วันอาทิตย์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

“พญาอินทรี” ไหวตัวโลกสั่นไหว

ชินโสะ อาเบะ” ผู้นำญี่ปุ่นคนแรกที่เข้าพบ “โดนัลด์ ทรัมป์” ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ

นั่นคงเป็นเพราะเมื่อ “พญาอินทรี” ไหวตัว โลกทั้งโลกก็ต้องขยับปรับเปลี่ยนไปตามสภาพความเป็นจริง

“ทรัมป์” ประกาศนโยบายจากหาเสียงแม้ยังไม่รู้ว่าจะดำเนินตามที่บอกเอาไว้หรือไม่ แต่ก็ต้องเตรียมการเพื่อรับมือ

แน่นอนว่าญี่ปุ่นก็หาใช่ว่าเป็นประเทศเล็กๆ ตรงกันข้ามเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่ระดับต้นๆของโลก แม้ระยะหลังจะเกิดปัญหาหนักเอาการไม่น้อย

การที่ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯจะย้ำมาตลอดว่า หากเขาชนะเลือกตั้งจะเปลี่ยนแปลงนโยบายต่างประเทศทั้งด้านการค้า การทหารและความมั่นคง

ญี่ปุ่นเป็นประเทศหนึ่งที่จะต้องได้รับผลกระทบทันที

ก่อนหน้านี้สหรัฐฯให้ความช่วยเหลือญี่ปุ่นด้านการทหารมาตลอด ทั้งการส่งทหารเข้าไปเป็นแนวป้องกันประเทศให้กับญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องฐานทัพ ด้วยการส่งทหารเข้าไปประจำการรวมทั้งอาวุธยุทโธปกรณ์ต่างๆ

เป็นหลักประกันอย่างหนึ่งที่ทำให้ญี่ปุ่นมีความมั่นคง

แต่หาก “ทรัมป์” ใช้นโยบายใหม่ด้วยการให้ญี่ปุ่นต้องออกค่าใช้จ่ายเอง เพราะไม่ต้องการนำเงินงบประมาณของประเทศไปค้ำจุนอย่างที่ผ่านมา

คงเป็นเรื่องหนึ่งที่ทำให้ญี่ปุ่นมีความวิตกกังวลหากสหรัฐฯดำเนินการเช่นนั้นจริงๆจะทำให้เกิดปัญหาในด้านการปกป้องตนเองที่จะต้องใช้งบประมาณมหาศาล

การต้องรีบไปพบ “ทรัมป์” นอกจากจะเป็นการแสดงความจริงใจในฐานะประเทศที่มีความสัมพันธ์อันดีมาตลอด

แม้จะต้องแข่งขันกันในด้านเศรษฐกิจและการลงทุนก็ตาม

ที่แน่ๆก็คือ ต้องการได้รับคำยืนยันว่านโยบายที่ประกาศตอนหาเสียงนั้นจะทำจริงหรือไม่ การได้ฟังจากปากจึงสร้างความมั่นใจได้มากกว่าคำพูดลอยๆที่ผ่านมา

ยิ่งการที่ “ปูติน” แห่งรัสเซียและ “สี จิ้นผิง” แห่งจีน ได้มีการโทรศัพท์พูดคุยกับ “ทรัมป์” ด้วยมิตรไมตรีอย่างที่ไม่ได้คาดคิดมาก่อนยิ่งทำให้ญี่ปุ่นร้อนตัวมาก

เพราะรู้กันดีว่าญี่ปุ่นกับรัสเซียและจีนนั้นมีความสัมพันธ์ที่ไม่ค่อยจะราบรื่นนัก แต่เมื่อมีสหรัฐฯอยู่ข้างหลังก็ยังเบาใจได้

อย่างน้อยหากมีปัญหาอะไรเกิดขึ้นก็มั่นใจได้ว่าสหรัฐฯจะอยู่ข้างหลังที่จะช่วยเหลือ อย่างกรณีความขัดแย้งในหมู่เกาะทะเลจีนใต้ที่ต่างฝ่ายต่างก็แสดงความเป็นเจ้าเข้าเจ้าของจนเกิดกรณีพิพาทเป็นไม้เบื่อไม้เมาดังที่ปรากฏอยู่

หากสหรัฐฯดำเนินนโยบาย “สหรัฐฯต้องมาก่อน” ก็ไม่ต่างไปจากการ “ลอยแพ” ญี่ปุ่นกลายๆ ซึ่งจะส่งต่อความมั่นคงและเศรษฐกิจของประเทศได้

สิ่งที่ต้องยอมรับอย่างหนึ่งก็คือ การที่ “ทรัมป์” ได้เป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯแล้ว แต่การที่พรรครีพับลิกันชนะการเลือกตั้งทั้งสภาสูง (ส.ว.) และสภาล่าง (ส.ส.) ก็ยิ่งทำให้เขามีอำนาจที่มั่นคงและการบริหารประเทศก็จะราบรื่นกว่ารัฐบาลพรรคเดโมแครตที่ไม่สามารถครองเสียงข้างมากในรัฐสภา

จึงเป็นเรื่องที่ญี่ปุ่นจะต้องตระหนัก

แม้ว่าการเข้าสู่อำนาจของเขาจะเกิดปฏิกิริยาความไม่พอใจของชาวอเมริกันไม่ชอบเขาถึงขั้นชุมนุมต่อต้านมาอย่างต่อเนื่อง แต่ก็คงเป็นเรื่องความรู้สึกในเบื้องต้นเท่านั้นไม่น่าจะยืดเยื้อยาวนานจนกลายเป็นปัญหา

หรือแม้กระทั่งการจัดทีมงานเพื่อเข้ามาบริหารซึ่งทำท่าจะเกิดปัญหาขัดแย้งแต่เมื่อทุกอย่างลงตัวก็น่าจะเดินหน้าต่อไปได้

แต่ประเด็นน่าจะอยู่ที่ว่าเขาจะทำตามที่หาเสียงหรือไม่เท่านั้น.

“สายล่อฟ้า”

18 พ.ย. 2559 10:47 18 พ.ย. 2559 10:52 ไทยรัฐ