วันอังคารที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ทรัมป์โฉ่อีก-ลูกเขยจุ้นจ้าน บีบออกทีมดูแลความมั่นคง

“บันคีมูน” เลขาฯยูเอ็น หวัง “โดนัลด์ ทรัมป์” ว่าที่ประธานาธิบดีคนที่ 45 จะใส่ใจข้อตกลงสากล ทั้งข้อตกลงปารีส เพื่อลดปัญหาโลกร้อน รวมถึงข้อตกลงเรื่องอาวุธนิวเคลียรแต่ “เกาหลีเหนือ-ซีเรีย” เชียร์ว่าที่ผู้นำสหรัฐฯ คนใหม่ หลังจากนี้จะหันมาญาติดีด้วย ขณะเดียวกันส่องการตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ส่อป่วน หลังเสียงแตก เหตุ “ทรัมป์” เล็งดึงคนสนิท-ผู้สนับสนุน-พวกอนุรักษ์สุดขั้วที่มานั่งตำแหน่งสำคัญ แถมสื่อปูด ทีมดูแลความมั่นคงของทรัมป์ถูกลูกเขยบีบให้ออก 2 ราย จนว่าที่ผู้นำสหรัฐฯคนใหม่ต้องทวีตแจง ทุกคนยังทำงานประสานกันดี ด้านการประท้วงต้านว่าที่ผู้นำสหรัฐฯ สุดอื้อฉาว ยังลุกลามไปหลายเมือง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 16 พ.ย. ว่า กระแสต่อต้านนายโดนัลด์ ทรัมป์ มหาเศรษฐีผู้อื้อฉาว ว่าที่ประธานาธิบดีคนที่ 45 ของสหรัฐอเมริกา จากพรรครีพับลิกัน ซึ่งชนะเลือกตั้งเมื่อ 8 พ.ย.ที่ผ่านมา ยังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อวันที่ 15 พ.ย. ตามเวลาท้องถิ่น กลุ่มนักเรียนมัธยมปลายหลายร้อยคนจากโรงเรียนในย่านแมนฮัตตันและควีนส์พากันผละห้องเรียนออกมาเดินขบวนประท้วงที่หน้าตึก “ทรัมป์ ทาวเวอร์” ซึ่งทรัมป์กำลังประชุมตั้งคณะรัฐมนตรีอยู่ข้างใน โดยผู้ประท้วงตะโกนคำขวัญต่างๆ เช่น “ไม่เอาคู คลักซ์ แคลนซ์” (กลุ่มผิวขาวสุดโต่ง) “ไม่เอาฟาสซิสม์” และ “ไม่เอาพวกเหยียดผิว”

ขณะที่ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมืองหลวง กลุ่มนักเรียนมัธยมปลายหลายร้อยคนก็ผละห้องเรียนออกมาประท้วงเช่นกัน เริ่มต้นเดินขบวนที่หน้าโรงแรมเปิดใหม่ของทรัมป์ จากนั้นเดินไปที่เดอะมอลล์ สภาคองเกรส ทำเนียบขาว และศาลสูงสุดหรือศาลฎีกา รวมทั้งชูแผ่นป้ายเขียนข้อความต่างๆ เช่น “ชีวิตคนผิวดำก็สำคัญ” และ “ไม่ใช่ประธานาธิบดีของฉัน” ขณะที่นักเรียนโรงเรียนมัธยมปลาย “วู้ดโรว์ วิลสัน” ก็รณรงค์ทางสื่อสังคมออนไลน์หรือโซเชียลมีเดีย โดยกล่าวว่า ต้องการส่งสารบอกทรัมป์ว่า “เขาไม่ สามารถแบ่งแยกพวกเราได้”
ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 14 พ.ย. กลุ่มนักเรียนมัธยมปลายในหลายรัฐ รวมทั้งที่นครลอสแอนเจลิส และเมืองโอ๊กแลนด์ ในรัฐแคลิฟอร์เนีย เมืองพอร์ตแลนด์ รัฐโอเรกอน เมืองซีแอตเติล รัฐวอชิงตัน และเมืองซิลเวอร์สปริง รัฐแมรีแลนด์ ก็ออกมาเดินขบวนประท้วงต่อต้านนายทรัมป์เช่นกัน ขณะที่การประท้วงของฝูงชนทั่วไปยังมีอยู่ต่อเนื่องในหลายเมืองทั่วสหรัฐฯ แต่ส่วนใหญ่เป็นไปด้วยความสงบ

นอกจากนี้ กลุ่มอาศัยในอพาร์ตเมนต์ 3 แห่งที่มีชื่อว่า “ทรัมป์ เพลส” ในนครนิวยอร์ก กว่า 600 คน ที่เกลียดชังนายทรัมป์ พากันลงชื่อทางออนไลน์ ขอให้ปลดป้ายชื่อ “ทรัมป์ เพลส” ลง ซึ่งก็เป็นผลสำเร็จ เจ้าของอพาร์ตเมนต์ยอมเปลี่ยนชื่ออาคารใหม่ ขณะที่กลุ่มนักวิทยาศาสตร์สหรัฐฯ แสดงความหวั่นวิตกว่า รัฐบาลของนายทรัมป์จะเป็นรัฐบาลที่ต่อต้านวิทยาศาสตร์มากที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ ดูจากท่าทีต่างๆของเขา รวมทั้งประกาศจะถอนตัวจากข้อตกลงปารีส ซึ่งมีเป้าหมายต่อสู้โลกร้อน โดยชี้ว่าข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่ระบุว่าโลกร้อนขึ้นเพราะน้ำมือมนุษย์นั้นเป็นนวนิยายที่ถูกกุแต่งขึ้นโดย “จีน” เพื่อลดศักยภาพในการแข่งขันของอุตสาหกรรมสหรัฐฯ นอกจากนี้ นายไมค์ เพนซ์ ว่าที่รองประธานาธิบดีคนใหม่ ก็ปฏิเสธทฤษฎีวิวัฒนาการของชาร์ลส์ ดาร์วิน ซึ่งเป็นรากฐานของชีววิทยายุคใหม่

ด้านนางบาร์บารา บ็อกเซอร์ วุฒิสมาชิกแห่งรัฐแคลิฟอร์เนีย พรรคเดโมแครต ได้ยื่นร่างกฎหมายที่จะให้ยกเลิกการใช้ระบบ “คณะผู้เลือกตั้ง” ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ หลังผลการนับคะแนนใน 49 รัฐจากทั้งหมด 50 รัฐ ปรากฏว่า นายทรัมป์เป็นผู้ชนะเพราะได้เสียงคณะผู้เลือกตั้งมากกว่านางฮิลลารี คลินตัน คู่แข่งแห่งพรรคเดโมแครต แต่เขากลับแพ้คะแนน “ป๊อปปูลาร์ โหวต” หรือคะแนนเสียงรวมของผู้ไปออกเสียงทั้งประเทศ

ส่วนการประชุมว่า ด้วยสภาพอากาศโลกเปลี่ยนแปลง ที่เมืองมาราเกช ประเทศโมร็อกโก เมื่อวันที่15 พ.ย. นายบัน คีมูน เลขาธิการสหประชาชาติ (ยูเอ็น) แสดงความหวังว่านายทรัมป์จะไม่นำสหรัฐฯถอนตัวจากข้อตกลงปารีสเพื่อต่อสู้โลกร้อน นอกจากนี้ ประธานาธิบดีฟรองซัวส์ โอลองด์ แห่งฝรั่งเศส ยัง เรียกร้องให้ทรัมป์เคารพข้อตกลงปารีสซึ่งเปลี่ยนแปลงกลับไม่ได้ และไม่เชื่อว่าทรัมป์จะล้มเลิกข้อตกลงนิวเคลียร์ที่ 6 ชาติมหาอำนาจทำไว้กับอิหร่าน ขณะที่โฆษกของรัฐบาลเกาหลีเหนือแถลงว่า เกาหลี เหนือไม่สนใจว่าใครจะเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ แต่สนใจว่าจะสหรัฐฯจะเลิกนโยบายเป็นปฏิปักษ์กับเกาหลีเหนือหรือไม่มากกว่า

วันเดียวกัน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรครีพับลิกัน ได้ลงมติเอกฉันท์เลือกนายพอล ไรอัน เป็นประธานสภาผู้แทนอีกสมัย หลังพรรครีพับลิกันชนะการเลือกตั้ง ได้ครองเสียงข้างมากทั้งในสภาผู้แทนฯ และวุฒิสภา ขณะที่นายทรัมป์ และนายไมค์ เพนซ์ หารือกันอย่างเคร่งเครียดเรื่องการตั้งคณะรัฐมนตรี ซึ่งเริ่มมีอุปสรรคเพราะความเห็นไม่ตรงกัน รวมทั้งกรณีที่ทรัมป์เลือกนายสตีฟ แบนนอน อดีตผู้บริหารของเว็บไซต์ข่าว “บรีทบาร์ท” ซึ่งถูกมองว่าเป็นพวกอนุรักษนิยมเชิดชูคนผิวขาวสุดขั้ว ขึ้นมาเป็นหัวหน้าทีมยุทธศาสตร์ นอกจากนี้ ทรัมป์ยังจะดึงคนสนิทคือนายสตีฟ มนูชิน นักลงทุนในตลาดหุ้นวอลสตรีตมาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และดึงนายวิลเบอร์ รอสส์ มหาเศรษฐีนักลงทุน ซึ่งสนับสนุนเขามายาวนาน เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ด้วย

ส่วนประธานาธิบดีบารัค โอบามา ซึ่งอยู่ในระหว่างการเดินทางเยือนต่างประเทศครั้งสุดท้ายก่อนหมดวาระการดำรงตำแหน่งสมัยที่ 2 ในต้นปีหน้า กล่าวระหว่างการเยือนกรุงเอเธนส์ ประเทศกรีซ เตือนให้ระวังกระแส “ชาตินิยมแบบดิบหยาบ” หลังนายทรัมป์ชนะเลือกตั้งอย่างพลิกความคาดหมาย ซึ่งกระแสดังกล่าวยังเกิดขึ้นเมื่อสหราชอาณาจักรลงประชามติแยกตัวจากสหภาพยุโรป (อียู) และกำลังเบ่งบานในหลายประเทศในยุโรป อนึ่ง ระหว่างการเยือนกรุงเอเธนส์ มีกลุ่มผู้ประท้วงฝ่ายซ้ายกว่า 3,000 คนไปเดินขบวนประท้วงโอบามาด้วย จนตำรวจต้องยิงแก๊สน้ำตาและระเบิดแสงสลายฝูงชน

นอกจากนี้ สื่อสหรัฐฯยังรายงานว่า นางบีเวอร์ลีย์ วาลิง นายกเทศมนตรีเมือง “เคลย์” เมืองเล็กๆ ในรัฐเวสต์เวอร์จิเนีย ถูกโจมตีและกดดันอย่างหนักจนต้องลาออกแล้ว หลังแสดงท่าทีดูหมิ่นนางมิเชล โอบามา สตรีหมายเลข 1 ของสหรัฐฯ ภริยาของประธานาธิบดีโอบามา ต้นเหตุเกิดจากนางพาเมลา แรมซีย์ เทเลอร์ ผู้อำนวยการบริษัท “เคลย์ เคาน์ตี้ ดีเวลลอปเมนต์ คอร์ป.” โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก หลังนายทรัมป์ ซึ่งมีนางเมลาเนีย อดีตนางแบบสาวสวยเป็นภริยา ชนะเลือกตั้งว่า “คงจะสดชื่นที่จะมีสตรีหมายเลข 1 ที่มีระดับ สวย งามสง่า ในทำเนียบขาว ฉันเบื่อลิงใส่ส้นสูงเต็มทีแล้ว” ซึ่งนางวาลิงได้เข้าไปโพสต์แสดงความเห็นสนับสนุนว่า “เธอทำให้ฉันมีความสุข แพม”

ขณะที่ประธานาธิบดีบาชาร์ อัล-อัสซาด แห่งซีเรีย ประเทศที่เกิดสงครามนองเลือดมากว่า 5 ปี ได้ให้สัมภาษณ์พิเศษต่อสถานีโทรทัศน์ “อาร์ทีพี” ของโปรตุเกสเมื่อวันที่ 15 พ.ย.ว่า ตนหวังว่านายทรัมป์จะเป็นพันธมิตรกับซีเรียในการต่อสู้การก่อการร้าย ทรัมป์จะเป็น “พันธมิตรโดยธรรมชาติ” ถ้าทำตามสัญญาขณะหาเสียงว่าจะต่อสู้การก่อการร้าย ก่อนหน้านี้ทรัมป์ยังเคยพูดว่าเป็นเรื่องบ้าบอที่จะต่อต้านทั้งกองทัพรัฐบาลซีเรียและกองกำลังรัฐอิสลาม (ไอเอส) และว่าการต่อสู้กับรัฐบาลซีเรียอาจนำไปสู่สงครามกับรัสเซีย อย่างไรก็ตาม อัสซาดยังสงสัยว่าทรัมป์จะทำตามคำสัญญาหรือไม่ ตนยังไม่ตัดสินเขาตอนนี้

ขณะเดียวกัน นายทรัมป์ ออกมากล่าวปกป้องกระบวนการส่งผ่านอำนาจและคัดเลือกผู้ที่จะมาร่วมคณะรัฐมนตรีที่มีข่าวว่าเริ่มมีความขัดแย้งและเห็นไม่ลงรอยกัน โดยทวีตข้อความในบัญชีทวิตเตอร์ส่วนตัว ยืนยันทีมงานยังทำงานร่วมกันเป็นกลุ่มก้อนดี ตนเป็นคนเดียวที่รู้ว่าใครได้รับเลือกในตำแหน่งไหนอย่างไร ด้านนายรูดอล์ฟ กุยเลียนี อดีตนายกเทศมนตรีมหานครนิวยอร์ก ผู้เป็นทั้งเพื่อนและที่ปรึกษาของนายทรัมป์ช่วงหาเสียงเลือกตั้งและยังเป็นตัวเต็งได้เป็น รมว.ต่างประเทศคนใหม่ของสหรัฐฯ ระบุด้วยว่าการเตรียมการส่งผ่านอำนาจของประธานาธิบดีเป็นกระบวนการยุ่งยากซับซ้อนเสมอและหากเกิดมีความบกพร่องก็ถือเป็นธรรมดา

ก่อนหน้านี้ สื่อสหรัฐฯรายงานว่าสมาชิกระดับสูง 2 คนของทีมส่งผ่านอำนาจ ซึ่งดูแลด้านความมั่นคงแห่งชาติของนายทรัมป์ถูกบีบให้ออกจากทีม โดยมีนายจาเรด คุชเนอร์ ลูกเขยนายทรัมป์อยู่เบื้องหลังการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว แต่นายทรัมป์ไม่ได้ระบุชัดถึงเรื่องดังกล่าว

ด้านเดนเซล วอชิงตัน พระเอกผิวสีชื่อดังแห่งวงการฮอลลีวูดที่มีผลงานเรื่องล่าสุดเป็นแนวคาวบอยย้อนยุค “7 สิงห์แดนเสือ” (The Magnificent Seven) ต้องให้ตัวแทนออกมาแถลงข่าวปฏิเสธหลังถูกปลอมบัญชีเฟซบุ๊กของเขาเอง แล้วโพสต์แสดงความชื่นชมนายทรัมป์อย่างออกหน้า และมีคนแชร์ข้อความต่อมากกว่า 22,000 ครั้ง นับแต่วันที่ 14 พ.ย. ระบุเนื้อหาที่โพสต์ในเฟซบุ๊กเป็นการแต่งเรื่องขึ้น 100 เปอร์เซ็นต์

“บันคีมูน” เลขาฯยูเอ็น หวัง “โดนัลด์ ทรัมป์” ว่าที่ประธานาธิบดีคนที่ 45 จะใส่ใจข้อตกลงสากล ทั้งข้อตกลงปารีส เพื่อลดปัญหาโลกร้อน รวมถึงข้อตกลงเรื่องอาวุธนิวเคลียรแต่ “เกาหลีเหนือ-ซีเรีย” เชียร์ว่าที่ผู้นำสหรัฐฯ คนใหม่ 17 พ.ย. 2559 00:25 17 พ.ย. 2559 07:30 ไทยรัฐ