วันอาทิตย์ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ทรัมป์ชนะ อาเซียนใครได้และเสียประโยชน์

มัสยิดนูรุลอีบาดะฮ์ (หัวหยอ) ม.2 ต.เกตรี อ.เมือง จ.สตูล จัดงานดื่มน้ำชาและบริจาคเงินเพื่อสมทบทุนซื้อที่ดินสร้างศูนย์พัฒนาเด็กเล็กประจำ ต.เกตรี 6.5 แสนบาท เสาร์ 26 พฤศจิกายน 2559 มีการบรรยายพิเศษ มีทอล์กโชว์ ทั้งกลางวันและกลางคืนครับ

ผู้นำอาเซียนที่ดีใจออกนอกหน้าที่ทรัมป์ชนะเลือกตั้งก็คือ สมเด็จฮุนเซน ทันทีที่ทราบผลการเลือกตั้ง ฮุนเซนเขียนลงในเฟซบุ๊กว่า มีคนวิจารณ์ท่านเยอะว่าท่านเป็นเผด็จการ และสนับสนุนทรัมป์ซึ่งเป็นเผด็จการด้วยกัน บัดนี้ ผลลัพธ์ก็แสดงให้เห็นแล้วว่า คนอเมริกันเลือกทรัมป์

จากนั้น ฮุนเซนก็ให้กระทรวงการต่างประเทศกัมพูชาส่งสาส์นแสดงความยินดีต่อทรัมป์ โดยเรียกทรัมป์ว่า ฯพณฯ และลงท้ายด้วยว่า ประเทศและประชาชนกัมพูชาพร้อมที่จะร่วมมือกับทรัมป์ในทุกเรื่องและทุกระดับ จะทำงานกันอย่างใกล้ชิด

ฮุนเซนมีแผลฝังใจตอนที่นางคลินตันเป็น รมว.ต่างประเทศสหรัฐฯ และเดินทางมาเยือนกัมพูชาอย่างเป็นทางการเมื่อพฤศจิกายน 2551 นางคลินตันสื่อกับฮุนเซนอย่างตรงไปตรงมาว่า ต้องดำเนินนโยบายเป็นอิสระ อย่าไปขึ้นต่อจีนมากจนเกินไป หลังจากนั้น รัฐบาลของโอบามาก็ใช้ถ้อยคำรุนแรงวิจารณ์เรื่องสิทธิมนุษยชนของกัมพูชามาโดยตลอด

กัมพูชาและสหรัฐฯ ระหองระแหงกันมาตั้งแต่ พ.ศ.2551 จนถึงพฤศจิกายน 2558 กระทรวงต่างประเทศกัมพูชาก็เรียกเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ไปรับหนังสือเตือนเรื่องรัฐบาลสหรัฐฯใช้ถ้อยคำรุนแรงวิจารณ์ร่าง พ.ร.บ. ว่าด้วยองค์กรภาคเอกชนที่ไม่สังกัดรัฐบาล โดยสหรัฐฯกล่าวหาว่ารัฐบาลกัมพูชาควบคุมเอ็นจีโอ

การโยนข้อหาละเมิดสิทธิมนุษยชนและไม่เป็นประชาธิปไตยใส่ประเทศโน้นประเทศนี้ ทำให้หลายชาติตีตัวออกห่างสหรัฐฯ ในยุคของ โอบามา ที่เห็นเด่นชัดถนัดที่สุดก็คือฟิลิปปินส์ เล่นกันแรง ขนาด ดูเตร์เตเรียก โอบามา ด้วยคำหยาบ ทันทีที่ทราบว่าทรัมป์ชนะ ดูเตร์เตก็รีบออกมาพูดทำนองว่า ตนเองตั้งเป้าจะได้ทำงานร่วมกับทรัมป์

อีกกลุ่มหนึ่งซึ่งเขียนลงเฟซบุ๊กแสดงความยินดีที่ทรัมป์ชนะก็คือ คนเมียนมาที่ต่อต้านมุสลิม คนเมียนมาจำนวนไม่น้อยยกเอาคำพูดในระหว่างหาเสียงของทรัมป์มาโพสต์ว่า “จะห้ามมุสลิมเข้ามาในสหรัฐฯ และจะสร้างฐานข้อมูลของคนที่อยู่ในประเทศ” พระวีรธูของเมียนมาฉลองชัยชนะของทรัมป์ด้วยการเขียนกลอนลงเฟซบุ๊กว่า “สำคัญที่สุดคือ ความมั่นคง...ทรัมป์เป็นผู้นำของแท้...ประชาชนรักทรัมป์มาก...ชาตินิยมต้องมาก่อน”

พระวีรธูนำชัยชนะของทรัมป์มาใช้รณรงค์ให้ผู้สนับสนุนของตนเองเกิดความฮึกเหิม โดยโพสต์ว่าขอให้ชาวอเมริกันรอดพ้นจากการญิฮาด และขอให้โลกไม่มีการนองเลือด จากนั้น พวกสาวกก็นำข้อความเหล่านี้ไปกระจายขยายความโพสต์ต่อกันยกใหญ่

ส่วนชาติอาเซียนที่ผิดหวังกับชัยชนะของทรัมป์ ผมว่าน่าจะเป็นเวียดนาม มาเลเซีย บรูไน และสิงคโปร์ เพราะ 4 ประเทศนี้ลงทุนเจรจากลุ่มความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (TPP) มาตั้งแต่ พ.ศ.2551 และได้ลงนามเมื่อ 5 ตุลาคม 2558 ทุกประเทศต่างมุ่งหวังตั้งใจว่าจะได้ประโยชน์จากทีพีพี

ตอนหาเสียง ทรัมป์ประกาศว่าไม่เอาทีพีพี เมื่อทรัมป์ชนะ ทั้ง 4 ประเทศก็ต้องหันกลับมาหา RCEP หรือความตกลงพันธมิตรทางการค้าระดับภูมิภาคที่เป็นกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างอาเซียน 10 ประเทศกับคู่ภาคี 6 ประเทศ คือ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์

เมื่อตอนต้นปี ราคาน้ำมันตกมาก นักธุรกิจบรูไนกลุ่มหนึ่งชวนพ่อผมให้ไปบรูไน เพื่อให้คำปรึกษาเล็กๆ น้อยๆ ในการใช้บรูไนเป็นฐานผลิตสินค้าอุตสาหกรรมเกษตรส่งออกไปยังกลุ่มประเทศทีพีพีซึ่งมีประชากรรวมกันประมาณ 830 ล้านคน แต่เมื่อทรัมป์ชนะ ความหวังของบรูไนในเรื่องนี้ก็พลอยดับไปด้วย

โชคดีกว่าชาติอื่นหน่อยก็คือมาเลเซียที่ก่อนหน้าการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ เพียงไม่กี่วัน นายกรัฐมนตรีมาเลเซียเดินทางไปเยือนจีนและลงนามในสนธิสัญญากับจีนหลายฉบับ ดีนะครับ ที่ไม่ได้ไปหลังเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ไม่เช่นนั้นจะโดนข้อหาว่า ที่ไปเพราะอกหักจากทีพีพีที่มีสหรัฐฯเป็นหัวโจก

คนที่ติดตามการเมืองระหว่างประเทศมานานคงจะเห็นตรงกันนะครับว่าการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมโลกเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว คณะผู้บริหารประเทศชาติบ้านเมืองไหนก็ตามที่ตามความเคลื่อนไหวของโลกไม่ทัน ก็อาจจะทำให้ประเทศของตนตกโลกก็ได้ ไทยแลนด์ของเราโชคดีที่ยังรักษาการถ่วงดุลของมหาอำนาจเอาไว้ได้ค่อนข้างเหมาะสม.

นิติการุณย์ มิ่งรุจิราลัย
songlok1997@gmail.com 

15 พ.ย. 2559 09:13 16 พ.ย. 2559 08:24 ไทยรัฐ