วันจันทร์ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ยืนด้วยสองขา ชาวนารอทางรอด

“ชาวนาไทย” สู้วิกฤติราคาข้าว ตกต่ำ...ข้าวเปลือกรับซื้อกิโลกรัมละ 7 บาท ต้องยึดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง พึ่งพาตนเองรอบด้าน ลดต้นทุน...เพิ่มผลผลิต แปรรูปผลผลิตเพิ่มมูลค่า ปลูกเอง ทำเอง ขายเอง ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ

คำแนะนำส่งต่อๆกันในโลกออนไลน์...เข้าร่วมโครงการชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี “ราคาดีเมื่อไหร่ แล้วค่อยขาย” เริ่ม 1 พ.ย.59-28 ก.พ.60 เพื่อชาวนาได้รับประโยชน์ทั่วประเทศ

“การผลิต...การตลาด...การเงิน” ต้องเดินหน้าไปด้วยกัน เมื่อเป็นเช่นนั้น “การตลาดต้องนำการผลิต”...คิด วางแผน แล้วจึงทำ

เริ่มจาก...“เกี่ยวข้าว” ไม่ว่าจะเป็นข้าวเจ้า ข้าวหอมมะลิ ข้าวปทุมธานี 1 ต้องตากข้าวให้แห้ง ความชื้นไม่เกิน 15 เปอร์เซ็นต์ สิ่งเจือปนไม่เกิน 2 เปอร์เซ็นต์...เพื่อให้ได้ราคาดี แล้วนำไปเก็บเข้ายุ้งฉาง

เทคนิคสำคัญ...ให้เกลี่ยข้าวด้านบนให้เสมอกัน ปิดให้มิดชิดป้องกันนก หนู แมลงเข้าไปทำลายคุณภาพข้าว ขั้นต่อไปก็ให้รวมกลุ่มกันนัดหมาย วัน เวลา กับเจ้าหน้าที่ ธ.ก.ส.ในจังหวัด วัดปริมาณ...ตรวจสอบคุณภาพข้าว ทำสัญญาเงินกู้ โดยใช้ข้าวเป็นหลักประกันและให้เพื่อนชาวนาด้วยกันค้ำประกันร่วม

รับเงินภายใน 3 วัน...นับจากวันทำสัญญา โดยเงินจะเข้าบัญชีเงินฝากที่ทำไว้กับ ธ.ก.ส. ข้อสำคัญจะไม่มีการหักหนี้เก่า หรือถ้าชาวนาจะชำระหนี้เก่าก็ตามสะดวกแล้วแต่ใครจะสมัครใจ

“นำเงินไปใช้จ่ายในครัวเรือน ราคาข้าวดีเมื่อไหร่ก็ค่อยขาย แล้วนำเงินมาชำระหนี้เงินกู้ภายใน 5 เดือน...นับจากเดือนที่รับเงินกู้ไป”

ผลประโยชน์ที่ชาวนาจะได้รับข้างต้น เป็นมาตรการช่วยเหลือของรัฐบาลปีการผลิต 2559/60 ตามมติ ครม. วันที่ 8 พฤศจิกายน 2559 ชาวนาสามารถติดต่อสอบถามเข้าร่วมโครงการได้ที่ ธ.ก.ส.ใกล้บ้าน

“วิกฤติชาวนา” คือ “วิกฤติประเทศ” ศ.นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส กล่าวไว้เมื่อหลายปีมาแล้ว ทั้งยังย้ำว่า...“การขาดความเป็นธรรมที่มีต่อชาวนาเป็นปัญหาเรื้อรังมานาน และเป็นพื้นฐานของปัญหาอื่นๆ ที่ทำให้ประเทศอ่อนแอและวิกฤติ”

การพัฒนาสมัยใหม่ไม่เป็นธรรมกับ...“ชาวนา” เคยได้ยินข้าราชการคุยกันเรื่องปิดบังข้อมูลไม่ให้ชาวนารู้เส้นทางที่จะตัดถนนผ่านเพื่อจะดักซื้อที่ชาวนาด้วยราคาถูก ที่ร้ายแรงกว่านั้นคือ การที่รัฐไปเปลี่ยนวิถีเกษตรกรรม จากการเกษตรเพื่อชีวิตหรือเกษตรยั่งยืน เป็นการปลูกพืชเชิงเดี่ยว เพื่อประโยชน์ของการตลาด

ทำให้ “ชาวนา”...ทั้งประเทศตกอยู่ในฐานะ “ขายถูก...ซื้อแพง”

“...ล้มละลายทางเศรษฐกิจ เป็นหนี้ เป็นสิน ต้องขายวัวขายควายขายที่และขายสมบัติชิ้นสุดท้าย คือขายลูกสาวไปเป็นโสเภณีในเมือง นี่คือโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นกับชาวนาไทยทั้งประเทศ ที่เป็นพื้นฐานของปัญหาอื่นๆ เช่น ปัญหาคนจนเมือง ปัญหาสิ่งแวดล้อม ปัญหาสังคมต่างๆ”

นโยบายประชานิยมของรัฐบาลทุกรัฐบาลไม่สามารถช่วยชาวนาได้จริง อาจช่วยตามอาการเล็กๆน้อยๆแบบกินยาพาราเซตามอล แต่เพื่อหาเสียงให้รัฐบาลและเป็นหนทางหาผลประโยชน์ รวมทั้งหมุนเงินผ่านชาวนากลับไปสู่พ่อค้าคนกลาง

การพัฒนาสมัยใหม่เป็นประโยชน์ต่อคน 1 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น คน 99 เปอร์เซ็นต์เสียเปรียบ...“ชาวนา”...ก็อยู่ในกลุ่มนี้ ความเหลื่อมล้ำที่มากมายเกินไปนี้ทำให้เสียสมดุลทางอำนาจ...การเมือง สังคม เศรษฐกิจ

“ญี่ปุ่น” กับ “ไทย” ต่างเรียกร้องให้ช่วย...อนุรักษ์ชาวนา บอกว่า การทำนาเป็นวิถีชีวิต อยู่ในสายเลือด วัฒนธรรม พร้อมกันนั้น...คนญี่ปุ่นก็กินข้าวน้อยลงเรื่อยๆ ตัวเลขอยู่ที่คนละ 60 กิโลกรัมขึ้นต่อปี ขณะที่คนไทยตามมาติดๆกินข้าวน้อยลง ตัวเลขอยู่ที่คนละ 100 กิโลกรัมขึ้นต่อปี

ดร.วิโรจน์ ณ ระนอง สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) สะท้อนมุมองไว้ในเฟซบุ๊กส่วนตัวต่อไปอีกว่า “ราคาข้าวเปลือก” ตกต่ำ... “ราคาข้าวสารถุง” ก็เริ่มลดลง

แม้ว่าจะมีสัดส่วนลดลงไม่มากเท่าราคาข้าวเปลือก แต่กลุ่มภาคี... เครือข่ายที่ทำข้าวขายเองควรที่จะต้องเอาเรื่องนี้มาคิดคำนวณรายรับที่อาจจะลดลงในอนาคต

“คู่แข่งที่สำคัญของข้าวถุง...นอกเหนือจากข้าวถุงด้วยกันเองก็คือข้าวที่ขายเป็นกิโลฯหรือแบ่งเป็นถุงตามร้านค้า ถึงแม้ว่าร้านค้าเหล่านี้จะลดความสำคัญลงไปมากแล้วก็ตาม...

มาถึงวันนี้หลายคนอาจจะเชื่อว่าราคาข้าวถุงที่ลดลงเป็นผลมาจากการที่ชาวนาทำข้าวมาขายเอง แต่ผมเชื่อว่าการขายข้าวทางช่องทางใหม่มีผลทำให้ราคาลดลงมากขึ้นบ้าง แต่ยอดขายข้าวเหล่านั้นยังมีไม่มาก...เพราะส่วนใหญ่เพิ่งมาเริ่มกันปลายเดือนตุลาคม หรือต้นพฤศจิกายน”

ขณะนี้คู่แข่งหลักของข้าวถุงบริษัทหรือยี่ห้อหนึ่งก็คือข้าวถุงยี่ห้ออื่นหรือข้าวที่ชั่งกิโลฯขายตามร้านค้า ยังไม่ใช่ข้าวที่ชาวนาและเครือข่ายทำออกมาขายเพิ่มในช่วงเวลานี้

ข้อมูลที่น่าสนใจ...ข้าวที่บริโภค...ใช้ในประเทศ เฉลี่ยอยู่ที่เดือนละ 900,000 ตัน ส่วนใหญ่ขายผ่านระบบตลาด ส่วนข้าวขายตรงที่ขายดีอย่างกรณีที่เป็นข่าวคุณยิ่งลักษณ์ขายสองครั้งนั้นแค่ 20 ตัน ซึ่งเท่ากับข้าวถุงบรรจุ 5 กิโลกรัม 4,000 ถุงเท่านั้น

รศ.ดร.สมพร อิศวิลานนท์ นักวิชาการอาวุโส สถาบันคลังสมองของชาติ เปิดมุมมองในการบรรยายเรื่อง “ปลดล็อกแก้ปัญหาราคาข้าวอย่างยั่งยืน” จัดโดย ม.เกษตรฯ ร่วมกับสมาคมสื่อมวลชนเกษตรฯ เมื่อไม่นานมานี้ บอกว่า ประเทศไทยได้รับการยกย่องว่าเป็นแหล่งผลิตข้าวคุณภาพดี โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิ

...เป็นข้าวที่ผู้บริโภคทั้งในประเทศ ต่างประเทศต่างชื่นชมในคุณสมบัติจำเพาะ การมีกลิ่นหอม มีค่าอมิโลสต่ำ...ทำให้เมื่อหุงสุกแล้ว มีคุณสมบัติเด่นในเรื่องความหอมและนุ่มแตกต่างไปจากข้าวเจ้าชนิดอื่นๆ

“ข้าวหอมมะลิ”...จึงราคาแพงกว่าข้าวขาวทั่วไปเกือบเท่าตัว

ตลาดข้าวหอมมะลิและข้าวหอมโลก มีแหล่งผลิตอยู่ใน 3 ประเทศสำคัญ...ไทย เวียดนาม กัมพูชา มีปริมาณผลผลิต 13 ล้านตันข้าวเปลือก หรือประมาณ 8 ล้านตันข้าวสาร ปริมาณผลผลิตจากไทยมีสัดส่วนอยู่ที่ร้อยละ 69 รองลงมาเวียดนาม ร้อยละ 23 และกัมพูชา ร้อยละ 8...ซึ่งมากกว่าครึ่งบริโภคในประเทศ

สำหรับตลาดการค้าข้าวหอมมะลิและข้าวหอมอยู่ที่ราว 3.5 ล้านตันข้าวสาร ประเทศไทยมีสัดส่วนการค้าในตลาดส่งออกร้อยละ 60...เวียดนาม ร้อยละ 37...ที่เหลือเป็นของกัมพูชา

ประเด็นน่าสนใจมีว่า...ประเทศคู่แข่งขายข้าวต่ำกว่าเรามาก เมื่อบวกกับความผันผวนเปลี่ยนแปลงในอุปสงค์อุปทานของตลาดเพียงเล็กน้อยก็จะกระทบกับราคาอย่างมากเช่นกัน

เมื่อเป็นเช่นนั้น เราต้องสร้างจุดแข็ง นั่นก็คือรักษาเอกลักษณ์ข้าวหอมมะลิให้มีมาตรฐานเสมอต้นเสมอปลาย ตัวอย่างที่ต้องยอมรับ...ระบบการทำนายุคใหม่ที่ใช้รถเก็บเกี่ยวทำให้ข้าวมีความชื้นสูง โรงสีก็ต้องใช้ความร้อนอบไล่ความชื้น ผลที่ตามมาทำให้สารความหอมในข้าวเปลือกลดลงหรือหมดไปได้เมื่อนำข้าวไปสี

หลายคนอาจเคยได้ยินเสียงติติงทำนองว่า...ข้าวหอมมะลิวันนี้ไม่ได้หอมเหมือนในอดีต

นับรวมไปถึง “เมล็ดพันธุ์...ข้าวหอมมะลิแท้” ก็หายากยิ่งขึ้น ผลิตได้ไม่เพียงพอ หรือชาวนาจะหันมาผลิตเองก็อาจไม่ได้มาตรฐาน มีพันธุ์ข้าวอื่นๆปะปนมาด้วย ก็จะทำให้คุณภาพข้าวเปลือก...ข้าวสารลดลงด้วย

ปัญหา “ชาวนา” สลับซับซ้อนหลายมิติ...ใครจะเป็น “อัศวินขี่ม้าขาว” ต้องคอยดูกัน.

15 พ.ย. 2559 09:57 15 พ.ย. 2559 09:58 ไทยรัฐ