วันศุกร์ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

วิจัยกสิกรฯ คาด GDP ปี 60 โต 3.3% เชื่อส่งออกพลิกกลับเป็นบวก 0.8%

ศูนย์วิจัยกสิกรฯ คาด จีดีพีปี 60 โต 3.3% ใกล้เคียงกับปีนี้ รับแรงหนุนจากการลงทุนภาครัฐ-การท่องเที่ยว ส่วนภาคส่งออกพลิกกลับเป็นบวก 0.8% ขณะที่นโยบายของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ...

เมื่อวันที่ 14 พ.ย. นายเชาว์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยในปี 60 จะมีอัตราการขยายตัว (จีดีพี) ที่ระดับ 3.3% ใกล้เคียงกับปีนี้ โดยยังได้รับแรงหนุนจากการลงทุนภาครัฐและการท่องเที่ยว แม้ว่าอัตราการขยายตัวของทั้ง 2 รายการอาจชะลอลง เนื่องมาจากผลของฐานที่สูง ส่วนการส่งออกคาดว่าจะพลิกเป็นบวกได้ที่โต 0.8% จากในปีนี้ที่คาดว่าจะหดตัว -0.5% ซึ่งการขยายตัวของการส่งออกปีหน้าเป็นผลมาจากปัจจัยด้านราคา ขณะที่ปริมาณการส่งออกอาจจะยังขยายตัวได้ไม่มากนัก

อย่างไรก็ดี ความชัดเจนด้านการเมืองภายในประเทศตามโรดแม็ปของรัฐบาลน่าจะส่งผลให้การลงทุนของภาคเอกชนขยายตัวดีขึ้น โดยคาดว่าการลงทุนภาคเอกชนปีหน้าจะโต 2.8% จากปีนี้ที่โตเพียง 1.3% ส่วนอัตราเงินเฟ้อปีหน้า คาดว่าจะสูงขึ้นเป็น 1.8% รวมถึงระดับหนี้ที่สูงและประเด็นราคาสินค้าเกษตร อาจจะสร้างข้อจำกัดต่อการบริโภคภายในประเทศได้

ขณะที่ อัตราดอกเบี้ยของไทยเองนั้น เชื่อว่า จะยังคงที่ระดับ 1.50% ไปตลอดทั้งปีหน้า โดยช่วงปลายปีหน้าอาจจะมีการพิจารณาสถานการณ์ต่างๆ อีกครั้ง เพราะทิศทางอัตราเงินเฟ้อเริ่มปรับขึ้น ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจจะมีการพิจารณาปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายได้ในปี 61 โดยเศรษฐกิจไทยปีหน้ามีแรงผลักดันหลักมาจากการลงทุนภาครัฐ และการท่องเที่ยว

“2 ตัวนี้โตได้ดี แต่จากฐานที่สูง การขยายตัวคงชะลอลงจากปีนี้ แต่ตัวเลขส่งออกปีหน้าเป็นบวก ผลจากราคาน้ำมันจะช่วยพยุงราคาสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น ยางเป็นบวก ซึ่งราคาส่งออกจะดันให้ตัวเลขส่งออกโดยรวมเป็นบวกราว 0.8% ส่วนวอลุ่มคงโตได้จำกัด ประเด็นที่เป็นความท้าทายของการส่งออกในปีหน้าคือ แนวนโยบายของสหรัฐฯ ที่จะมีการต่อรองกับหลายประเทศในเรื่องการค้า ซึ่งการเจรจาระหว่างสหรัฐฯกับประเทศที่จะส่งผลกระทบมาถึงไทย คือ จีน จากการที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐฯ มีนโยบายจะขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากจีน ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด”

ส่วนความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก (TPP) เชื่อว่า นโยบายของทรัมป์จะไม่สนับสนุนความตกลงดังกล่าว ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อแผนการลงทุนและแผนการส่งออกของญี่ปุ่น และเวียดนาม อันจะมีผลกระทบมาถึงไทยในระยะกลาง ซึ่งกว่าจะเห็นการเจรจาของสหรัฐฯ กับแต่ละประเทศจบลงได้ คาดใช้เวลาประมาณ 1-2 ปี โดยหลังจากนี้น่าจะเริ่มดีขึ้น แต่ในช่วงเทอมแรกของประธานาธิบดีทรัมป์ นักลงทุนคงจะรอดูการเจรจากันก่อน

สำหรับ โครงการต่างๆ ที่เคยมองว่าจะมาใช้ประเทศในแถบเอเชียเป็นฐานการลงทุน หรือฐานการผลิตเพื่อส่งออกไปยังสหรัฐฯ อาจจะต้องมีการคิดทบทวนใหม่ เพราะทิศทางนโยบายของทรัมป์น่าจะต้องการให้ไปลงทุนในสหรัฐฯ โดยตรงมากกว่าที่สหรัฐฯจะนำเข้าสินค้าจากกลุ่มประเทศในความตกลง TPP เพราะสหรัฐฯต้องการสร้างงาน ดังนั้นกรณีนี้จึงถือเป็นโจทย์สำคัญสำหรับผู้ประกอบการว่าทรัมป์จะดำเนินนโยบายนี้ไปในทิศทางที่สามารถผ่อนปรนได้หรือไม่ โดยการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ คาดว่าการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายจะทำได้น้อยกว่าที่คิดไว้ ซึ่งขณะนี้ค่าเงินดอลลาร์มีแนวโน้มแข็งค่าและจะทำให้แรงกดดันเงินเฟ้อลดลง นอกจากนี้ตลาดจะมีความกังวลในการทำงานร่วมกันระหว่างทีมของทรัมป์กับธนาคารกลางสหรัฐฯ จะราบรื่นมากน้อยเพียงใด

“ความไม่แน่นอนที่ยังมีอยู่นี้ นักลงทุนคงต้องอ่านนโยบายของสหรัฐฯ ให้ชัดเจนว่าจะเดินไปในทิศทางใด หากนโยบายที่ออกมาต้องการให้คนไปลงทุนในสหรัฐฯมากขึ้น ต้องมีการปรับแผนการทำธุรกิจให้ไปในทิศทางนั้น แต่คงต้องขึ้นกับความยืดหยุ่นในการเจรจาว่าสามารถทำได้มากน้อยเพียงใด”

ศูนย์วิจัยกสิกรฯ คาด จีดีพีปี 60 โต 3.3% ใกล้เคียงกับปีนี้ รับแรงหนุนจากการลงทุนภาครัฐ-การท่องเที่ยว ส่วนภาคส่งออกพลิกกลับเป็นบวก 0.8% ขณะที่นโยบายของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ... 14 พ.ย. 2559 14:01 14 พ.ย. 2559 14:39 ไทยรัฐ