วันอังคารที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ถึงเวลาคนในหรือยัง?

ภาวะการขาดทุนของ บมจ.การบินไทย เป็นอีกเรื่องที่น่าสนใจ

นับตั้งแต่รัฐบาล คสช.เข้ามาบริหาร นายกฯประยุทธ์ จันทร์โอชา ดูจะให้ความสนใจเป็นพิเศษ เพราะเป็นองค์กรใหญ่แห่งหนึ่งที่ประสบภาวะขาดทุนหนักมาต่อเนื่อง

มีการส่งคุณจรัมพร โชติกเสถียร เข้าไปเป็นกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หวังให้เข้าไปหยุดภาวะการขาดทุนลงให้ได้

จากการแถลงผลประกอบการในไตรมาส 3 ล่าสุดคุณจรัมพรระบุว่า บริษัทยังประสบภาวะขาดทุนสุทธิ 1,591 ล้านบาท แต่ก็ถือว่าลดลงจากปีก่อนถึง 3,403 ล้านบาท หรือ 80.3 เปอร์เซ็นต์

ขณะที่การบริหารงานของคุณจรัมพรยึดนโยบายรัดเข็มขัดมาตลอด หวังจะรีดไขมันส่วนเกินรายจ่ายที่ไม่จำเป็นออก แน่นอนว่าย่อมสร้างผลกระทบต่อพนักงานบางส่วนแน่ จนเกิดแรงต้านตามมา

เมื่อกลุ่มสหภาพแรงงานการบินไทยออกมาเคลื่อนไหว ยื่นเรื่องร้องเรียนไปยังนายกฯ ขอให้ตรวจสอบการบริหารและการใช้งบประมาณของผู้บริหารองค์กร เรื่องนี้จะเป็นอย่างไรคนในการบินไทยคงจับตาดูกันใกล้ชิด

เชื่อว่านายกฯประยุทธ์เองก็คงมีข้อมูลลึกๆภายในอยู่พอสมควร โดยเฉพาะกับกลุ่มคนที่หมดอำนาจไปจากองค์กรแล้ว แต่ยังพยายามแสดงบทบาทการนำอยู่เบื้องหลัง

นอกจากนี้ยังมีอีกประเด็นร้อนรออยู่ คือคุณจรัมพรต้องพ้นจากวาระการดำรงตำแหน่งในวันที่ 2 ก.พ.2560 เนื่องจากจะมีอายุครบ 60 ปีตามกำหนด ก็ต้องมีการสรรหาดีดีกันใหม่

ต้องดูกันว่านายกฯประยุทธ์จะวางสเปกดีดีการบินไทยคนใหม่เอาไว้อย่างไร

จะยึดนโยบายเดิมส่งคนนอกเข้าไปนั่งคุมอีกหรือไม่ ต้องอย่าลืมว่าช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมา ไม่ว่าใครขึ้นมาเป็นรัฐบาลคุมอำนาจบริหาร ล้วนใช้นโยบายเดียวกันคือ ส่งคนนอกไปนั่งเสียบ แล้วใช้นโยบายรัดเข็มขัด ก็ช่วยลดทอนค่าใช้จ่ายได้ส่วนหนึ่ง

แต่คงเห็นแล้วว่ายังไม่สามารถลดภาวะการขาดทุนลงได้ เมื่อเทียบกับสายการบินโลว์คอสต์บางแห่ง ที่เพิ่งแถลงผลประกอบการเช่นกัน กลับทำกำไรมหาศาล

เนื่องด้วยวันนี้ธุรกิจการบินมีการแข่งขันสูงมาก

ดังนั้นบุคคลที่จะมาเป็นผู้นำองค์กรนอกจากต้องเชี่ยวด้านงานบริหาร และวิสัยทัศน์ที่ต้องมองให้ทะลุกับการขับเคี่ยวในธุรกิจการบินแล้ว ยังต้องมีความเข้าใจวัฒนธรรมองค์กรอย่างลึกซึ้งด้วย จะได้รู้ว่าควรเฉือนไขมันส่วนเกินตรงไหนทิ้ง

เชื่อแน่ว่าผู้บริหารระดับสูงในองค์กรใหญ่ขนาดนี้ ที่มีพนักงานอยู่กว่า 30,000 คน กว่าจะไต่เต้าขึ้นมาได้ไม่ใช่เรื่องง่าย

นอกจากทำงานได้ทันทีแล้ว ยังไม่ต้องเสียเวลาศึกษางานใหม่ แถมยังสร้างขวัญกำลังใจคนในองค์กรว่ามีโอกาสก้าวหน้าได้ ที่สำคัญไม่ต้องไปเสียเงินจ้างที่ปรึกษาด้วยเงินเดือนแพงสูงลิ่วนับล้านบาท

ทั้งหมดทั้งมวลล้วนขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของนายกฯประยุทธ์

ถึงเวลาหรือยังที่จะลองหันมาใช้คนในบ้าง!!

เพลิงสุริยะ

17 พ.ย. 2559 09:12 17 พ.ย. 2559 09:12 ไทยรัฐ