วันอังคารที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

โซเชียลมีเดียช่วยทรัมป์ชนะเลือกตั้ง

เมื่อวานนี้มีข่าวเล็กๆชิ้นหนึ่งว่า มาร์ค ซัคเกอร์เบิร์ก ผู้ก่อตั้งและซีอีโอ เฟซบุ๊ก โซเชียลมีเดียชื่อดังที่มีสมาชิกล่าสุด 1,788 ล้านบัญชี ในจำนวนนี้กว่า 500 ล้านบัญชี เป็นแอคทีฟยูสเซอร์ ได้ออกมาปฏิเสธข่าวที่ว่า “ข่าวปลอมในเฟซบุ๊ก” ช่วยให้ โดนัลด์ ทรัมป์ ชนะ การเลือกตั้งได้เป็น ประธานาธิบดีคนที่ 45 ของสหรัฐฯ

มาร์ค แถลงว่า เนื้อหาในเฟซบุ๊กกว่า 99% น่าเชื่อถือ มีเพียงจำนวนเล็กน้อยเท่านั้นที่เป็น “ข่าวปลอม” และ “ข่าวหลอกลวง” ที่มาจากคนบางกลุ่มหรือจากการเมือง

มาร์ค ซัคเกอร์เบิร์ก แถลงด้วยว่า เฟซบุ๊กจะมีมาตรการจัดการกับ “ข่าวปลอม–ข่าวหลอกลวง” ให้มากยิ่งขึ้น โดยจะประกาศมาตรการใหม่ในเร็วๆนี้ ทั้งนี้ เฟซบุ๊กมีระบบวิเคราะห์พฤติกรรมผู้ซื้อสามารถ เน้นที่อยู่ในเขตเลือกตั้งได้ จึงเหมาะที่จะใช้หาเสียงทางการเมือง

ในโซเชียลมีเดียยอดฮิตทั้งหลาย ผมคิดว่า “ไลน์” เป็นโซเชียลมีเดียที่มี “ข่าวปล่อย–ข่าวปลอม–ข่าวหลอกลวง” มากที่สุด บางข่าว วนเวียนเป็นปีไม่จบสิ้น ข่าวปลอมข่าวหลอกลวงในไลน์หลายเรื่องเป็นเรื่องอันตราย แต่รัฐบาลไทยก็ใจดี ปล่อยให้โลกโซเชียลสร้างข่าวปลอมข่าวหลอกลวงกันอย่างเสรี ถ้าไม่กระทบต่อรัฐบาล

ที่น่าเศร้าใจก็คือ “คนที่ส่งต่อ” ข่าวปลอมข่าวหลอกลวงเหล่านี้ ล้วนเป็นคนมีการศึกษาดีทั้งสิ้น แต่กลับส่งต่อโดย “ขาดสติยั้งคิด” อยากอวดตัวเป็นคนแรกที่รู้ คนแรกที่ส่งต่อ โดยไม่รู้ว่ามีต้นตอมาจาก ไหน และไม่ได้ตรวจสอบข้อมูลที่ได้รับ มีความจริงหรือความเป็นไปได้มากน้อยเพียงไร ก่อนที่จะส่งต่อ

จากการประมวลข้อมูล การใช้โซเชียลมีเดียหาเสียงเลือกตั้ง ของ โดนัลด์ ทรัมป์ มีความน่าสนใจอย่างมาก ผมเชื่อว่าในอนาคต นักการเมืองไทย ก็คงจะหันมาใช้ โซเชียลมีเดีย เป็นเครื่องมือหาเสียงทางการเมืองมากขึ้น เพราะคนไทยเชื่อง่าย นอกเหนือจากสื่อหลัก

การหาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯครั้งนี้ โดนัลด์ ทรัมป์ ใช้ “ทวิตเตอร์” เป็นหลักในการหาเสียง ทรัมป์มีผู้ติดตามทวิตเตอร์ของเขาถึง 12 ล้านคน ขณะที่ ฮิลลารี คลินตัน มีผู้ติดตามทวิตเตอร์ของเธอ 3 ล้านคนเท่านั้น ห่างกันถึง 4 เท่าตัว ในช่วง 6 เดือนแรกของ การหาเสียง ชื่อของโดนัลด์ ทรัมป์ ถูกอ้างอิงในการสนทนาผ่านทวิตเตอร์กว่า 130 ล้านครั้ง ขณะที่ชื่อของ ฮิลลารี คลินตัน ถูกอ้างถึงในวงสนทนาทวิตเตอร์เพียง 37 ล้านครั้งเท่านั้น ห่างกันลิบลับ

ทรัมป์ และ ทีมงาน จะช่วยกันเขียนข้อความในทวิตเตอร์สื่อสารกับผู้ติดตามเดือนละประมาณ 372 ชิ้น หรือเฉลี่ย 12 ชิ้นต่อวัน ข้อความทวิตเตอร์ที่ทรัมป์เขียนเอง จะส่งผ่านเครื่องโทรศัพท์ยี่ห้อซัมซุงกาแล็กซี่ และมีถ้อยคำก้าวร้าวโจมตีและข่มขู่ฝ่ายตรงข้าม แต่ทวิตเตอร์ที่เขียนโดยทีมงาน จะมีข้อความที่สุภาพเรียบร้อย และส่งผ่านโทรศัพท์ไอโฟน

การใช้โซเชียลมีเดียช่วยทำให้ทรัมป์ประหยัดงบหาเสียงไปได้มาก ทรัมป์ ใช้งบหาเสียง 91 ล้านดอลลาร์ หรือ 3,185 ล้านบาท แต่ ฮิลลารี ใช้งบหาเสียงถึง 374 ล้านดอลลาร์ หรือ 13,090 ล้านบาท การใช้วาจาที่ก้าวร้าว ทำให้ทรัมป์มีข่าวในหน้าสื่อทุกวัน คิดเป็นมูลค่าสื่อสูงถึง 5,000 ล้านดอลลาร์ หรือ 175,000 ล้านบาท โดยไม่ต้องเสียเงินสักบาท แต่เป็นตัวอย่างที่ไม่ดีที่นักการเมืองดีไม่ควรเอาเป็นเยี่ยงอย่าง

ในอนาคตผมเชื่อว่า การใช้สื่อโซเชียลมีเดียหาเสียงทางการ เมือง จะมีมากขึ้น แต่การใช้ “ข่าวปลอม–ข่าวหลอกลวง” ถือเป็น “ความชั่ว” ที่ไม่ควรปล่อยไว้ ผมเห็นด้วยกับ มาร์ค ซัคเกอร์เบิร์ก ในการสกัดข่าวปลอมข่าวหลอกลวงที่ทำลายสังคมเหล่านี้

ในความเห็นผม เทคโนโลยีโซเชียลมีเดีย ยิ่งก้าวหน้ามาก ก็ยิ่งอันตรายต่อผู้ใช้มาก โดยเฉพาะ “การรุกล้ำข้อมูลส่วนตัว” จากระบบรวบรวมข้อมูลของผู้ใช้ จะทำให้ผู้ใช้ไม่มีความปลอดภัยในอนาคต ผู้ใช้โซเชียลมีเดียทั้งหลาย จึงพึงระวังไว้ด้วยเถิด.

“ลม เปลี่ยนทิศ”

16 พ.ย. 2559 09:21 16 พ.ย. 2559 09:21 ไทยรัฐ