วันศุกร์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ชีวิตดีๆ ที่ลงตัว

โดย น้าเน็ก

ผมมีร้านหนังสืออิสระที่ชอบมากอยู่ร้านนึงแถวถนนพระสุเมรุ เลยวัดบวรนิเวศไปนิดหน่อย

เป็นร้านที่เล็กมาก แต่ข้างในอัดแน่นด้วยหนังสือหายาก มีหนังสือนอกกระแสให้เลือกอ่าน แถมยังมีมุมชานานาชาติไว้บริการลูกค้าด้วย

แม้จะชอบ แต่นานๆ ทีถึงจะได้มีโอกาสไปสักครั้ง เพราะไกลและรถติด โอเคระยะทางอาจไม่เท่าไร ถ้านับจากเอกมัยแหล่งทำมาหากิน แต่เรื่องรถติดคงต้องยอม พานถอดใจเสียหลายหน

จนไม่นานมานี้เกิดคิดถึงร้านที่ว่าขึ้นมา บวกกับมีเวลาว่างเพียงหนึ่งวัน

ดังนั้นเพื่อใช้ความว่างอันแสนน้อยนิดให้เกิดประโยชน์ ดีกว่านั่งตากแอร์เฉยๆ จึงคิดหาทางข้ามโลกจากย่านรถติดไปท่าพระอาทิตย์ดีกว่า

เพื่อให้เร็วสุด เสียเวลาน้อยสุด ขับรถเองตัดทิ้งได้เลย ก็เหลืออยู่วิธีเดียวเท่านั้นแหละ “ขนส่งสาธารณะ” และนี่คือการเดินทางทั้งหมดของผมในวันนั้น

หนึ่ง … ซิ่งวินมอร์เตอร์ไซค์จากออฟฟิศไปลง BTS เอกมัย

สอง … เปลี่ยนสายมาลง MRT สุขุมวิท

สาม … นั่งจาก MRT สุขุมวิท มาลง MRT หัวลำโพง

สี่ … จับตุ๊กๆ จากหัวลำโพงมาลงที่ถนนพระสุเมรุ ร้อยยี่สิบบาท

ห้า … เดินเท้าต่อไปอีกนิดหน่อยก็ถึงร้าน

ขากลับโบกตุ๊กๆ จากแถวนั้นไปลงหัวลำโพงอีกรอบ เที่ยวนี้คิดร้อยเดียว ราคาแล้วแต่ช่วงเวลาและคนขับ

ทำซ้ำไล่ตั้งแต่ข้อสี่ขึ้นไป กลับเอกมัยด้วยวิธีเดิม

เร็วดี รถไม่ติด แต่ลุงเหนื่อยมาก เดินจนเวียนหัว

หรือถ้าไม่อยากลงหัวลำโพง ไม่อยากโดนค่าตุ๊กๆ ร้อยยี่สิบ ก็ให้ใช้วิธีนี้

นั่ง BTS ยาวๆ จากเอกมัยมาถึงสยาม

เปลี่ยนจากสยามมาสายสีลม แล้วซัดตรงๆ ลงสถานีสะพานตากสิน

เพื่อลงเรือด่วนเจ้าพระยาธงส้มที่ท่าสาทร สิบสี่บาท

นั่งเบียดฝรั่งเบียดคนจีน เอาหน้าตากลมสักพักก็ถึงท่าพระอาทิตย์

ขึ้นจากเรือมาตบตุ๊กๆ ไปลงหน้าร้านหนังสือ สี่สิบบาท ก็ได้เหมือนกัน

ข้อดีของเส้นทางแรกคือ เร็วแต่แพง เพราะค่าตุ๊กๆ ที่หัวลำโพงไปท่าน้ำทั้งหลาย เริ่มต้นที่ร้อยนึง

ไปท่าพระอาทิตย์ยังไงก็ร้อยยี่สิบเน้นๆ ตลอดทางเราจะได้พบกับบรรยากาศแบบฟาสต์ไฟว์ เสี่ยงตายทุกแยก ทิ้งแรงทุกโค้ง ไม่รู้จะรีบแทนกูไปไหน โลกไม่เคยมีความพอดี สำนึกด้านชีวิตหลังความตายเกิดขึ้นเรื่อยๆ เหมือนอยู่ในหนัง Final Destination ยังไงยังงั้น นี่จะเป็นการเดินทางครั้งสุดท้ายของเราไหมล่ะเนี่ย ยังไม่ทันได้สั่งเสียกับใครเลย (แต่ว่านะ ยังไม่เคยได้ยินข่าวว่าตุ๊กๆ เอาผู้โดยสารไปเทกระจาดสักที หรือมีแต่ไม่เคยเห็น ผู้ใดรู้ช่วยมาบอกหน่อย)

ส่วนทางเลือกที่สอง ช้ากว่า ราคาถูก เหมาะสำหรับคนที่ไม่รีบ แต่ปลอดภัยแค่ไหนก็อีกเรื่อง เพราะนักท่องเที่ยวเยอะเป็นหนอน วันธรรมดาก็เยอะ วันหยุดแทบจะขี่คอ กลัวโป๊ะจะทรุด

พอจะสรุปได้ว่า ทักษะสำคัญของการดำรงชีพด้วยขนส่งสาธารณะทั้งหลายในกรุงเทพนั้น ได้แก่

ข้อแรก ต้องมีแรงเดิน!

ข้อสอง ต้องแข็งแรงทรหดอดทนต่ออากาศเลวๆ และผู้คนรอบข้าง ซึ่งก็กำลังกัดฟันทนอยู่เช่นกัน

ข้อสาม ห้ามเป็นคนคิดมาก … นั่งวินแล้วอันตรายนะ หัวเข่าจะเบียดล้อรถเมล์ น้ำในคลองแสนแสบสียังกะก๋วยเตี๋ยวน้ำตก หล่นลงไปจะทำไง นั่นนี่นู่น อย่าคิดเยอะ สังคมเมืองไม่เคยเหลือเผื่อเวลาให้เรากังวล

ข้อสี่ ต้องพร้อมเสี่ยงตายได้ทุกเมื่อ … เพราะชีวิตจะมีค่าเหลือแค่ยี่สิบบาททันทีที่ซ้อนวิน เหลือสามสิบบาททุกครั้งที่นั่งรถตู้ ต้องสตรอง

ถ้ามีครบดังนี้แล้ว เราก็สามารถไปได้ทุกที่ เป็นชีวิตดีๆ ที่ลงตัวจริงๆ ครับ

มันอาจจะเร็วกว่าการติดแหงกบนรถตัวเองหลายเท่า แต่ยิ่งกว่านั้นก็ต้องมีโชคนะ เช่น เรียกแท็กซี่แล้วมันยอมไปส่ง ขึ้นรถตู้ นั่งวิน ลงเรือแล้วไม่ซวยเกิดเหตุ โป๊ะไม่ล่ม แลกกับความเหนื่อยอีกสักหน่อย

ใช่ กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่เราอยู่แล้วเหนื่อยเป็นพิเศษ แม้กระทั่งการเดินทางธรรมดาๆ

รุ่นน้องคนหนึ่งที่เป็นผู้กำกับฮิปสเตอร์แห่งยุค เคยพูดไว้ว่า กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่ไม่สนับสนุนให้เราใช้ชีวิตด้วยการเดินเท้า หรือขนส่งมวลชนเลยให้ตาย สนับสนุนให้กูขับรถกันอย่างเดียว ถ้าอยากตากแอร์สบายๆ ไม่ต้องเดิน ไม่ต้องฝ่าฟันกับคนขับรถ หรือเพื่อนร่วมทางบูดๆ ตูดๆ ล่ะก็

ซึ่งมันไม่ควรเป็นอย่างนั้น มันน่าเสียดายจริงๆ บ้านเรามีอะไรให้ดูระหว่างทางเยอะแยะ มีของข้างถนนให้กิน มีสถานที่ดีๆ ให้ไปเสพนอกเหนือจากห้าง อยู่ไม่ไกลแต่เสือกเดินทางไปลำบาก แค่คิดว่าจะเดินข้ามไปอีกซอยนึงเพื่อกินข้าวแกงก็กลายเป็นความตรากตรำของชีวิตแล้ว

ผมพยักหน้าตามแรงๆ อย่างเห็นด้วย วันนั้นตัวเองได้หนังสือติดมือกลับมาสี่เล่ม พร้อมพลังงานที่ลดลงไปสี่สิบเปอร์เซ็นต์

เอาจริงๆ พวกเรานึกภาพไม่ออกกันเลยว่าชีวิตที่ไม่ต้องผจญภัยเพื่อไปแค่ร้านกาแฟ ชีวิตที่ได้รับการอำนวยความสะดวก คุ้มครองดูแลตามสิทธิ์ที่คนเดินถนนพึงได้รับมันเป็นยังไง เราแค่เอาตัวรอดในการผจญภัยในแต่ละวันไปให้ได้แค่นั้น

บางทีความน่าเศร้าใจเกิดขึ้นเมื่อพบว่าเราใช้วิธีรับมือปัญหา ด้วยการบอกตัวเองว่าจริงๆ มันไม่ใช่ปัญหา แกแค่ต้องการเวลาเพื่อชินกับมันเฉยๆ วิถีของเมืองหลวงน่ะมันแก้อะไรไม่ได้หรอก เหมือนโต๊ะที่มีของกองสุมเท่าภูเขา วิธีแก้คือการทำใจว่าไม่มีใครจัดมันได้หรอกอย่างงั้นเหรอ ถ้าจัดการก็คือต้องเดี๋ยวนี้ ทันที ด้วยการกวาดทุกอย่างลงมาให้เหลือแต่โต๊ะโล่งๆ ซึ่งไม่ใช่หรือเปล่าวะ

ในฐานะคนใช้ถนน คนอยู่ในเมืองตัวเล็กๆ เราทำอะไรไม่ได้มากไปกว่า หวังว่าสักวันจะได้เห็นจุดเริ่มต้นที่นำมาสู่ความเปลี่ยนแปลง พัฒนาในระยะยาวจริงๆ ได้เห็นแนวคิดที่คิดเผื่อมาแล้วสำหรับทุกคนทั้งปัจจุบันนี้และอนาคต เพื่อที่อีกสิบปีข้างหน้า จะไปร้านหนังสือทีจะได้ไม่ต้องเหนื่อยขนาดนี้อีก (พูดพลางเอาหน้าจ่อพัดลม)

น้าเน็ก & น้องเนิฟ

น้าเน็ก

15 พ.ย. 2559 11:54 15 พ.ย. 2559 14:42 ไทยรัฐ