วันพฤหัสบดีที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

วธ.เตรียมเสนอยูเนสโก การสวด-ประโคมย่ำยาม เป็นมรดกโลก

งานพระราชพิธีพระบรมศพ เป็นวัฒนธรรมจับต้องไม่ได้


กระทรวงวัฒนธรรมเตรียมเสนอ “การสวด-ประโคมย่ำยาม” ในงานพระราชพิธีพระบรมศพ-พระศพตามโบราณราชประเพณีไทย ขึ้นบัญชีมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ เป็นการเร่งด่วน หลังพบเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และเวียดนาม ได้รับการขึ้นทะเบียนมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของยูเนสโกไปแล้ว ขณะที่พสกนิกรทั่วหล้าจัดกิจกรรมน้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช อย่างต่อเนื่อง ทั้งปฏิญาณตนขอเดินตามรอยพระองค์-ทำดีถวายเป็นพระราชกุศล ส่วนที่ท้องสนามหลวงก็ยังเนืองแน่นด้วยผู้คนจากทั่วทุกสารทิศมาต่อคิวเข้าถวายสักการะพระบรมศพ โดยเจ้าหน้าที่วอนผู้เข้ามา ขอให้อยู่ใน อาการสำรวม ส่วนผู้ใช้สิทธิพิเศษ อย่าพ่วงคนมาเกินที่ขอ เพราะเท่ากับแซงคิวคนที่รออยู่

กว่าหนึ่งเดือนที่ปวงชนชาวไทยต่างอยู่ในความโศกเศร้าสุดอาดูรต่อการสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระมหากษัตริย์ผู้ทรงทำทุกอย่างเพื่อให้ประชาชนของพระองค์มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ทำให้ตลอดวันที่ 16 พ.ย. พสกนิกรของพระองค์จึงหลั่งไหลเข้ามายังท้องสนามหลวงเพื่อเข้าคิวอย่างเป็นระเบียบเพื่อให้ได้เข้าไปถวายสักการะ พระบรมศพองค์ราชันย์ผู้ยิ่งใหญ่ เบื้องหน้าพระบรมโกศ บนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้

ปวงราษฎรมาจากทั่วทุกสารทิศ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตั้งแต่ก่อนฟ้าสางวันที่ 16 พ.ย. คนไทยทั่วหล้าแม้ต้องเดินทางจากพื้นที่ห่างไกลแค่ไหน ก็ไม่ย่อท้อ เพื่อให้ได้มาที่พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง เพื่อเข้าถวายสักการะพระบรมศพและแสดงความอาลัยแด่ในหลวง รัชกาลที่ 9 โดยศูนย์มิสกวัน กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน กองทัพภาคที่ 1 รายงานว่า เวลา 05.30-07.00 น. ประชาชนหลั่งไหลเข้าสู่พื้นที่ท้องสนามหลวง และพระบรมมหาราชวัง มีจำนวนมากถึง 12,000 คน เต็มพื้นที่ในเต็นท์พักคอย 4 เต็นท์ทางสนามหลวงฝั่งทิศเหนือ สำหรับพสกนิกรชาวภูมิภาคต่างๆที่ทางกระทรวงมหาดไทยนำมาจังหวัดละ 750 คน ประกอบด้วย จ.อ่างทอง สุพรรณบุรี เป็นต้น ท่ามกลางอากาศที่ร้อนจัด และมีเจ้าหน้าที่คอยจัดระเบียบและดูแลเรื่องการแต่งกายก่อนที่จะเข้าไปถวายสักการะพระบรมศพ หากพบว่า ประชาชนแต่งกายไม่เรียบร้อย เจ้าหน้าที่ได้จัดเตรียมเครื่องแต่งกายให้ยืม โดยจะต้องนำบัตร ประชาชน พร้อมกับลงทะเบียน และเมื่อถวายสักการะเสร็จสิ้น ต้องนำเครื่องแต่งกายมาคืนที่บริเวณเต็นท์เพื่อแลกบัตรประชาชนกลับไป

พระเทพฯ เสด็จฯ ถวายภัตตาหารเช้า

สำหรับพระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพล อดุลยเดช ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรม มหาราชวัง ซึ่งดำเนินมาเป็นวันที่สามสิบสี่แล้วนั้น เมื่อเวลา 07.04 น. สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนิน ทรงบำเพ็ญ พระราชกุศลถวายภัตตาหารเช้าแด่พระพิธีธรรม 8 รูป จากวัดราชสิทธารามราชวรวิหาร และวัดอนงคารามวรวิหาร ที่สวดพระอภิธรรมพระบรมศพ ต่อมาเวลา 11.00 น. พล.ต.ม.จ.จุลเจิม ยุคล ทรงเป็นประธานในการบำเพ็ญพระราชกุศลสวดพระอภิธรรมพระ บรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพล อดุลยเดช และถวายภัตตาหารเพลแด่พระพิธีธรรมจากวัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร และวัด พระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร ที่สวดพระอภิธรรมพระบรมศพ จากนั้นเวลา 15.00 น. ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนา พรรณวดี และพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชร กิติยาภา เสด็จยังพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระ บรมมหาราชวัง บำเพ็ญพระกุศลสวดพระอภิธรรมพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในการนี้ ท่านผู้หญิงทัศนาวลัย ศรสงคราม พระธิดาในสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้า ฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เข้าร่วมในพระราชพิธีด้วย และในเวลา 19.00 น.สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯยังพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรม มหาราชวัง ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลสวดพระอภิธรรมพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระพิธีธรรม 8 รูปจากวัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร และวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร สวดพระอภิธรรมพระบรมศพ

เข้าสักการะพระบรมศพกว่าครึ่งแสน

ทั้งนี้ สำนักพระราชวังสรุปยอดรวมประชาชน ที่เดินทางมาถวายสักการะพระบรมศพ เมื่อวันที่ 15 พ.ย. หลังสำนักพระราชวังปิดไม่ไห้ประชาชนเข้าพระบรมมหาราชวัง เพื่อขึ้นถวายสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในเวลา 22.00 น. จากกำหนดเดิมในเวลา 21.00 น. เนื่องจากยังมีประชาชนเข้าแถวรอเข้าถวายสักการะพระบรมศพเป็นจำนวนมากว่ามีจำนวนทั้งสิ้น 29,669 คน รวม 18 วัน มี 530,585 คน และมีการถวายเงินเพื่อร่วมบำเพ็ญพระราชกุศลเป็นเงิน 2,370,406 บาท รวม 18 วัน เป็นเงินทั้งสิ้น 36,338,384.75 บาท

วอนสำรวม–งดใช้สิทธิพิเศษ

ขณะเดียวกัน ผู้สื่อข่าวได้รับข้อมูลจากการเปิดเผยของเจ้าหน้าที่สำนักพระราชวัง ที่ปฏิบัติหน้าที่บนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ว่าตั้งแต่วันที่ 29 ต.ค.ที่ผ่านมา ที่มีการเปิดให้ประชาชนเดินทางขึ้นถวาย สักการะพระบรมศพ เจ้าหน้าที่ทุกคนปฏิบัติงานกันอย่างภาคภูมิใจไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อย เพราะได้เห็นความรักความศรัทธาของพสกนิกรไทยที่มีต่อพระองค์แล้วรู้สึกทึ่ง เนื่องจากหลายคนเดินทางมาท้องสนามหลวงตั้งแต่ ตี 4 ตี 5 หลายคนมาต่อแถวรอนานถึง 5-6 ชั่วโมง ถึงได้ขึ้นถวายสักการะพระบรมศพ แต่ที่อยากติงคือผู้ที่ไม่ได้มาต่อแถวรอถวายสักการะพระบรมศพเหมือนกับประชาชน ส่วนใหญ่เป็นหน่วยงานรัฐ หรือองค์กรต่างๆ ที่มีตั้งแต่การทำหนังสือขอมาเป็นพิเศษ หรือหน่วยงานที่สลับหมุนเวียนกันมาร่วมในพระราชพิธี ตลอดจนการขอเข้าสักการะเป็นกรณีพิเศษผ่านทางช่องทางต่างๆ กรณีเหล่านี้ที่เจ้าหน้าที่พบมากคือ มักจะมีการเพิ่มจำนวนผู้เข้าร่วมจากที่ขอมา เช่น ขอมา 10 คน แต่ถึงเวลามาจริงมาหลายสิบคน เมื่อได้เข้ามานั่งในเต็นท์พักคอย ภายในกำแพงแก้วของพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท จะได้รับสิทธิพิเศษ ได้ขึ้นถวายสักการะพระบรมศพ หลังจากช่วงที่พิธีบนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทเสร็จสิ้นลง เท่ากับว่าคนกลุ่มนี้จะได้แซงคิวคนที่ต่อแถวมานานหลายชั่วโมงบนท้องสนามหลวง หลายคนยังนำโทรศัพท์มือถือมาบันทึกภาพโดยไม่เกรงใจสถานที่ ในขณะที่ชาวบ้านที่มาต่อแถวรอนานหลายๆ ชั่วโมงยังไม่กล้าทำ ยิ่งวันไหนมีกลุ่มพิเศษขึ้นแซงคิวประชาชนที่ต่อแถว ยิ่งทำให้วันนั้นแถวรอที่จุดพักคอยบริเวณด้านนอกเกิดภาวะอั้น เพราะไม่สามารถเข้ามาในพระบรมมหาราชวังตามรอบที่กำหนดได้ จึงอยากฝากไว้ว่า ถ้าไม่จำเป็นไม่ควรใช้สิทธิพิเศษมาเข้าถวายสักการะพระบรมศพ หรือถ้าใช้สิทธิ์ก็ไม่ควรมากันมากเกินไป เพราะแม้แต่ญาติพี่น้องของข้าราชการในสำนักพระราชวังที่ทำงานถวายยังต้องต่อคิวเหมือนประชาชนทั่วไป ขอให้เห็นใจประชาชนที่ต่อแถวรอหลายๆชั่วโมงด้วย

พระคาร์ดินัลสักการะพระบรมศพ

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ตลอดทั้งวันที่พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท มีประชาชนทั่วสารทิศเดินทางเข้าถวายสักการะพระบรมศพต่อเนื่อง โดยเวลา 12.30 น. พระคาร์ดินัลฟรังซิสเซเวียร์เกรียงศักดิ์ โกวิทวาณิช ประธานสภาพระสังฆราชคาทอลิกแห่งประเทศไทย พร้อมด้วยพระคาร์ดินัลไมเกิ้ลมีชัย กิจบุญชู พระสังฆราชยอแซฟปัญญา กฤษเจริญ พระสังฆราชฟิลิปบรรจง ไชยรา พระสังฆราชยอแซฟลือชัย ธาตุวิสัย มงซินญอวิษณุ ธัญญอนันต์ รองเลขาธิการ สภาพระสังฆราชคาทอลิกแห่งประเทศไทย นำพระสงฆ์ เจ้าคณะ ตัวแทนนักบวชชายหญิงตัวแทนฆราวาส หน่วยงานและองค์กรต่างๆในสภาพระสังฆราชคาทอลิกประเทศไทย รวม 27 คน ร่วมถวายคำนับและสักการะพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดช ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท และประกอบวจนพิธีถวายเป็นพระราชกุศล ตามด้วย กลุ่มคณะนักวิทยาศาสตร์นานาชาติ ที่มาร่วมการประชุมวิทยาศาสตร์นานาชาติ เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ ครั้งที่ 8 เดินทางเข้าถวายสักการะพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท

เพิ่มสะพานเบลีย์แก้รอคิวนาน

ขณะที่ พล.ต.พงษ์สวัสดิ์ พรรณจิตต์ รองแม่ทัพภาคที่ 1 ในฐานะรองผู้อำนวยการกองอำนวยการร่วมรักษาความสงบเรียบร้อย บริเวณโดยรอบพระ บรมมหาราชวัง (กอร.รส.) กล่าวถึงกรณีที่ประชาชนและนักท่องเที่ยวเสียเวลานาน กว่าที่จะได้เข้ามาในสนามหลวงว่า กอร.รส. ได้เร่งแก้ปัญหาประชาชนรอคิวนาน บริเวณประตูทางเข้าพื้นที่สนามหลวง ตรงจุดโรงแรมรัตนโกสินทร์ ด้วยการเพิ่มช่องในการเดินเข้าผ่านเครื่องสแกนเป็น 5 ช่องเบื้องต้นปัญหารอคิวนาน เริ่มคลี่คลายลงในระดับหนึ่งแล้ว และตอนนี้ทหารช่างแก้ปัญหาด้วยการสร้างสะพานเบลีย์อีก 1 แห่ง โดยย้ายสะพานเบลีย์บริเวณข้ามคลองคูเมืองเดิม ใกล้กับสะพานช้างโรงสี ที่มีคนใช้น้อย ไปไว้ใกล้จุดคัดกรองบุคคลที่หน้าโรงแรมรัตนโกสินทร์ ซึ่งเป็นจุดที่มีประชาชนและนักท่องเที่ยวเข้ามาจำนวนมาก เพื่อระบายคนอีกทาง นอกจากนี้ กอร.รส.ประสานกับหน่วยงานต่างๆ เพื่อจัดรถรับส่งบริการประชาชนเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในช่วงค่ำ รวมถึงกำลังเร่งปรับปรุงเต็นท์พักคอย ให้มีความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น

ใช้บริการรถ กทม.ทะลุ 2 แสนคน

ส่วนที่ลานพลับพลา มหาเจษฎาบดินทร์ นายจักกพันธุ์ ผิวงาม รองผู้ว่าฯ กทม. ตรวจเส้นทางการเดินรถชัตเติลบัสของกรุงเทพฯ ที่คอยบริการประชาชนที่มาร่วมถวายสักการะพระบรมศพ โดยเส้นทางการเดินรถแบ่งออกเป็น 2 ทาง คือ รถราง กทม.จะวิ่งภายในบริเวณถนนราชดำเนินใน ส่วนรถบัส 2 ชั้นเปิดประทุนจากบริษัท เจษฎา เทคนิค มิวเซียม จะวิ่งจากลานพลับพลามหาเจษฎาบดินทร์-อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย-สี่แยกคอกวัว-โรงแรมรัตนโกสินทร์-โรงละครแห่งชาติ-กองการท่องเที่ยว-ถนนพระ อาทิตย์-แยกบางลำพู-แยกสะพานวันชาติ-แยกผ่านฟ้าฯ และกลับมาที่ลานพลับพลามหาเจษฎาบดินทร์ นายจักกพันธุ์กล่าวว่า เนื่องจากถนนหลายเส้นซึ่งเป็นเส้นทางที่ประชาชนใช้สัญจรในการเข้ามาถวายสักการะพระบรมศพได้มีการปิดการจราจร ทำให้ประชาชนที่มานั้นเดินทางด้วยความยากลำบาก กทม.จึงร่วมกับบริษัท เจษฎา เทคนิค มิวเซียม เตรียมรถชัตเติลบัสไว้คอยให้บริการประชาชนทั้งหมด 5 คัน ซึ่งมีการบริการ 2 เส้นทาง คือ ถนนราชดำเนินใน และรอบนอกทั้งหมด โดยเปิดบริการให้กับประชาชนตั้งแต่เวลา 09.00-18.00 น.ของทุกวัน หลังมีประชาชนใช้บริการวันหนึ่งประมาณ 10,000 คน ซึ่งถ้านับตั้งแต่วันที่ 18 ต.ค. ที่เปิดให้บริการ มียอดผู้ใช้งานแล้ว 236,084 คน นอกจากนี้ การนำรถมาบริการจะช่วยลดการใช้รถส่วนตัวของประชาชนไปด้วยอีกทางหนึ่ง

ปชช.แห่รับหนังสือ “ในหลวง” ร.9

สำหรับการแจกหนังสืออันทรงคุณค่าเกี่ยวกับในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่ 3 ของการแจกหนังสือที่กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) จัดพิมพ์ ได้แก่ “พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช” และหนังสือ “๙๙ พระบรมราโชวาทน้อมนำราษฎร์ร่มเย็นเป็นสุขศานต์” มีประชาชนมารอต่อคิวบริเวณด้านหน้าพิพิธภัณฑ์ตั้งแต่เวลา 05.30 น. จนท้ายแถวยาวเข้าไปในโรงละครแห่งชาติ ทั้งนี้ ในเวลา 09.00 น. เจ้าหน้าที่กระทรวงวัฒนธรรมเปิดให้ประชาชนทยอยเข้ารับหนังสือภายในเต็นท์ นิทรรศการทรงสถิตในดวงใจไทยนิรันดร์โดยมีนายกฤษศญพงษ์ ศิริ ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม และ น.ส.วิมลลักษณ์ ชูชาติ รองปลัดฯแจกหนังสือในรอบแรก จำนวน 10,000 ชุด ก่อนที่จะเปิดให้รับอีก 3 รอบ รอบละ 10,000 ชุด ช่วงเวลา 12.00 น., 15.00 น. และ 17.00 น.

เร่งขึ้นบัญชี “การสวด–ประโคมย่ำยาม”

ขณะเดียวกัน นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รมว. วัฒนธรรม เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมครั้งที่ 3/2559 ว่า ที่ประชุมเห็นชอบให้นำการสวดทำนองหลวงและการประโคมย่ำยามในงานพระราชพิธีพระบรมศพ หรือพระศพตามโบราณราชประเพณีไทยเข้าสู่กระบวนการขึ้นบัญชีรายการมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติเป็นการเร่งด่วน เพื่อเป็นการปกป้องและรักษามรดกภูมิปัญญาของไทยที่มีการสืบทอดมาตั้งแต่สมัยโบราณ นอกจากนี้ จะมีการรวบรวมองค์ความรู้เกี่ยวกับการจัดงานพระบรมศพ การจัดสร้างพระเมรุมาศ การรักษาราชรถราชยาน รวมถึงวิธีการจัดริ้วขบวนอัญเชิญพระบรมศพเพื่อให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาและที่สำคัญได้บันทึกเป็นข้อมูลทางประวัติศาสตร์ โดยได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมวัฒนธรรม (สวธ.) นำเสนอเรื่องการสวดและการประโคมย่ำยามเข้าสู่กระบวนการขึ้นบัญชีรายการมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมในเขตกรุงเทพมหานครเพื่อพิจารณาก่อน จากนั้นนำเสนอต่อคณะกรรมการส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมระดับชาติ เพื่อพิจารณาประกาศขึ้นบัญชีรายการมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติต่อไป

คาดเสนอยูเนสโกขึ้นทะเบียนปี 2561

นายวีระกล่าวอีกว่า หลังจากนั้น สวธ.จะต้องไปรวบรวมข้อมูล พร้อมศึกษาเปรียบเทียบเกี่ยวกับการเสนอขึ้นบัญชีรายการมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ขององค์การการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ซึ่งประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และเวียดนาม ได้รับการขึ้นทะเบียนมาแล้ว ในประเภทการบรรเลงดนตรีในลักษณะเดียวกับประโคมย่ำยาม เพื่อรวบรวมข้อมูลในส่วนของไทยเสนอต่อยูเนสโกต่อไป ทั้งนี้ในการดำเนินงานทุกขั้นตอน วธ.จะขอพระบรมราชานุญาตจากสำนักพระราชวังก่อน และคาดว่าจะนำเสนอให้ยูเนสโกพิจารณาได้อย่างเร็วที่สุดในปี 2561

“การประโคมย่ำยามคือการบรรเลงดนตรีเพื่อสักการบูชาและบอกเวลาปฏิบัติงานโดยมีระยะเวลาห่างกันทุก 3 ชั่วโมง ซึ่งเป็นพิธีที่สืบทอดมาตั้งแต่สมัยอยุธยาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งถือเป็นมรดกภูมิปัญญาที่จะต้องมีการอนุรักษ์สืบทอด” นายวีระกล่าว

คู่สมรสเอกอัครราชทูตแจกขนม

ขณะที่การทำกิจกรรมจิตอาสาของคณะบุคคลต่างๆนั้น ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่เต็นท์จิตรลดาอาสาทำเพื่อพ่อ บริเวณประตูเทวาภิรมย์ คณะคู่สมรส เอกอัครราชทูตต่างประเทศประจำประเทศไทย 9 ประเทศ ได้แก่ ออสเตรีย กัมพูชา กรีซ ฮังการี อินโดนีเซีย เกาหลีใต้ โมร็อกโก โปรตุเกส และรัสเซีย ที่เดินทางเข้าแสดงความอาลัยพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เบื้องหน้าพระบรมโกศ บนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง หลังจากนั้นได้มาร่วมแจกของ ได้แก่ ขนมปังแซนด์วิชไส้ไก่ นมผงอัดเม็ดจิตรลดา ให้แก่ประชาชนที่เพิ่งถวายสักการะพระบรม ศพเสร็จ ต่อจากนั้นคณะคู่สมรสเอกอัครราชทูตได้เดินทางไปชมนิทรรศการพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่มหาวิทยาลัยศิลปากร วังท่าพระ

นักท่องเที่ยวโปแลนด์ช่วยแจกผลไม้

ส่วนที่เต็นท์ 24 โซนเหนือ มีนายมาเทอุส และนางอานิตา สองสามีภรรยาชาวโปแลนด์ มายืนแจกผลไม้ให้กับผู้ที่เข้ามาถวายสักการะพระบรมศพ โดยสองสามีภรรยากล่าวว่า มาเที่ยวเมืองไทยได้ระยะหนึ่งแล้วทราบว่า กษัตริย์ไทยสวรรคต รู้สึกเศร้าใจเช่นเดียวกับคนไทย และยิ่งเห็นคนไทยแต่งชุดดำกันทั้งประเทศ นึกไม่ถึงว่าคนไทยจะจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์มากมายขนาดนี้ รู้สึกปลื้มใจมาก และได้มาเห็นประชาชนมาถวายสักการะพระ บรมศพทุกวันเป็นจำนวนมาก จึงชักชวนภรรยามาที่สนามหลวง เพราะอยากมีส่วนร่วมเมื่อมีเวลาว่างจึงได้มาช่วยแจกผลไม้

แจกข้าวสารช่วยชาวนา

ส่วนที่เต็นท์โครงการทำดีเพื่อพ่อ ถนนหน้าพระธาตุ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่า กทม. พ.อ.พีระพงศ์ ไชยศรี หน.งานข่าว กอ.รมน.กทม. กลุ่มโครงการทำดีเพื่อพ่อและกลุ่มจิตอาสา ร้านจิวเวลี่แวววาว นำข้าวสารหอมมะลิ จำนวน 3 ตัน จำนวน 1,500 ถุง มาแจกให้กับประชาชนที่มาถวายบังคมพระบรมศพ พล.ต.อ.อัศวินกล่าวว่า การแจกข้าวสารในวันนี้ถือเป็นนิมิตหมายที่ดี และเป็นการช่วยชาวนาโดยการซื้อข้าวสารจากชาวนาโดยตรงไม่ผ่านการสีหรือแปรรูปใดๆ ซึ่งเป็นข้าวที่มีคุณภาพสูง หลังจากนี้อยากเห็นคนไทยรักกันไปแบบนี้ ไม่มีความคิดแตกแยกหรือแบ่งสีสันต่างๆ ส่วนการจัดนิทรรศการทางด้านทิศเหนือของสนามหลวง ขณะนี้ทาง กทม. มีหน้าที่จัดเต็นท์อย่างเดียวและดำเนินการเสร็จเรียบร้อยแล้ว ส่วนเรื่องรายละเอียดของงานไม่สามารถตอบได้เนื่องจากไม่ได้เป็นคนดำเนินการ

กู้ภัยสัตหีบแจกข้าวเหนียวหมูไก่

ขณะที่นายสมพล จงกลฐากร ผู้จัดการหน่วยกู้ภัยมูลนิธิสว่างโรจนธรรมสถาน อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี นำคณะอาสาสมัครกู้ภัย 30 นายเดินทางจาก อ.สัตหีบ นำข้าวเหนียวหมูไก่ 2,500 กล่อง พร้อมริบบิ้นสีดำ 2,000 ชิ้น มาแจกให้ประชาชนที่ท้องสนามหลวงและตามจุดพักรอคิวเข้าถวายสักการะพระบรมศพ รวมทั้งเดินแจกจ่ายให้กับเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจที่คอยดูแลอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนด้วย

“วิษณุ” แจงวันจัดงานของ กต.

ต่อมา นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวที่ทำเนียบรัฐบาลถึงกรณีการจัดกิจกรรมรวมพลังแห่งความภักดี เพื่อประกาศความจงรักภักดี และร่วมกันน้อมรำลึกถึงพระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดช ในโอกาสวันคล้ายวันพระบรม ราชสมภพปีที่ 89 ในวันที่ 22 พ.ย.ว่า รัฐบาลอยากให้กิจกรรมตรงกับวันประชุมคณะรัฐมนตรี คือวันที่ 22 หรือ 29 พ.ย. และที่ตัดสินใจจัดกิจกรรมในวันที่ 22 พ.ย. เพราะใกล้กับวันพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลปัญญาสมวาร 50 วัน ในวันที่ 1 ธ.ค. และใกล้กับวันเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธ.ค.จึงเป็นโอกาสดีในการร่วมแสดงความจงรักภักดี ซึ่งไม่ได้หมายความว่าต้องไปถวายบังคมพระบรมศพเพียงอย่างเดียว เราสามารถทำได้หลายกิจกรรม อาทิ การถวายสัตย์ปฏิญาณตน ที่ผ่านมามีการแสดงความจงรักภักดีด้วยกาย คือเข้าไปถวายบังคมพระบรมศพ ด้วยใจคือการให้คำมั่นว่าจะทำความดีตามรอยพ่อ ส่วนวาจา ยังไม่มี เลยถือโอกาสจัดเป็นการกล่าวถวายสัตย์ปฏิญาณตนขึ้น อย่างไรก็ตามที่ไม่จัดช่วงค่ำของวันที่ 5 ธ.ค. เพราะคิดว่าอาจไม่สะดวกมีประชาชนจำนวนมากรอเข้าแถวที่ท้องสนามหลวงเพื่อเข้าไปถวายบังคมพระบรมศพ จะไปแย่งที่เขาคงลำบาก ส่วนกระทรวงการต่างประเทศ (กต.) ขอจัดกิจกรรมวันที่ 20 พ.ย. เพราะเขาสะดวก ยืนยันว่าไม่มีอะไรที่เป็นสัญญาณของอะไรทั้งนั้น

กว่า 2 ล้านคนร่วมสอบธรรมศึกษา

ด้านนายพนม ศรศิลป์ ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) กล่าวว่า พศ.ร่วมกับ สำนักงานแม่กองธรรมสนามหลวง จัดสอบธรรมศึกษา สร้างความดีถวายพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยจะมีพิธีเปิดสนามสอบในวันที่ 21 พ.ย.นี้ ที่โรงเรียนบุญวัฒนา จ.นครราชสีมา ซึ่งในปีนี้ถือว่ามีผู้เข้าร่วมสอบมากกว่าทุกปีที่ผ่านมา เนื่องจากทุกคนต้องการที่จะร่วมกันทำความดีถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เป็นครั้งสุดท้าย โดยมีจำนวนผู้เข้าสอบมาถึง 2,263,826 คน มากกว่าปีที่ผ่านมาถึง 458,353 คน และใช้สนามสอบธรรมศึกษาทั่วประเทศ จำนวน 5,221 แห่ง สำหรับการเรียนการสอนธรรมศึกษานั้น เป็นการศึกษาที่คณะสงฆ์จัดให้กับประชาชนทั่วไปที่สนใจจะมาเรียนด้านพระพุทธศาสนา และเมื่อได้มาเรียนแล้วจะได้นำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน เท่ากับเป็นการทำความดีเพื่อถวายเป็นพระราชกุศล แด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

เตือนก๊อบปี้ธนบัตรขายผิด ก.ม.

ส่วนที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ กล่าวถึงกรณีพบว่ามีการปลอมแปลงธนบัตรที่ระลึกถึงพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ด้วยการนำไปถ่ายเอกสารสีว่า สำหรับเรื่องนี้ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร.ได้สั่งการไปยัง ผบก.ปคบ.ให้ดำเนินการแล้ว และยังให้ดำเนินการถึงการปลอมแปลงของที่ระลึกต่างๆ โดยมีการจัดชุดปฏิบัติการ 16 ชุด เข้าไปตรวจสอบ เบื้องต้นจะเน้นการประชาสัมพันธ์ ว่าสิ่งใดเป็นสิ่งไม่ควรกระทำ เป็นสิ่งที่ผิดกฎหมาย จากนั้นถ้ายังไม่เชื่อก็จะมีการบังคับใช้กฎหมาย

เตรียมสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์ ร.9

นอกจากนี้ ผู้สื่อข่าวยังได้รับการเปิดเผยจาก นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ว่า รพ.ศิริราชได้อัญเชิญพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จ พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ขึ้นประดิษฐาน ณ อาคารเฉลิมพระเกียรติ ฝั่งด้านแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อให้คนไทย ทั้งที่เป็นผู้สัญจรทางรถผ่านสะพานพระปิ่นเกล้า และสัญจรทางน้ำได้รำลึกถึงพระองค์ท่านและเตือนใจตนเองในการที่จะเดินตามรอยพระราชปณิธาน นอกจากนี้ ได้อัญเชิญพระบรมฉายาลักษณ์ขึ้นประดิษฐานที่อาคารศาลาศิริราช 100 ปี บริเวณใกล้กับลานพระราชานุสาวรีย์พระบรมราชชนก ซึ่งเป็นบริเวณรวมจิตใจของชาวศิริราชและคนไทย เพื่อให้ทุกคนได้น้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ โดยจะประดิษฐานพระบรมฉายาลักษณ์ไว้ตลอดไป หรืออย่างน้อยจนกว่าจะครบกำหนด 100 วัน ส่วนการจัดสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาท สมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ภายใน รพ.ศิริราชนั้น เบื้องต้นจะปรึกษาสำนักพระราชวังเกี่ยวกับความเหมาะสมต่างๆ ทั้งบริเวณที่จะประดิษฐาน และลักษณะของพระบรมราชานุสาวรีย์ โดยอาจจะให้สำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากรเป็นผู้ปั้น ทั้งนี้ ศิริราชตั้งใจที่จะให้แล้วเสร็จและมีพิธีเปิดพร้อมกับอาคารนวมินทรบพิตร 84 พรรษา ในอีก 2 ปีข้างหน้า

ทูลกระหม่อมหญิงฯ ออกพบพสกนิกร

ต่อมาเมื่อเวลา 18.00 น. ที่เต็นท์มูลนิธิโครงการ TO BE NUMBER ONE ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราช กัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี เสด็จออกทางประตูเทวาพิทักษ์ ประทานภาพพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จ พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช 500 ใบ ขนมอาหารว่าง 250 กล่อง ร่มสีดำ 80 คัน โดยมีประชาชนพสกนิกรชาวไทยมาต่อแถวรอประทานของดังกล่าวเป็นจำนวนมาก หลังจากนั้นเสด็จกลับเข้าไปยังพระบรมมหาราชวังและโบกพระหัตถ์พร้อมทั้งทำสัญลักษณ์นิ้วเป็นรูปหัวใจให้แก่ประชาชนที่มารอรับเสด็จด้วย ซึ่งประชาชนได้ตะโกนเปล่งเสียง “ทรงพระเจริญ” กันอย่างกึกก้องไปทั้งบริเวณ

ตชด.สำนึกพระมหากรุณาธิคุณ

ส่วนบรรยากาศตามต่างจังหวัดยังคงจัดกิจกรรมแสดงความอาลัยและรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช กันอย่างต่อเนื่อง โดยที่สนามฝึก กองบังคับการฝึกพิเศษ (บก.กฝ.6) ค่ายรามคำแหงมหาราช ต.เมืองเก่า อ.เมืองสุโขทัย พ.ต.อ.นพเก้า โกกิละวาที ผกก.6 บก.กฝ. บช.ตชด. พร้อมครูฝึก นำนักเรียน ตชด.จาก กก.ตชด.34 ค่ายพระเจ้าตาก จ.ตาก จำนวน 100 นาย ที่เข้ารับการฝึกตามหลักสูตร ตชด.ระดับพื้นฐาน เป็นเวลา 3 เดือน ร่วมกล่าวคำปฏิญาณตนและยืนแสดงความอาลัยเป็นเวลา 89 วินาที จากนั้นร้องเพลงชาติ เพลงสรรเสริญพระบารมี ก่อนก้มกราบต่อหน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดช และร่วมกันแปรอักษรเป็นเลข ๙ มีข้อความด้านล่างว่า กฝ.6 ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณและแสดงความอาลัยแด่พระองค์ท่าน

ผู้พิการถวายความจงรักภักดี

นางศิรินันท์ รัตนากร ผอ.ศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพคนงาน ภาค 1 จ.ปทุมธานี สำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน พร้อมเจ้าหน้าที่และผู้เข้ารับการฟื้นฟู ร่วมจัดกิจกรรมแปรอักษรเลข ๙ บริเวณพื้นที่บริเวณด้านหน้าของศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพฯ นางศิรินันท์กล่าวว่า กิจกรรมนี้ถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อเป็นการถวายความจงรักภักดีแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ตามพระราชดำรัส ตอนหนึ่งว่า “งานช่วยเหลือคนพิการนี้ก็มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะว่าผู้พิการไม่ได้อยากจะเป็นผู้พิการ และอยากช่วยเหลือตนเอง ถ้าเราไม่ช่วยเขาให้เขาสามารถที่ปฏิบัติงานอะไรเพื่อชีวิต และเศรษฐกิจของครอบครัวจะทำให้เกิดสิ่งที่หนักในครอบครัวมาแก่ส่วนรวม ฉะนั้นนโยบายที่จะทำก็คือช่วยเขาให้ช่วยเหลือตนเองได้ เพื่อจะได้ให้เขาสามารถเป็นประโยชน์ต่อสังคม” สะท้อนให้เห็นพระเมตตาของพ่อหลวงที่มีต่อปวงชนชาวไทย ไม่เว้นแม้แต่ผู้ด้อยโอกาสและผู้พิการ

เด็กออทิสติกลงนามแสดงอาลัย

ที่ศาลากลางจังหวัดกระบี่ นางนงลักษณ์ กุลพิพัฒน์ ผอ.ศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดกระบี่ พร้อมคณะครู พี่เลี้ยงและเด็กนักเรียนออทิสติกเกือบ 80 คน ร่วมลงนามแสดงความอาลัยต่อหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ เพื่อแสดงความอาลัย และเพิ่มเติมความรู้ให้กับเด็กๆ ได้รับทราบถึงพระกรณียกิจของพระองค์ท่านที่ทรงงานหนักเพื่อปวงประชาชน นางนงลักษณ์กล่าวว่า การนำเด็กออกนอกสถานที่ครั้งนี้ เพื่อให้มาร่วมลงนามแสดงความอาลัยและให้เด็กได้มีความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับพระองค์ท่าน รวมทั้งแสดงออกถึงความจงรักภักดี

ยึดตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง

พ.ต.ท.สุเทพ ชูแก้ว ผบ.ร้อย ตชด.ที่ 437 อ.สะเดา จ.สงขลา เผยว่า ให้ผู้ใต้บังคับบัญชาและแม่บ้านกำลังพลในค่ายปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ 3 แปลง มีทั้งผักกาดขาวและผักกวางตุ้ง ปลูกแบบหมุนเวียนใช้เวลาประมาณ 1 เดือนก็เก็บมาบริโภคและนำมาจำหน่ายให้ประชาชนราคา กก.ละ 40 บาท ถูกกว่าตามท้องตลาดอยู่ที่ กก.ละ 60-70 บาท เนื่องจากไม่ได้หวังผลกำไร แต่ต้องการให้กำลังพลและประชาชนได้บริโภคผักที่ปลอดภัย ดีต่อสุขภาพ ใช้พื้นที่ว่างและเวลาว่างเว้นจากราชการช่วยกันทำ ต้องการให้เป็นแหล่งเรียนรู้การปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ให้กับประชาชนที่สนใจนำไปดัดแปลงปลูกกินภายในครัวเรือน ทำเป็นอาชีพเสริมหรืออาชีพหลักเพื่อสร้างรายได้ แต่เหนือสิ่งอื่นใดคือการเดินตามรอยเบื้องพระยุคลบาทเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสืบสานพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการดำรงชีวิตซึ่งสามารถอยู่ได้อย่างมีความสุขและยั่งยืน

ยังมุ่งมั่นเดิน–วิ่งมุ่งหน้าเข้ากรุง

ขณะที่มีประชาชนจากต่างจังหวัดอีกหลายคนยังคงตั้งใจมุ่งมั่นเดิน-วิ่งเข้ากรุงเทพฯ เพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดี ไปถวายสักการะเบื้องหน้าพระบรมโกศ พระบรมศพ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง อาทิ นายภูวเรศ อิ่มเอิบ อายุ 32 ปี อดีตนักโทษคดีลักทรัพย์ ที่ได้รับพระราชทานอภัยโทษ ออกเดินจากหน้าเรือนจำกลางนครศรีธรรมราช อ.พระพรหม ฝ่าสายฝนที่ตกหนักผ่านถึง อ.ท่าศาลา และ อ.สิชล นายบำรุง จันทรกุล อายุ 59 ปี ชาวสวน อ.เบตง จ.ยะลา เดินถึง อ.เมืองยะลา นายศรี ทองคำวัน อายุ 47 ปี ชาวนา อ.สำโรง จ.อุบลราชธานี ผ่านมาถึง จ.ศรีสะเกษ นายประเสริฐ ยศทะราช อายุ 62 ปี สมาชิกอาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.) บ้านอยู่ ต.นางาม อ.เรณูนคร จ.นครพนม เริ่มออกวิ่งจากบ้านมุ่งหน้าเข้า กทม. หากถึงที่หมายจะบวชตลอดชีวิตเพื่อถวายเป็นพระราชกุศล นายเพียร เจริญไชยนันท์ อายุ 30 ปี ชาวกะเหรี่ยง ปาเกอะญอ อ.อุ้มผาง จ.ตาก เดินผ่านถึง อ.พบพระ จ.ตาก ตลอดเส้นทางที่ทุกคนผ่านได้รับความสนใจจากประชาชนออกมาให้กำลังใจจำนวนมาก

ผวจ.สุพรรณส่งชาวบ้านเข้ากรุง

ขณะที่ ที่ปั๊มน้ำมันเชลล์ ต.ท่าระหัด อ.เมืองสุพรรณบุรี ว่าที่ ร.ต.สุพีร์พัฒน์ จองพานิช ผวจ.สุพรรณบุรี พร้อมหัวหน้าส่วนราชการ จัดรถบัส 16 คันอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน 800 คนที่เดินทางไปเฝ้าฯกราบถวายบังคมพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ว่าที่ ร.ต.สุพีร์พัฒน์เผยว่า ร่วมกับ อบจ.สุพรรณบุรี จัดรถอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนที่ลงชื่อเดินไปกราบถวายบังคมพระบรมศพ 4 ครัั้ง ครัั้งละประมาณ 800 คน ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่เดินทางไป ทางจังหวัดอำนวยความสะดวกให้อย่างเต็มที่ ทั้งอาหาร น้ำดื่ม เจ้าหน้าที่พยาบาล และตำรวจที่ดูแล ครั้งต่อไปจะเดินทางไปวันที่ 5 ธ.ค. 24 ธ.ค. และครั้งสุดท้ายวันที่ 12 ม.ค.60

สิงห์บุรีจัดโครงการอุปสมบท

นายพศิน โกมลวิชญ์ ผวจ.สิงห์บุรี เผยว่า สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดสิงห์บุรีร่วมกับคณะสงฆ์จังหวัดสิงห์บุรี จัดโครงการอุปสมบทถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เนื่องในโอกาสบำเพ็ญกุศลครบกำหนดปัญญาสมวาร (50 วัน) และสตมวาร (100 วัน) จำนวนคราวละ 89 รูป เป็นระยะคราวละ 9 วัน ณ วัดพระนอนจักรสีห์วรวิหาร ต.จักรสีห์ อ.เมืองสิงห์บุรี เปิดรับสมัครดังนี้ 1.ครบกำหนดปัญญาสมวาร (50 วัน) รับสมัครระหว่างวันที่ 9-23 พ.ย.59 2.ครบกำหนดสตมวาร (100 วัน) รับสมัครระหว่างวันที่ 20 ธ.ค.59-10 ม.ค.60 ผู้สมัครต้องมีหลักฐานครบตามกำหนดและสามารถกล่าวคำขอบรรพชาอุปสมบท (คำขานนาค) ได้ สอบถามรายละเอียด ขอรับใบสมัครและยื่นใบสมัครได้ที่สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดสิงห์บุรี โทรศัพท์ 0-3650-7307-8

วิทยาลัยนาฏศิลป์เดินแปรอักษร

ที่ลานหน้าวิทยาลัยนาฏศิลป์อ่างทอง อ.เมืองอ่างทอง นายวิฑูรย์ พูลสวัสดิ์ ผอ.วิทยาลัย ร่วมกับคณะครู นักเรียนนักศึกษา 770 คน เข้าแถวหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ ลงนามแสดงความอาลัย และยืนสงบนิ่ง 89 วินาที ร่วมกันร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีโดยใช้ซออู้บรรเลงนำ ต่อด้วยบรรเลงเพลงพระราชนิพนธ์ “สายฝน” จากนั้นเดินแปรอักษรเป็นรูปเลข ๙ เหนืออักษร นศ.อท. ชื่อย่อของวิทยาลัยนาฏศิลป์อ่างทอง ก่อนแปรอักษรภาพที่ 2 เป็นรูปหัวใจและมีข้อความรักพ่อ ส่วนที่ อบจ.อ่างทอง นายวีร์รวุทธ์ ปุตระเศรณี ผวจ.อ่างทอง นำรถบัส 16 คันรับประชาชนชาวอ่างทอง 750 คน เดินทางไปถวายสักการะพระบรมศพที่พระบรมมหาราชวัง เป็นรอบแรก และมีกำหนดจัดเตรียมนำประชาชนเดินทางไปอีก 4 รอบ โดยมีเจ้าหน้าที่คอยดูแลตลอดการเดินทาง

ตราดแห่แลกเหรียญกษาปณ์

ส่วนบรรยากาศการเปิดให้ประชาชนมาแลกเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกพระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดชของ จ.ตราด วันที่ 3 ได้ย้ายจุดแลกเหรียญจากสำนักงานธนารักษ์พื้นที่ตราด ชั้น 2 ศาลากลางจังหวัดตราด ไปให้บริการที่ห้องประชุมศาลาประชาคม อ.เมืองตราด ข้างศาลากลางจังหวัด ยังคงมีประชาชนเดินทางมารอแลกเหรียญกันตั้งแต่เช้าถึงตลอดทั้งวัน เหรียญที่เปิดให้แลกวันนี้มี 1 ชุด ประกอบด้วย เหรียญ 3 ชนิด คือ เหรียญกษาปณ์ที่ระลึกพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 ชนิดราคา 20 บาท เหรียญกษาปณ์ที่ระลึกรางวัลนักวิทยาศาสตร์ทางดินเพื่อมนุษยธรรม ชนิดราคา 20 บาท และเหรียญกษาปณ์ที่ระลึก 50 ปี ฝนหลวงพระราชทาน ชนิดราคา 20 บาท มีชนิดละ 4,000 ชุด นายคณาวุฒิ สิติธีรพันธุ์ ธนารักษ์พื้นที่ตราด กล่าวว่า จะเปิดให้ประชาชนได้แลกเหรียญทุกวันจนกว่าจะหมด ต้องนำบัตรประชาชนมาลงทะเบียนแลกได้เพียงคนละ 1 ชุดเท่านั้น

กระทรวงวัฒนธรรมเตรียมเสนอ “การสวด-ประโคมย่ำยาม” ในงานพระราชพิธีพระบรมศพ-พระศพตามโบราณราชประเพณีไทย ขึ้นบัญชีมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ เป็นการเร่งด่วน หลังพบเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และเวียดนาม ได้รับการขึ้นทะเบียนมรดก 17 พ.ย. 2559 01:09 17 พ.ย. 2559 05:19 ไทยรัฐ