วันพุธที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

สสส.ชู ‘Active Living for All’ ปลุกโลกสร้างสุขภาพดี

“บิ๊กเข้” เปิดประชุมนานาชาติ กิจกรรมทางกายฯ “ISPAH 2016 Congress” สสส.เจ้าภาพจัดประชุมชาติแรกในเอเชีย ชู “Active Living for All” ต่างชาติกว่า 800 คน จาก 80 ประเทศทั่วโลกตบเท้าร่วม เผยไทยเสียค่ารักษาโรคและสูญเสียโอกาสจากภาวะเนือยนิ่ง ปีละ 2.4 พันล้านบาท WHO ยันกิจกรรมทางกาย ลดความเสี่ยงโรค NCDs สธ.ตั้งเป้า 5 ปี คนไทยมีกิจกรรมทางกายเพียงพอทุกช่วงวัย เร่งชงยุทธศาสตร์ชาติฉบับแรกของไทย

วันนี้ 17 พ.ย. 59 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมนานาชาติ ว่าด้วยกิจกรรมทางกายและสุขภาพ ครั้งที่ 6 (The 6th International Congress on Physical Activity and Health 2016) หรือ ISPAH 2016 Congress ซึ่ง สสส. ได้รับเลือกให้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุม ในระหว่างวันที่ 16-19 พฤศจิกายนนี้ โดยมีกระทรวงสาธารณสุข กรุงเทพมหานคร เป็นเจ้าภาพร่วม และองค์การอนามัยโลก เป็นผู้สนับสนุนสำคัญ ภายในงานมีนักวิชาการ นักวิจัย ภาครัฐ และองค์กร เข้าร่วมประชุมกว่า 800 คน จาก 80 ประเทศ โดยที่ประชุมได้ร่วมกันยืนสงบนิ่งเพื่อแสดงความอาลัยแด่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเป็นเวลา 99 วินาทีก่อนการประชุม

โดย พล.ร.อ.ณรงค์ กล่าวในพิธีเปิดการประชุมว่า ประเทศไทยโดย สสส. ได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม ISPAH 2016 Congress ซึ่งถูกเวียนมาจัดขึ้นเป็นครั้งแรกในเอเชีย ภายใต้หัวข้อ “Active Living for All : Active People, Active Place, Active Policy” หรือการสร้างเสริมกิจกรรมทางกายเพื่อทุกคน : การมีกิจกรรมทางกายระดับบุคคล สถานที่ที่เอื้อต่อกิจกรรมทางกาย และนโยบายที่สนับสนุนกิจกรรมทางกาย นับเป็นก้าวสำคัญของการส่งเสริมกิจกรรมทางกายสำหรับประเทศต่างๆ ทั่วโลก โดยเฉพาะการพัฒนางานวิจัย ข้อมูลวิชาการ เพื่อขับเคลื่อนสังคมและนโยบายได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม ภายใต้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด ซึ่งหนึ่งในเป้าหมายของการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development Goals) หรือ SDGs คือ มุ่งส่งเสริมความเป็นอยู่และสุขภาพที่ดีของประชากรในทุกช่วงวัย โดยลดอัตราการตายจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NonCommunicable Diseases หรือ NCDs) ให้ได้ 1 ใน 3 ภายในปี 2573

“WHO ได้รายงานว่า การขาดกิจกรรมทางกายที่เพียงพอเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตสูงถึง ร้อยละ 6 ของประชากรทั่วโลก และเป็นปัจจัยเสี่ยงหลักของการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เช่น โรคหัวใจ โรคมะเร็ง และโรคเบาหวาน สำหรับประเทศไทยพบจำนวนผู้เสียชีวิตจากโรค NCDs เพิ่มขึ้นจาก 314,340 คน ในปี 2552 เป็น 349,090 คน ในปี 2556 หรือกล่าวได้ว่ามีผู้เสียชีวิตจากโรค NCDs เพิ่มขึ้นร้อยละ 11.1 ภายในระยะเวลา 4 ปี โดยข้อมูลวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Lancet พบว่าทั่วโลกสูญเสียค่ารักษาร่วมกับค่าเสียโอกาสเมื่อป่วยด้วยโรค NCDs เฉพาะส่วนที่มีผลมาจากการขาดกิจกรรมทางกาย ราว 67 พันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี เฉพาะประเทศไทย ราว 2,400 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้ กระทรวงสาธารณสุข อยู่ระหว่างการจัดทำแผนยุทธศาสตร์กิจกรรมทางกายแห่งชาติฉบับแรกของไทย มีเป้าหมายขับเคลื่อนให้เห็นผลจริงภายในอีก 5 ปีข้างหน้า โดยมีแผนดำเนินการในทุกช่วงวัย สนับสนุนการดำเนินงานแบบมีส่วนร่วมของประชาชนในสถานที่ต่างๆ เช่น ชุมชน โรงเรียน สถานประกอบการ” รองนายกรัฐมนตรี กล่าว

ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าวว่า การประชุมฯ ครั้งนี้จะเป็นเวทีวิชาการ การวิจัยที่จะได้มาร่วมแลกเปลี่ยน เพื่อนำไปสู่การพัฒนาเป็นนโยบายหรือสร้างการตื่นตัวให้กับสังคม เนื่องจากปัจจุบันทั่วโลกประสบปัญหา และความท้าทายด้านสาธารณสุขที่เปลี่ยนไป จากอดีตที่เผชิญการเจ็บป่วยด้วยโรคติดเชื้อต่างๆ แต่ปัจจุบันเป็นโรคที่เกิดจากพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน อาทิ การกินอาหารรสหวาน มัน เค็ม การขาดการออกกำลังกายในสัดส่วนที่เหมาะสม เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้สถิติของผู้ป่วยด้วยโรค NCDs เพิ่มสูงขึ้น ทำให้แต่ละประเทศต้องแบกรับค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลสูงขึ้นด้วย นอกจากนี้ การประชุมฯ จะช่วยผลักดันนโยบายระดับประเทศผ่านกลไกการขับเคลื่อนในระดับโลกที่ทุกประเทศมีส่วนในการออกแบบร่วมกันหรือเรียกว่า Bangkok Declaration ที่จะเป็นผลลัพธ์สำคัญของการประชุมครั้งนี้ เพื่อเสนอต่อองค์การอนามัยโลก พิจารณาเป็นกลไกประสานความร่วมมือกับประเทศสมาชิกผ่านการประชุมสมัชชาองค์การอนามัยโลกปีหน้า เพื่อส่งเสริมการมีกิจกรรมทางกายของทุกคน

“การไม่ขยับเขยื้อนร่างกาย (Physical Inactivity) อาทิ นั่งทำงานตลอดเวลา มีความเสี่ยงทำให้เกิดโรคได้เท่ากับ หรือมากกว่าการสูบบุหรี่ด้วย ถึงขั้นในต่างประเทศมีคำกล่าว Sitting is the new smoking ดังนั้นการส่งเสริมให้ประชาชนมีกิจกรรมทางกายในแต่ละวันให้เพียงพอ ต้องส่งเสริมให้เกิดการตื่นตัว ให้ทุกคนมีพฤติกรรมทางกายที่เพียงพอ และจำเป็นต้องอาศัยการจัดปัจจัยสภาพแวดล้อม การสนับสนุนเชิงนโยบาย หรือระบบสนับสนุน โดยคำนึงถึงปัจจัยทางสังคมกำหนดสุขภาพ รวมไปถึงการจัดระบบการศึกษา การคมนาคมขนส่ง การจัดพื้นที่ทางกายภาพ เพื่อสร้างความสะดวกให้กับประชาชนในการเพิ่มกิจกรรมทางกายในชีวิตประจำวัน เช่น ทางเท้าหรือเส้นทางที่เอื้อต่อการเดิน การเพิ่มพื้นที่สวนสาธารณะ ดังนั้นต้องอาศัยการทำงานที่บูรณาการระหว่างกระทรวงต่างๆ ตลอดจนภาคเอกชน และประชาสังคมที่จะเข้ามามีบทบาทสนับสนุน” ดร.สุปรีดา กล่าว

“บิ๊กเข้” เปิดประชุมนานาชาติ กิจกรรมทางกายฯ “ISPAH 2016 Congress” สสส.เจ้าภาพจัดประชุมชาติแรกในเอเชีย ชู “Active Living for All” ต่างชาติกว่า 800 คน จาก 80 ประเทศทั่วโลกตบเท้าร่วม เผยไทยเสียค่ารักษาโรคและสูญเสียโอกาส... 17 พ.ย. 2559 14:11 17 พ.ย. 2559 15:17 ไทยรัฐ