดวิสัยนั้น อยู่ในอำนาจสัญญา และการตั้งผู้แทนของแต่ละฝ่ายเพื่อดำเนินการตรวจสอบนั้น ก็เป็นการกระทำที่ไม่ได้ฝ่าฝืนระเบียบการซื้อขายไฟฟ้าแต่อย่างใด...นั่นหมายความว่า ในวันที่ 4 ธันวาคม 2558 กกพ.ได้ยอมรับผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงในครั้งนั้น...โดยคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายได้แต่งตั้งตัวแทนนั้นสามารถทำได้ ไม่จำเป็นต้องให้อนุญาโตตุลาการชี้ขาด

คฑายุทธ์ เอี่ยมเล็ก ตัวแทนโครงการที่ได้รับความเดือดร้อนสะท้อนความทุกข์ร้อนต่อไปว่า

แต่...มาวันนี้ กกพ. กลับอ้างความเห็นจากผู้แทนจากสำนักงานอัยการสูงสุด (คนใหม่) ที่เพิ่งมีความเห็นออกมาใหม่...ครั้งใหม่ว่า “เห็นควรให้ตั้งอนุญาโตตุลาการดำเนินการตรวจสอบ”

แปลกแต่จริง และเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว?...ทั้งๆที่วาระการประชุมหัวข้อเดียวกันนี้มีบันทึกการประชุมพิจารณาเรื่องนี้เมื่อ 19 พฤษภาคม 2559 ซึ่งตัวแทนจากสำนักงานอัยการสูงสุดได้ชี้ชัดในประเด็นเดียวกันไปแล้วว่า...“โครงการดังกล่าวไม่มีประเด็นข้ออุทธรณ์ที่คณะทำงานจะต้องพิจารณาอีก รวมถึงประเด็นการยกเลิกสัญญาว่าชอบหรือไม่ชอบนั้น ได้สิ้นสุดไปแล้ว

ตั้งแต่ กฟภ.ได้พิจารณาคืนสัญญาให้แก่ผู้ประกอบการ ซึ่งถือเป็นหลักความศักดิ์สิทธิ์ในการแสดงเจตนาของคู่สัญญา...ดังนั้น ประเด็นข้ออุทธรณ์ต่างๆจึงยุติไปแล้วในแง่นิติสัมพันธ์ระหว่างคู่ สัญญา กกพ.ไม่มีความจำเป็นที่คณะทำงานจะต้องยกขึ้นมาพิจารณาอีก เพราะไม่อยู่ในกรอบอำนาจหน้าที่ของคณะทำงาน”

เมื่อหัวข้อนี้ ประเด็นนี้ได้มีการประชุมและสรุปผลไปแล้วโดยผู้แทนจากสำนักงานอัยการสูงสุด เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2559 ผ่าน ไปแค่ 6 เดือนเท่านั้น เหตุไฉน กกพ.ได้หยิบยกหัวข้อนี้ ประเด็นนี้...กลับมาประชุมอีกรอบเหมือนเดิม ต่างแค่เพียงผู้แทนจากสำนักงานอัยการสูงสุดไม่ใช่คนเดิม ความเห็นจึงต่างกัน...คำถามสำคัญมีว่า แล้วอย่างนี้จะให้ผู้ประกอบการคิดเป็นอย่างอื่นได้อย่างไร?

กกพ.ทำงานแบบไร้หลักการ ไร้มาตรฐานหรือเปล่า? หรือทำงานแบบปักธงเอาไว้ จึงต้องเดินหน้าต่อไปให้สุดลิ่มทิ่มประตู ถูก...ผิดอย่างไรก็ช่าง ขอให้ผลออกมาสมหวังตั้งใจเท่านั้นเป็นพอ

“เรื่องเดิมๆ...หัวข้อเดิมๆ ผลสรุปออกมาไม่ตรงใจใครบางคนใน กกพ.? จะเรียกประชุมใหม่ เปลี่ยนคนใหม่ จะประชุมสักกี่สิบรอบ จะเปลี่ยนตัวกรรมการใหม่ไปเรื่อยๆ ใครจะเดือดร้อน...ไม่เป็นไร...ไม่สนใจ ไม่ใช่เรื่องของฉัน ขอให้คำตอบ...ต้องตรงใจเป็นพอ” ตัวแทนผู้ประกอบการกล่าวอย่างท้อแท้

หาก “คนของรัฐ” ทำงานกันแบบนี้ จะหวังให้ “ประเทศชาติเจริญ” คงยาก

ทั้งๆที่เงื่อนปัญหาถูกคลี่คลายไปตามกระบวนการ ผ่านขั้นตอนมาหลายปีทุกด้าน สุดทางแล้ว...รอบทสรุปออกมา แต่กลับไปตั้งต้นนับหนึ่งใหม่ ปรากฏการณ์แปลกประหลาดแบบนี้เกิดขึ้นในยุคนี้ได้อย่างไร ท่ามกลางบรรยากาศ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่มุ่งมั่นตั้งใจปฏิรูปบ้านเมือง

เมื่อ กกพ.ปักธงที่จะให้เรื่องนี้ต้องผ่านการตรวจสอบจากอนุญาโตฯอีกครั้ง...แถมยังบีบเงื่อนเวลาให้ กฟภ.ต้องไปดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 120 วัน โดยหลักการแล้วไม่มีทางทันเวลาแน่นอน

กลุ่มผู้เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ไม่ว่าจาก กฟภ.กับกลุ่มผู้ประกอบการ หรือแม้แต่ฟากฝั่ง กกพ.เองบางคน ก็คิดกันว่า กกพ.พยายามเบี่ยงประเด็นวางยาให้ “กลุ่มผู้ประกอบการ 12 โครงการ” มีปัญหากับ “กฟภ.” และจะนำไปสู่การฟ้องร้องยกเลิกสัญญาในที่สุด

นั่นหมายถึงว่า กกพ. “ยืมมือคนอื่นฆ่าคน”...เมื่อรู้ตัวว่าถูกบีบให้ถึงทางตันแน่ๆแล้ว วันที่ 8 พฤศจิกายน 2559 กลุ่มผู้ประกอบการโรงไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์จึงพยายามดิ้นเฮือกสุดท้าย ส่งหนังสือถึง นายพรเทพ ธัญญพงศ์ชัย ประธานกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ขอให้ทบทวนรายชื่อและแก้ไขปัญหาข้ออุทธรณ์โครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน โดยมีเนื้อหาแบบย่อๆดังนี้...

ตามที่ กกพ.ได้มีหนังสือถึงผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เรื่อง แนวทางการแก้ไขปัญหาข้ออุทธรณ์โครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค จำนวน 56 โครงการ

ปรากฏ...มีชื่อของกลุ่มบริษัท จำนวน 9 บริษัท ถูกจัดให้อยู่ในขั้นตอนต้องดำเนินการตามกระบวนการอนุญาโตตุลาการตามเงื่อนไขในสัญญาซื้อขายไฟฟ้า ข้าพเจ้าฯ ใคร่ขอเรียนชี้แจงต่อท่านว่า เมื่อคณะกรรมการบริหารมาตราฯ มีมติให้ กฟภ.ไปดำเนินการยกเลิกสัญญากับผู้ประกอบการนั้น กลุ่มบริษัทฯได้ดำเนินการยื่นอุทธรณ์ต่อ กกพ.และ กฟภ. ต่อมา กกพ.ได้มีหนังสือชี้แจงคำอุทธรณ์การยกเลิกสัญญาซื้อขายไฟฟ้า และบริษัทฯ จึงมีหนังสือถึง กฟภ. เรื่องการแต่งตั้งอนุญาโตตุลาการ

โดยระบุให้ ผศ.ดร.กิตติพันธุ์ เตชะกิตติโรจน์ ซึ่งเป็นผู้มีคุณสมบัติครบถ้วน เป็นอนุญาโตตุลาการของฝ่ายบริษัท ต่อมา กฟภ.ได้เชิญบริษัทเข้าร่วมหารือ

พร้อมแจ้งว่า นโยบายในการดำเนินตามกระบวนการอนุญาโตตุลาการนั้น สำนักนายกรัฐมนตรีได้เคยมีหนังสือ เลขที่ นร 0506/ ว 155 ลงวันที่ 7 สิงหาคม 2552 เรื่องการทำสัญญาระหว่างหน่วยงานของรัฐกับเอกชน แจ้งให้หน่วยงานรัฐทุกภาคส่วนรับทราบและถือปฏิบัติต่อไป

ดังนั้น การพิจารณาข้ออุทธรณ์ในการยกเลิกสัญญาระหว่าง กฟภ. และบริษัท ให้ใช้วิธีการตั้งผู้แทนของแต่ละฝ่ายขึ้นมาเพื่อร่วมกันพิจารณาข้อเท็จจริงและจัดทำรายงานสรุปผล เพื่อส่งให้ กกพ.พิจารณาตามมติของคณะกรรมการบริหารฯต่อไปแทน และ กฟภ.ก็ได้มีหนังสือแจ้งแต่งตั้งนายประเจิด สุขแก้ว อดีตผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เป็นผู้แทนของ กฟภ.

หลังจากนั้น ผู้แทนของทั้งสองฝ่ายจึงได้ร่วมกันพิจารณาตรวจ สอบเอกสารข้อเท็จจริง และจัดทำเป็นรายงานสรุปผลเป็นที่ยุติ ส่งไปยัง กกพ.รายละเอียดท่านทราบดีอยู่แล้ว

ที่ผ่านมา ผู้ประกอบการกับ กฟภ.มีเจตนาที่มุ่งมั่นที่จะปฏิบัติตามเงื่อนไขแห่งสัญญาซื้อขายไฟฟ้าดำเนินการตามระเบียบอย่างเคร่งครัด เพื่อให้ได้ข้อยุติที่เป็นธรรม บรรเทาความเสียหายที่เกิดขึ้น

สุดท้ายนี้...จึงใคร่เรียนขอความกรุณามายังท่าน เพื่อโปรดพิจารณาทบทวนถอนรายชื่อกลุ่มบริษัท และแจ้งไปยัง กฟภ. เพื่อให้ดำเนินการตามขั้นตอนเดินหน้าโรงไฟฟ้ากันต่อไป.

20 พ.ย. 2559 10:51 20 พ.ย. 2559 10:51 ไทยรัฐ