วันศุกร์ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

40 กิโล-ลิตร รีวิว BMW 330e PLUG IN HYBRID

การต่อสู้ครั้งสำคัญที่ทำให้ Mercedes Benz C350e ต้องหันกลับมามองรถคู่แข่งอย่าง BMW 330e M-Sport เพราะนี่คือยานปลั๊กอินไฮบริดประสิทธิภาพสูงที่มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซินรุ่นใหม่ซึ่งมีการปรับจูนการทำงานให้ผสานกับมอเตอร์ไฟฟ้ากำลังสูง รถ BMW รุ่น 330i ในอดีตนั้นวางเครื่องยนต์ 6 สูบที่แรงมุทะลุดุดันแต่เครื่องยนต์ก็มีน้ำหนักมากเกินไปและกินเชื้อเพลิงแถมยังปล่อยมลพิษเยอะไม่เหมาะสมกับยุคสมัยที่เปลี่ยนไป เครื่องแถวเรียง 6 สูบไม่มีระบบอัดอากาศในรุ่นเก่าจึงถูกแทนที่ด้วยเครื่องยนต์ 4 สูบเทอร์โบ ความจุ 1,998 ซีซี จากแนวคิดลดขนาดเครื่องยนต์แต่ยังคงประสิทธิภาพด้านแรงบิดที่ดีเอาไว้เหมือนเดิม ระบบอัดอากาศ BMW TwinPower Turbo ใน 330e ประกอบด้วยเทอร์โบเดี่ยวแบบ Twin-Scroll ชุดจ่ายเชื้อเพลิงไดเรคอินเจคชั่น ให้กำลัง 135 กิโลวัตต์ หรือ 184 แรงม้า แรงบิด 290 นิวตันเมตร หรือ 214 ปอนด์-ฟุต หรือ 29.6 กิโลกรัม-เมตร สำหรับพลังงานจากระบบไฮบริดหรือ BMW eDRIVE มอเตอร์ไฟฟ้าของ 330e มีเรี่ยวแรงถึง 64.7 กิโลวัตต์ หรือ 88 แรงม้า พร้อมแรงบิดที่ปราศจากอาการรอรอบมากถึง 250 นิวตันเมตร เมื่อควบรวมพลังงานของทั้งสองระบบเข้าไว้ด้วยกันจะทำให้ BMW330e M-Sport มีกำลังมากถึง 252 แรงม้า พร้อมแรงบิดแบบจัดเต็มถึง 420 นิวตันเมตร น้อยกว่า BMW M3-M4 รุ่นใหม่แค่ 80 นิวตันเมตรเท่านั้น!!

รูปลักษณ์ทั้งภายนอกและภายในของ BMW330e คล้ายกับ Series-3 f30 ที่ติดตั้งชุดแต่งของ M-Sport ทั่วไป สิ่งที่ทำให้ BMW330e แตกต่างจากรถ Series-3 เวอร์ชั่นปกติก็คือตราสัญลักษณ์ eDRIVE ที่เสาท้าย ช่องเสียบปลั๊กชาร์จกระแสไฟฟ้าบริเวณแก้มข้างด้านซ้าย (ของ Mercedes Benz C350e Plug in Hybrid อยู่ที่ใต้ไฟท้ายด้านขวา) มิติตัวถังแนวสปอร์ตซีดานของ 330e มีความกว้าง 1,811 มิลลิเมตร ยาว 4,633 มิลลิเมตร สูง 1,429 มิลลิเมตร ฐานล้อวัดจากดุมล้อหน้าไปถึงดุมหลัง 2,810 มิลลิเมตร ระยะห่างระหว่างล้อคู่หน้า 1,543 มิลลิเมตร ระยะห่างระหว่างล้อคู่หลังซึ่งเป็นล้อขับเคลื่อน 1,583 มิลลิเมตร ระยะห่างจากพื้นถนนถึงใต้ท้อง 140 มิลลิเมตร ความจุถังเชื้อเพลิง 41 ลิตร น้ำหนักตัวรถทั้งคันอยู่ที่ 1,735 กิโลกรัม ตัวหนักยังกับ Series-5 เกิดจากระบบปลั๊กอินไฮบริดที่ประกอบไปด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า แบตเตอรี่และเจนเนอเรเตอร์ที่ทำให้น้ำหนักของ BMW330e ตัวหนักกว่า BMW330i ร่วมๆ 200 กิโลกรัม ทรงด้านหน้าที่ดุดันสไตล์ BMW เกิดจากสปอยเลอร์ M ไฟหน้าพร้อมไฟเลี้ยวอยู่ในกรอบเดียวกันแบบ LED ที่เฉียบคม ฝากระโปรงหน้ากับแก้มข้างที่สอดรับกับกระจังไตคู่และไฟหน้า เป็นงานดีไซน์ที่ลงตัวของ Adrian van Hooydonk ผอ. สำนักออกแบบของแบรนด์ตราใบพัดซึ่งมีส่วนสำคัญในการพัฒนารูปทรงของรถยนต์รุ่นใหม่ในกลุ่มบริษัท BMW Group มานานแล้ว

ด้านข้างของ BMW330e ใช้เส้นลากจากแก้มข้างผ่านแนวบนของบานประตูหน้า-หลังไปจนถึงขอบไฟท้าย เสาหน้าลาดเอียงสอดรับกับความโค้งของหลังคา โดยดีไซน์ให้เสาท้ายหรือเสา C มีขนาดที่เล็กลง ช่วยเพิ่มทัศนวิสัยมุมมองเมื่อคนขับต้องมองลอดผ่านเสากลางและเสาท้ายเพื่อกะระยะถอย ล้ออัลลอยลาย M ขอบ 18 นิ้ว ห่อรัดด้วยยางสปอร์ตแบบหน้าเล็กหลังใหญ่จากระบบขับเคลื่อนของมันซึ่งเป็นรถขับหลัง ยาง Continental contisportcontact SSR ไซส์ 225/45 R18 ที่ล้อคู่หน้า ส่วนล้อหลังยัดยางใหญ่ขึ้นมาอีกนิดขนาด 255/40R18 เป็นยางรันแฟลตแบบไม่มีล้ออะไหล่ติดมาให้ ส่วนไฟท้ายที่งดงามของ Series-3 ใน 330e นั้น ใช้หลอดไฟ LED ที่คมชัด ฝาท้ายเปิด-ปิดด้วยมือไม่ใช่มอเตอร์ไฟฟ้า สปอยเลอร์หลังของ M-Sport ท่อระบายไอเสียแบบแฝดที่มุมด้านซ้ายของสปอยเลอร์หลัง ไฟเบรกดวงที่สามหลอด LED ติดตั้งอยู่ภายในกรอบกระจกบานหลังด้านบน ที่ขาดไม่ได้ก็คือเสาอากาศของระบบสื่อสารทรงครีบปลาฉลามเป็นอุปกรณ์แนวๆ ที่ค่ายรถยี่ห้ออื่นนำไปลอกเลียนแบบรูปทรงกันเป็นจำนวนไม่น้อย

สายพันธุ์ของ Series-3 รุ่นนี้ ถูกประกอบด้วยความประณีตแต่มีความเรียบง่ายของอุปกรณ์ซึ่งเมื่อเทียบกับ Mercedes Benz C350e แล้วอาจดูไม่ทันสมัยเท่า เนื่องจาก BMW Series-3 f30 นั้นออกขายมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 2012 ส่วน Mercedes Benz New C-Class W205 นั้นวางตลาดตามหลัง f30 เมื่อช่วงกลางปี 2014 ภายในของ BMW 330e เวอร์ชั่น M-Sport ใช้โทนสีดำเรียบขรึม เบาะหนังแท้สีดำทุกตำแหน่ง เบาะคู่หน้าปรับไฟฟ้าพร้อมความจำ 3 ระดับ พวงมาลัย M แบบสามก้านขนาดพอดิบพอดี หุ้มด้วยฟองน้ำพร้อมเย็บปิดทับด้วยหนังเนื้อนุ่ม พวงมาลัย M ติดตั้งสวิตช์มัลติฟังก์ชั่นสำหรับการปรับตั้งค่าต่างๆ รวมถึงสวิตช์รับและวางสายโทรศัพท์ในระบบบลูทูธ สวิตช์ควบคุมความเร็วอัตโนมัติ แป้นเปลี่ยนเกียร์หลังพวงมาลัย Paddle Shift ขนาดใหญ่สะใจ

แดชบอร์ดทำจากโฟมขึ้นรูปหุ้มด้วยหนังเทียมช่วยลดเสียงรบกวนจากภายนอก คอนโซลกลางด้านบนมีจอมอนิเตอร์แสดงผลกลางที่คุ้นเคย พร้อมกับระบบปฏิบัติการ iDRIVE เวอร์ชั่นล่าสุดที่สามารถเข้าหรือออกจากเมนูได้อย่างรวดเร็ว

จอแสดงผลกลางของระบบ iDRIVE ขนาด 8.8 นิ้ว ยังมีความคมชัดสูง สำหรับหน้าปัดและมาตรวัดมีจอ MID-Multi Information Display แบบ TFT หรือ Thin Film Transistor คอยแจ้งเตือนข้อมูลที่สำคัญให้คนขับได้รับรู้ เช่นระยะทางต่อเชื้อเพลิงที่เหลืออยู่ในถัง การทำงานของระบบสำรองพลังงานจากการเบรก EfficientDynamics การทำงานของระบบไฮบริด แจ้งเตือนสถานะของระบบ Auto Stop-Start และทริปมิเตอร์รวมถึงแจ้งระยะเวลาของการเข้ารับบริการตรวจเช็กซึ่งอำนวยความสะดวกให้กับการใช้งานได้ค่อนข้างมาก

ซุ้มเกียร์โค้งรับกับชิ้นงานอัลลอยสีเงินที่ใช้ในการตกแต่งห่อหุ้มรอบซุ้มเกียร์ หัวเกียร์ยุคใหม่ของ BMW Group ซึ่งใช้ทรงเดียวกันแทบจะทั้งหมด ออกแบบให้จับได้กระชับจากขนาดที่พอดีมือ กลไกแบบคันโยกไฟฟ้าของคันเกียร์เบามือด้วยการสั่งงานผ่านสวิตช์ไฟฟ้าที่ต้องกดสวิตช์ข้างคันเกียร์ทุกครั้งก่อนโยกขึ้น-ลงเพื่อเปลี่ยนตำแหน่ง ค่าย BMW นับเป็นผู้ผลิตรถยนต์รายแรกของโลกที่นำเอาระบบเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด ของ ZF มาติดตั้งไว้ในรถสปอร์ตซีดานแบบ Plug in Hybrid คันนี้ หากพิจารณาเปรียบเทียบในเรื่องของขนาดและน้ำหนักกับเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีดในรุ่นก่อนหน้าที่มีขนาดใหญ่และหนักกว่า ถือว่าไม่มีความแตกต่างกันแต่อย่างใดทั้งสิ้น เทคโนโลยีใหม่ที่มาพร้อมระบบเกียร์ 8 สปีดซึ่งติดตั้งมอเตอร์ไฟฟ้าเสริมแรงเอาไว้ภายในห้องเกียร์ สร้างอัตราเร่งได้อย่างมีประสิทธิภาพเมื่อแรงบิดถูกถ่ายเทจากเครื่องยนต์พร้อมกับการทำงานเสริมแรงบิดของมอเตอร์ไฟฟ้า เหมาะสำหรับผู้ที่ชื่นชอบการขับขี่ซึ่งมุ่งเน้นสมรรถนะในทุกองค์ประกอบของตัวรถ โดยเฉพาะความประหยัดเมื่อขับใช้งานในเมือง สำหรับการขับขี่ที่ผู้ขับสามารถเลือกโหมดในการขับขี่เป็นแบบแมนนวลซึ่งต้องชิฟเกียร์เองผ่านแป้น Paddle หรือโยกที่คันเกียร์ การผสานกันของทั้งสองระบบไม่ว่าจะขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์หรือมอเตอร์หรือทั้งสองแบบพร้อมๆ กันนั้นช่วยรีดสมรรถนะแนวสปอร์ตซีดานในรถยนต์รุ่นนี้ได้ออกมาได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เป็นเรื่องที่ดีของ f30 ที่ติดตั้งเบรกมือมาให้ใช้งานเหมือนกับ Series-3 ทุกรุ่นที่มีมาให้ตลอด มันใช้ได้ดีกว่าแป้นเบรกมือที่ต้องใช้เท้ากดเพื่อทำให้มันล็อก ปุ่ม iDRIVE ยังวางตำแหน่งไว้เหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปในอุปกรณ์ชิ้นนี้ก็คือโปรแกรมการใช้งานที่สะดวกรวดเร็ว สำหรับแผงควบคุมอุณหภูมิดิจิตอลแบบแยกส่วน ใช้งานได้ง่ายเนื่องจากใช้ทั้งการหมุนเพื่อเร่งหรือลดอุณหภูมิในห้องโดยสารหรือการกดสวิตช์เพื่อเพิ่มหรือลดระดับการทำงานของพัดลมแอร์ ช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารตอนหลังที่ติดมาให้ยังช่วยทำให้ความเย็นกระจายเร็วขึ้นอีกด้วย

เทคโนโลยีในการคอนโทรลที่ปรับแต่งให้ดียิ่งขึ้น ทำให้ระบบเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีดของ 330e สามารถปรับเปลี่ยนเกียร์ได้อย่างรวดเร็ว และตอบสนองต่อการเร่งความเร็วได้ดีมาก ระบบส่งกำลังที่ควบคุมด้วยอิเล็กทรอนิกส์ปรับเปลี่ยนเกียร์ในโหมด Auto เพื่อรองรับการขับขี่ ทั้งแบบสปอร์ตและการขับขี่ที่ผ่อนคลาย เพื่อเน้นการประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นหลัก อัตราทดเกียร์ที่มีถึง 8 ตำแหน่ง ยังส่งผลให้ช่วงเวลาระหว่างการเปลี่ยนเกียร์ในแต่ละช่วงสั้นลง ทำให้ได้อัตราเร่งที่ดีและนิ่มนวลขึ้น แม้กำลังไฟในแบตฯ จะเหลือน้อยลงแต่เครื่องยนต์ที่เข้ามารับหน้าที่ต่อจากมอเตอร์ไฟฟ้าถูกจูนมาเพื่อการขับที่หลากหลาย ทั้งการขับแบบประหยัดน้ำมันในช่วงรอบเครื่องต่ำ มอเตอร์ไฟฟ้าของ 330e มีกำลัง 88 แรงม้า กับแรงบิด 250 นิวตันเมตรตั้งแต่เริ่มต้นการหมุน!! มอเตอร์ที่วางอยู่ในห้องเกียร์ 8 สปีดขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าที่ส่งมาจากแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนซึ่งติดตั้งอยู่ใต้ห้องเก็บสัมภาระส่วนท้าย เมื่อชาร์จไฟจนเต็ม BMW เคลมว่าสามารถขับใช้งานเมืองที่ความเร็วต่ำได้ไกล 40 กิโลเมตร และเมื่อทดลองวิ่งด้วยมอเตอร์เพียวๆ ในโหมด MAX eDRIVE เจ้า 330e สามารถวิ่งด้วยการใช้คันเร่งปกติได้ไกล 29 กิโลเมตร ประสิทธิภาพของมอเตอร์ยังสามารถทำความเร็วด้วยระบบไฟฟ้าเพียวๆ ถึง 140 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่การวิ่งด้วยความเร็วสูงนั้นกินกระแสไฟค่อนข้างมาก อัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงของ BMW330e อยู่ที่ 6.1 วินาที หากแบตฯ มีไฟเต็มมันจะออกตัวอย่างรวดเร็วด้วยมอเตอร์ หลังจากนั้นแวบเดียวเครื่องยนต์ 2 ลิตรเทอร์โบจะสตาร์ตติดขึ้นมาเพื่อเสริมแรง ความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 225 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โหมดการขับเคลื่อน 4 รูปแบบคล้าย Series-3 รุ่นมาตรฐาน เริ่มจาก ECO-PRO / Comfort / Sport / Sport+ สำหรับโหมดการขับเคลื่อนในระบบไฮบริดก็ยังมีให้เลือกใช้ 3 แบบโดยมีการทำงานที่ขึ้นตรงกับกระแสไฟในแบตฯ เป็นหลัก

โหมด Auto eDRIVE
เมื่อกดสวิตช์ eDRIVE ที่กรอบของคันเกียร์ 330e จะเริ่มต้นการทำงานด้วยโหมด Auto eDRIVE ตั้งแต่การกดปุ่มสตารต โดยเป็นการทำงานผสานกันระหว่างเครื่องยนต์กับมอเตอร์ไฟฟ้า เพื่อให้เกิดความประหยัดในระดับสูงสุด หากคุณชาร์จกระแสไฟฟ้ามาทั้งคืนจนมีไฟเต็มแบตเตอร์ในสภาพการณ์ปกติเมื่อขับในเมืองที่มีการจราจรหนาแน่น มอเตอร์จะรับหน้าที่ขับเคลื่อนตั้งแต่การออกตัวไปจนถึงการเร่งความเร็ว เมื่อเร่งจนความเร็วทะยานผ่าน 140 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เครื่องยนต์จะติดขึ้นมาเพื่อเสริมแรงขับเคลื่อนทันที รวมถึงการเร่งในบางจังหวะที่ความเร็วเกิน 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเครื่องยนต์ก็จะเข้ามาช่วยเสริมแรงบิดอย่างต่อเนื่อง และเมื่อต้องการออกตัวแบบฉับพลันทันทีด้วยความรวดเร็ว มอเตอร์และเครื่องยนต์จะทำงานไปพร้อมๆ กัน Auto eDRIVE ระบบ BMW EfficientDynamics อันชาญฉลาดจะควบคุมการทำงานร่วมกันของมอเตอร์ไฟฟ้าและเครื่องยนต์สันดาปให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด โดยขึ้นอยู่กับความเร็วในการขับขี่และสถานะการชาร์จแบตเตอรี่ด้วย โหมดนี้จะแบ่งการทำงานออกเป็นสองส่วน ถ้าสถานะการชาร์จแบตเตอรี่อยู่ระหว่าง 12% และ 100% คุณจะสามารถเพลิดเพลินกับการขับขี่ด้วยพลังงานไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว ด้วยความเร็วสูงสุดที่ 80 กม./ชม. เมื่อขับขี่ด้วยความเร็วสูงหรืออยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้ออำนวย เครื่องยนต์เบนซินจะทำงานเองโดยอัตโนมัติ เมื่อสถานะการชาร์จแบตเตอรี่ลดลงต่ำกว่า 12% 330e ซีดาน จะสามารถขับเคลื่อนโดยใช้พลังงานไฟฟ้าเพียงอย่างเดียวด้วยการเร่งแบบปกติที่ความเร็วสูงสุด 20 กม./ชม. และด้วยระดับการเร่งแบบเบาที่ความเร็วสูงสุด 55 กม./ชม.

โหมด MAX eDRIVE
เป็นการขับเคลื่อนแบบไร้การปล่อย Co2 ด้วยมอเตอร์ล้วนๆ โหมดนี้ออกแบบมาสำหรับการขับใช้งาน 330e ในเมืองเป็นหลัก รวมถึงการใช้งานในเมืองที่มีการควบคุมมลพิษอย่างเข้มงวด มอเตอร์ไฟฟ้าจะรับหน้าที่ขับเคลื่อนแต่เพียงอย่างเดียว จนกว่ากำลังไฟในแบตเตอรี่จะเหลือน้อยลงจนระบบสั่งให้เครื่องยนต์ติดขึ้นมาเพื่อรับหน้าที่ต่อจากมอเตอร์ หากชาร์จไฟมาจนเต็ม BMW330e จะวิ่งด้วยมอเตอร์ไกลเกือบๆ 30 กิโลเมตรเลยทีเดียว

โหมด SAVE Battery
โหมดนี้จะเป็นการทำงานขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เพียวๆ แต่เพียงอย่างเดียว ในขณะที่ขับใช้งานระบบไฮบริดจะสั่งงานให้เจนเนอเรเตอร์ปั่นกระแสไฟไปเก็บในแบตฯ อย่างต่อเนื่อง เพื่อผลิตและสำรองพลังงานในรูปของกระแสไฟฟ้าเข้าไปเก็บไว้ในแบตฯ สำหรับการใช้งานขับเดินทางในเมือง ไม่ว่าจะเป็นการวิ่งด้วยความเร็วเดินทางบนไฮเวย์ หรือแม้กระทั่งการใช้เบรกก็จะเป็นการประจุไฟเข้าแบตเตอรี่ทั้งสิ้น เทคโนโลยีการชาร์จของ BMW eDRIVE iperformance ถือเป็นระบบชาร์จไฟแบบใหม่ล่าสุดของกลุ่มรถยนต์ Plug in Hybrid โดยแบ่งออกเป็นสองส่วนหลักๆ คือ BMW i Wallbox Pure เป็นกล่องจ่ายกระแสไฟฟ้าที่สามารถติดตั้งในบ้าน อาคารจอดรถหรือสถานีชาร์จไฟตามปั๊มน้ำมัน เพื่อรองรับการชาร์จไฟแบบเร็วภายในเวลาไม่เกิน 3 ชั่วโมง กับ BMW i Wallbox Pro ออกแบบมาสำหรับการติดตั้งในโรงจอดรถ สำหรับการชาร์จในลักษณะทิ้งเอาไว้ข้ามคืน

ระบบจัดการพลังงานล่วงหน้า
เมื่อป้อนข้อมูลที่หมายเข้าระบบนำทาง ระบบจัดการพลังงานล่วงหน้าจะวิเคราะห์เส้นทางที่กำหนดโดยใช้ข้อมูลที่แน่นอน เช่น การจำกัดความเร็วของถนนแต่ละเส้น ด้วยเหตุนี้ระบบจึงสามารถใช้พลังงานไฟฟ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ และที่สำคัญที่สุดคือใช้พลังงานในเส้นทางที่เหมาะสมที่สุด (เช่น การขับขี่ในเมือง)

BMW eDRIVE iperformance เป็นระบบปลั๊กอินไฮบริดที่มีความสลับซับซ้อน การขับเคลื่อนด้วยความเร็วต่ำเมื่อแบตฯ มีกระแสไฟเต็มนั้นมีทั้งความประหยัดและความเงียบเป็นของแถมชั้นดี ผมพาเจ้า 330e ลากยาวไล่จากกรุงเทพฯ ไปจนถึงชายขอบของด่านเนินหอมเขาใหญ่ในเขตจังหวัดปราจีนบุรี ขับไปได้ไม่ไกลนัก BMW330e แสดงออกถึงความเป็นหนึ่งเดียวของทุกระบบ ไม่ว่าจะเป็นการทำงานของมอเตอร์บวกกับเครื่องยนต์หรือการวิ่งด้วยมอเตอร์ล้วนๆ ในโหมด Comfort หากชอบความประหยัดก็แค่กดสวิตช์ MAX eDRIVE มันก็จะวิ่งด้วยความเงียบและไหลลื่นจนกว่าไฟในแบตเตอรี่จะเหลือน้อย หลังจากนั้นเครื่องยนต์จะรับหน้าที่ต่อทันที การเชื่อมต่อระหว่างระบบขับเคลื่อนทั้งสองแบบมีความเรียบเนียนมากกว่า ActiveHybrid พอสมควร ตัวเลขอัตราเร่ง 0-100 ใน 6.1 วินาที บ่งบอกตัวตนของมันอย่างชัดเจนว่าเป็นรถที่มีกำลังมหาศาล แม้จะวางเครื่องยนต์แค่ 2 ลิตรแต่ดันมีมอเตอร์ประสิทธิภาพสูงคอยช่วยเหลือทำให้การขับด้วยความเร็วเดินทางมีทั้งความประหยัดและสมรรถนะที่เป็นเลิศ

Sport Mode ลดการทำงานของมอเตอร์ขนาดเล็กที่ใช้ในการผ่อนแรงหมุนของพวงมาลัยไฟฟ้าทำให้น้ำหนักของพวงมาลัยเพิ่มขึ้นอีกนิดจนรู้สึกได้ถึงการหน่วงที่เพิ่มขึ้น ปัจจุบัน เครื่องยนต์ตัวเล็กติดตั้งเทอร์โบไม่ว่าจะเป็นเครื่องเบนซินหรือดีเซลคือทางออกสุดท้ายของรถยนต์จากยุโรปก่อนที่จะกระโจนเข้าไปสู่ระบบปลั๊กอินแล้วกลายร่างเป็นรถไฟฟ้าเต็มรูปแบบในอีกไม่นานนับต่อจากนี้ BMW ทำเครื่องยนต์ขนาดเล็กแรงม้าเยอะ ซึ่งจับคู่กับเกียร์ 8 สปีดได้ดีมาก เกียร์ของ ZF ลูกนี้มีข้อดีมากมายแทบจะไม่มีข้อติติงและมีความเหมาะสมกับการใช้งานในชีวิตประจำวัน

BMW330e M-Sport ให้ความรู้สึกที่เหนือกว่า Mercedes Benz C350e เล็กน้อยในด้านของการทำความเร็วรวมถึงการห้อยาวๆ ข้ามจังหวัด แต่ห้องโดยสารของมันนั้นเทียบไม่ติดกับค็อกพิตที่เต็มไปด้วยความหรูหราของ C350e W205 เมื่อขับเร็วขึ้นในโหมดสปอร์ต 330e คายพิษสงออกมาทันทีด้วยการวิ่งที่เต็มไปด้วยความมั่นคง คุณจะรู้สึกได้ถึงแรงยึดเกาะขณะหักพวงมาลัยเข้าโค้งด้วยความเร็วสูง อาการที่ออกมาในแบบเป็นกลางของช่วงล่างยิ่งช่วยทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างง่ายขึ้น เกียร์ลูกยักษ์ที่มีมอเตอร์ฝังอยู่ตรงกึ่งกลางผ่องถ่ายอัตราทดขึ้น-ลงอย่างเนียนราวกับเกียร์ CVT แต่แอบมีกระชากเบาๆ เมื่อลงคันเร่งหนักขึ้น

น้ำหนักตัว 1.7 ตัน ที่หนักพอๆ กับ Series-5 ทำให้การขับเร็วเต็มไปด้วยความเสถียรออกแนวหนักแน่น แชสซีกับช่วงล่างที่ดีช่วยเพิ่มความสมดุลที่กลางโค้งทำให้คุณสามารถเดินคันเร่งได้อย่างต่อเนื่องทันทีที่พ้นจากปลายโค้ง พวงมาลัยคืนตัวในลักษณะที่เป็นธรรมชาติไม่มีอาการสับสนหรือไม่แน่นอนโผล่มาให้สัมผัส ชุดบังคับเลี้ยวของมันแสดงออกถึงความตั้งใจในการผลิตโดยจงใจที่จะทำออกมาสำหรับคนชอบขับรถอย่างแท้จริง อย่างที่บอกว่าเจ้า 330e นั้น ตัวหนักมาก น้ำหนักที่เยอะขึ้นไม่ได้สร้างความรู้สึกเทอะทะแม้แต่น้อย ไม่ต้องแปลกใจอะไรเลยสำหรับความสนุกที่มันมอบให้ มีเพียงแค่ค่าตัว 3 ล้านบาทของหมอนี่เท่านั้นที่ทำให้ต้องคิดหนักอยู่เหมือนกัน

ความสวยแนวดุดันของ 330e บนชุดแต่ง M-Sport พร้อมสมรรถนะที่ดีเป็นประเด็นหลักในการตัดสินใจควักเงินจำนวนไม่ใช่น้อยๆ เพื่อแลกกับยานพาหนะแบบประหยัดพลังงานที่มีความแรงแฝงอยู่ข้างใน BMW330e เป็นรถปลั๊กอินที่ทำให้เจ้าของรู้สึกดีเมื่อนั่งอยู่หลังพวงมาลัย มันวิ่งได้เร็วเหมือนกับรถรุ่นพี่ที่เคยสร้างความประทับใจมานานเกือบ 40 ปี นับตั้งแต่รุ่น E21 จนมาถึง f30 กลไกทางอิเล็กทรอนิกส์ที่ประดังเข้ามาช่วยทำให้เกิดความสมดุล ไดนามิกสไตล์ BMW นั้นยากที่จะลอกเลียนแบบ เป็นช่วงเวลาที่พิเศษสำหรับการทดลองขับนาน 6 วัน เป็นรถ Series-3 รุ่นใหม่ล่าสุดที่ทั้งแรงและประหยัด ควบคุมได้ง่ายและมีงานประกอบทั้งภายนอกภายในตามมาตรฐานของ BMW เป็นจักรกลที่เพียบพร้อมทั้งความปราดเปรียว ประหยัดและเร็วระเบิดระเบ้อเช่นเดียวกับ Series-3 ในอดีตทุกประการ สุดท้าย มันยังเป็นรถ BMW อีกคันที่ขับแล้วรู้สึกเหมือนกำลังขับรุ่น M ซึ่งทำให้ Series-3 รหัสตัวถัง f30 เวอร์ชั่นปลั๊กอินนั้นยังคงยึดครองตำแหน่งหัวแถวของผู้นำในกลุ่มรถสปอร์ตซีดานอยู่เหมือนเดิมแทบจะไม่มีการเปลี่ยนแปลง.

BMW 330e Plug in Hybrid M-Sport ราคา 3,099,000 บาท
น้ำหนัก
น้ำหนักตัวเปล่า 1,585 กิโลกรัม
รับน้ำหนักได้สูงสุด 2,070 กิโลกรัม
น้ำหนักบรรทุกสูงสุด 560 กิโลกรัม
น้ำหนักบรรทุกที่เพลาหน้า 980 กิโลกรัม
น้ำหนักบรรทุกที่เพลาหลัง 1,165 กิโลกรัม

มิติตัวถัง
ความกว้าง 1,811 มิลลิเมตร
ความยาว 4,633 มิลลิเมตร
ความสูง 1,429 มิลลิเมตร
ความกว้างฐานล้อหน้า 1,543 มิลลิเมตร
ความกว้างฐานล้อหลัง 1,583 มิลลิเมตร
ความยาวดุมล้อหน้าถึงหลัง 2,810 มิลลิเมตร

เครื่องยนต์...............................เบนซิน 4 สูบเทอร์โบ BMW TwinPower Turbo
วาล์ว........................................ 4 วาล์ลต่อสูบ 16 วาล์ว
ปริมาตรความจุกระบอกสูบ........1,998 ซีซี
กระบอกสูบคูณช่วงชัก................90.1 มิลลิเมตร x 84.0 มิลลิเมตร
อัตราส่วนกำลังอัด.......................10.0:1
กำลังสูงสุด (เครื่องยนต์บวกมอเตอร์ไฟฟ้า) 185 กิโลวัตต์ 252 แรงม้า ที่ 5,000 - 6,500 รอบ/นาที
มอเตอร์ไฟฟ้ากำลังสูงสุด .........65 กิโลวัตต์ 88 แรงม้า
แรงบิดสูงสุดจากมอเตอร์ไฟฟ้า.....290 นิวตันเมตร
ระบบส่งกำลัง................................เกียร์อัตโนมัติ ZF8HP พร้อม Paddle Shift

ล้อและยาง
ขนาดยางหน้า..............................225/45 R18 Continental contisportcontact SSR
ขนาดยางหลัง...............................255/40 R18 Continental contisportcontact SSR
ขนาดและวัสดุล้อหน้า...................8J x 18" Alloy Wheels - M Double-spoke 397
ขนาดและวัสดุล้อหลัง....................8J x 18" Alloy Wheels - M Double-spoke 397

อัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิง*
อัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงโดยเฉลี่ย 41 กิโลเมตร/ลิตร)
อัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงของ BMW eDrive 15.4 - 15.3 กิโลวัตต์ต่อชั่วโมง/100 กม.
ระดับการปล่อย CO2 57 กรัมต่อระยะทาง 1 กิโลเมตร
ความจุถังน้ำมันเชื้อเพลิงโดยประมาณ 41 ลิตร

ระยะทางและระยะเวลาในการชาร์จ
ระยะทางที่สามารถขับขี่โดยใช้พลังงานไฟฟ้า 41 กิโลเมตร (โดยประมาณ)
กำลังไฟฟ้ารวมของแบตเตอรี่ลิเทียมไอออน 9.0 กิโลวัตต์ ต่อชั่วโมง
ระยะเวลาที่ใช้ในการชาร์จแบตเตอรี่แรงดันไฟฟ้าสูง 16 แอมแปร์ด้วยเต้าเสียบจนเต็ม=3 ชั่วโมง
ระยะเวลาที่ใช้ในการชาร์จแบตเตอรี่แรงดันไฟฟ้าสูง 16 แอมแปร์ด้วย BMW i Wallbox จนเต็ม=2.8 ชั่วโมง

สมรรถนะ
ความเร็วสูงสุด 225 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
อัตราเร่งจาก 0–100 กม./ชม. 6.1 วินาที

อัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงและระดับการปล่อย CO2

อัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงและระดับการปล่อย CO2 ของรุ่นบีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 3 ซีดาน ที่ใช้เครื่องยนต์เบนซินหรือดีเซล:
อัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเป็น กม./ลิตร (สภาวะรวม): 16.1 ถึง 27.0
ระดับการปล่อย CO2 เป็นก./กม. (สภาวะรวม): 146 ถึง 99

อัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงและระดับการปล่อย CO2 สำหรับบีเอ็มดับเบิลยู 330e ซีดาน :
อัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเป็น กม./ลิตร (สภาวะรวม): 40.8
ระดับการปล่อย CO2 เป็นก./กม. (สภาวะรวม): 57

ข้อมูลเพิ่มเติมที่ชัดเจนและเป็นทางการเกี่ยวกับการเผาผลาญเชื้อเพลิงและการปล่อยสารคาร์บอนไดออกไซด์สำหรับรถยนต์โดยสารใหม่ได้จากตัวแทนจำหน่ายและใน DAT Deutsche Automobil Treuhand GmbH, Hellmuth-HIrth-Strr. 1, 73760 Ostfildern, Germany

เทคโนโลยีแบตเตอรี่ หัวใจสำคัญของ BMW eDRIVE
ความนิยมของยานยนต์ไฟฟ้าในอนาคตจะขึ้นอยู่กับความก้าวหน้าในเทคโนโลยีแบตเตอรี่เป็นสำคัญ เพราะศักยภาพการทำงานของแบตเตอรี่กำลังไฟสูงคือกุญแจสำคัญที่จะตอบโจทย์ผู้บริโภคในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น

- ระยะทางการขับขี่ด้วยไฟฟ้า
- เวลาในการชาร์จแบตเตอรี่
- สมรรถนะของระบบส่งกำลัง
- ความน่าเชื่อถือ ความทนทาน
- ความปลอดภัย
- ราคา

แบตเตอรี่กำลังไฟสูง มอเตอร์ไฟฟ้าและระบบจัดการพลังงานอัจฉริยะเป็นรากฐานสำคัญของเทคโนโลยี eDrive ของ BMW ที่มีในรถยนต์ BMW ตระกูล i และ iPerformance ตั้งแต่แรกเริ่มของการพัฒนาเทคโนโลยี eDrive BMW Group ตัดสินใจใช้วิธีผลิตส่วนประกอบเทคโนโลยี eDrive ในลักษณะเดียวกันกับการผลิตเครื่องยนต์สันดาปภายใน ซึ่งก็คือการพัฒนาและผลิตด้วยตนเองโดยมีการปรับแต่งให้เข้ากับรถยนต์แต่ละรุ่นโดยเฉพาะ เพราะนี่เป็นวิธีเดียวที่จะสามารถใช้ประโยชน์สูงสุดจากพลังงานไฟฟ้าในระบบส่งกำลัง เพื่อช่วยลดการใช้พลังงานและการปล่อยมลภาวะได้อย่างทั่วถึงที่สุด โดยไม่ทิ้งประสบการณ์การขับขี่ในแบบเฉพาะของรถยนต์ BMW ที่มุ่งเน้นสมรรถนะสไตล์สปอร์ตและการขับขี่ในแบบรถยนต์ระดับพรีเมียม

ชุดแบตเตอรี่กำลังไฟสูงของ BMW ผลิตตามมาตรฐานคุณภาพของยนตรกรรมระดับพรีเมียม ดังจะเห็นได้จากสมรรถนะที่คงที่เสมอ ไม่ว่าจะในยามขับขี่ระยะสั้นหรือระยะยาว โดยแม้ว่าจะเหลือพลังงานให้ขับขี่ได้อีกไม่ไกลนัก แต่ความสนุกในการขับขี่จะยังคงอยู่อย่างไม่เสื่อมคลาย จึงทำให้แบตเตอรี่ของ BMW แตกต่างจากแบตเตอรี่ของผู้ผลิตรายอื่นอย่างชัดเจน นอกจากนี้ แบตเตอรี่ของ BMW ยังมีความไวต่ออุณหภูมิน้อยกว่าแบตเตอรี่ในรถยนต์แบรนด์อื่นๆ โดยสมรรถนะของแบตเตอรี่อาจเปลี่ยนแปลงไปเมื่อเจออุณหภูมิภายนอกที่ต่ำถึงขีดสุดเท่านั้น และแม้จะต้องเผชิญกับสถานการณ์ดังกล่าว แบตเตอรี่ BMW ก็ยังคงรักษาระดับพลังงานไฟฟ้าให้สม่ำเสมอได้ตามมาตรฐาน ชุดแบตเตอรี่กำลังไฟสูงของ BMW Group ได้รับการออกแบบมาให้มีอายุการใช้งานที่ยาวนาน BMW 330e จึงมีการรับประกันอายุการใช้งานแบตเตอรี่นานถึง 8 ปี เพื่อผสมผสานความปลอดภัย ความคงทน ประสิทธิภาพการทำงาน และคุณภาพระดับสูงไว้ด้วยกันอย่างสมบูรณ์แบบ ขั้นตอนการผลิตจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ โรงงานที่เมืองดิงโกลฟิงก์ถือเป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ระบบไฟฟ้าของ BMW ที่มีประสิทธิภาพ โดยเป็นผู้ผลิตแบตเตอรี่กำลังไฟสูง แชสซีรถยนต์ และส่วนประกอบอื่นๆ ของระบบส่งกำลังสำหรับรถยนต์ BMW ตระกูล i และรถยนต์ BMW รุ่นปลั๊กอินไฮบริดที่จะมีการเปิดตัวในอนาคต

เซลล์แบตเตอรี่ที่ใช้ในรถยนต์ BMW ตระกูล i (i3 / i8) และรถยนต์ BMW Plug in HYbrid ในรุ่นหลัก (BMW330e / BMW X5 xDRIVE 40e / BMW 740Le) มีแหล่งที่มาจากผู้ผลิตเซลล์แบตเตอรี่ลิเทียมไอออนชั้นนำ โดยเมื่อมีเซลล์รุ่นใหม่เข้ามาในตลาด จะมีการคัดเลือกผู้จัดหาวัตถุดิบครั้งใหม่ เพื่อให้แน่ใจว่า BMW จะได้เทคโนโลยีเซลล์แบตเตอรี่ที่ดีที่สุดในตลาดในราคาที่เหมาะสม BMW เชื่อว่าบริษัทจะประสบความสำเร็จก็ต่อเมื่อมีความเข้าใจในเรื่องการผลิตและสารเคมีภายในเซลล์แบตเตอรี่อย่างถ่องแท้จนเทียบเท่ากับมาตรฐานที่ใช้กำกับการผลิตเครื่องยนต์แบบสันดาปภายใน ส่วนในด้านการศึกษาวิจัยเรื่องเซลล์แบตเตอรี่ BMW Group มีการดำเนินการประเมินและวิเคราะห์คุณภาพเซลล์แบตเตอรี่ด้วยตนเองอย่างสม่ำเสมอ

เครือข่ายทีมค้นคว้าวิจัยของ BMW Group ทำการศึกษาเกี่ยวกับเทคโนโลยีแบตเตอรี่โดยครอบคลุมทุกด้าน รวมถึงการพัฒนาวัตถุดิบ ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดในการเสริมสมรรถนะของแบตเตอรี่ให้ตอบโจทย์ของลูกค้า ทั้งในด้านขนาด ความจุ กำลังไฟ และราคา โดยยังคงรักษามาตรฐานในเรื่องของความคงทน อายุการใช้งานและความปลอดภัยไว้ได้ ความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนาระหว่าง BMW Group ผู้ผลิตวัตถุดิบ และผู้ผลิตเซลล์แบตเตอรี่ ช่วยให้ BMW สามารถสรรค์สร้างนวัตกรรมแห่งอนาคตโดยมีเป้าหมายที่ชัดเจน เพื่อให้รถยนต์ตระกูล i และ iPerformance มาพร้อมกับเทคโนโลยีแบตเตอรี่ที่ดีที่สุด ตามมาตรฐานคุณภาพระดับพรีเมียมอันเป็นพื้นฐานของ BMW Group

โรงงานดิงโกลฟิงก์ของ BMW Group ฐานการผลิตหลักสำหรับมอเตอร์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่กำลังไฟสูง

ประสบการณ์อันยาวนานในด้านนวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้า พร้อมแหล่งผลิตที่ทันสมัย รวมถึงพนักงานที่ผ่านการอบรมมาโดยเฉพาะ โรงงานดิงโกลฟิงก์จึงเป็นที่ยอมรับในฐานะศูนย์กลางของการพัฒนานวัตกรรม eDrive ในเครือข่ายฐานการผลิตทั่วโลกของ BMW Group นับตั้งแต่การเปิดตัวรถยนต์ตระกูล i เป็นต้นมา โรงงานดิงโกลฟิงก์ได้ผลิตแบตเตอรี่กำลังไฟสูง พร้อมด้วยส่วนประกอบต่างๆ ของระบบส่งกำลังรถยนต์และแชสซีในรถยนต์ตระกูลนี้มาโดยตลอด โดยหากนับย้อนไปก่อนหน้านั้น โรงงานดิงโกลฟิงก์แห่งนี้ก็ได้รับหน้าที่ผลิตแบตเตอรี่กำลังไฟสูงให้กับรถยนต์ BMW Active E / BMW Series-3 ActiveHybrid / BMW Series-5 ActiveHybrid และ BMW Series-7 ActiveHybrid ปัจจุบัน กำลังการผลิตส่วนประกอบของเทคโนโลยี eDrive ณ โรงงานดิงโกลฟิงก์ได้ทะยานสูงขึ้นอีกครั้ง โดยเป็นผลมาจากการเปิดตัวรถยนต์ BMW รุ่นหลักในเวอร์ชั่นปลั๊กอินไฮบริดออกสู่ตลาด ด้วยชิ้นส่วนมอเตอร์ไฟฟ้าแบบติดตั้งส่วนท้ายรถและแบตเตอรี่กำลังไฟสูงจากสายการผลิตแห่งนี้

ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา BMW Group ได้ลงทุนไปกับการพัฒนาเทคโนโลยีการขับขี่ด้วยพลังงานไฟฟ้าที่โรงงานดิงโกลฟิงก์ด้วยเงินลงทุนกว่า 100 ล้านยูโร เพื่อเสริมศักยภาพในการแข่งขันและโอกาสในการจ้างงาน ถึงแม้กระบวนการผลิตมอเตอร์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่กำลังไฟสูงจะเป็นการผลิตโดยเครื่องจักรเป็นส่วนใหญ่ แต่โรงงานดิงโกลฟิงก์ก็ยังจัดจ้างพนักงานที่มีทักษะความสามารถสูงในจำนวนที่มากขึ้น โดยคาดว่าการว่าจ้างพนักงานเพื่อผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดในระยะกลางจะเพิ่มขึ้นจากราว 100 คนในปัจจุบัน เป็นมากกว่า 200 คน การตัดสินใจพัฒนาและผลิตชิ้นส่วนเทคโนโลยี eDrive ด้วยตนเองของ BMW Group ทำให้เทคโนโลยีระบบส่งกำลังของรถยนต์ไฟฟ้าและปลั๊กอินไฮบริดทุกรุ่นมีมาตรฐานคุณภาพ ความน่าเชื่อถือ และความปลอดภัยในระดับพรีเมียมตามแบบของ BMW Group โดยที่ยังคงมอบสมรรถนะและรูปแบบการขับขี่อันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ได้เช่นเคยในทุกรุ่น นอกจากนี้ การผลิตชิ้นส่วนด้วยตัวเองทำให้ BMW Group สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ควบคู่ไปกับการปรับปรุงกระบวนการการผลิตได้อีกด้วย

การออกแบบระบบโมดูล
ความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มผลิตภัณฑ์และกระบวนการการผลิต สามารถเห็นได้จากรูปแบบของสายการผลิตใหม่ภายในโรงงานดิงโกลฟิงก์ของ BMW Group พื้นที่สายการผลิตใหม่ขนาด 6,000 ตารางเมตรภายในโรงงานถูกนำมาใช้เป็นฐานการผลิตหลักของชิ้นส่วนในระบบ eDrive ทั่วโลก โดยมีพื้นที่ 1,500 ตารางเมตรจากจำนวนนี้ที่นำมาใช้ผลิตมอเตอร์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่ ขณะที่พื้นที่อีกกว่า 1,000 ตารางเมตรนำไปจัดสรรให้กับสายการประกอบแบตเตอรี่กำลังไฟสูงโดยเฉพาะ ทุกพื้นที่ดังกล่าวถูกออกแบบมาให้สามารถขยับขยายได้อีกเพื่อรองรับการเพิ่มกำลังการผลิตอย่างรวดเร็ว โดยสามารถเพิ่มกำลังการผลิตได้ถึงหนึ่งเท่าตัวโดยไม่ส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพในกระบวนการผลิตเลยแม้แต่น้อย ส่วนพื้นที่ว่างในบริเวณนี้ก็ยังอาจนำมาใช้ประโยชน์เพื่อขยายกำลังการผลิตเพิ่มเติมได้อีกด้วย

มอเตอร์ไฟฟ้าในรถ eDRIVE Plug in Hybrid
ยุทธศาสตร์การพัฒนาและผลิตเทคโนโลยี eDrive ด้วยตนเองของ BMW Group มีจุดมุ่งหมายเพื่อเติมเต็มความคาดหวังของลูกค้าในด้านประสบการณ์การขับขี่อันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ในเครือ แม้ว่าจะขับขี่รถยนต์รุ่นที่ขับเคลื่อนด้วยพลังไฟฟ้าก็ตาม ด้วยเหตุนี้ BMW Group จึงสามารถสร้างเอกลักษณ์อันแตกต่างจากคู่แข่งทุกรายในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าได้ ไม่ว่าจะเป็นในด้านสมรรถนะการขับขี่ ประสิทธิภาพการทำงานของระบบส่งกำลัง หรือความสะดวกสบาย ทั้งนี้ มอเตอร์ไฟฟ้าเป็นชิ้นส่วนที่มีบทบาทหลักในการสร้างจุดแข็งเหล่านี้ เพราะมอเตอร์ที่ใช้ในรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูตระกูล i และ iPerformance สามารถมอบพละกำลังที่สูงมากเมื่อเทียบกับขนาดและน้ำหนักของตัวมอเตอร์ ทั้งยังส่งกำลังได้ราบรื่นในทุกรอบเครื่อง และใช้พลังงานอย่างคุ้มค่าสูงสุด คุณลักษณะเหล่านี้เป็นผลมาจากหลักการออกแบบพิเศษ ที่รวมเอาความสามารถของมอเตอร์ไฟฟ้ามาเสริมกำลังกับเครื่องยนต์ในรูปแบบของพลังงานที่แปรเปลี่ยนไปเป็นแรงบิดมหาศาล

eDrive เป็นผลมาจากเทคโนโลยีมอเตอร์ที่ใช้ไฟฟ้าแบบต่อเนื่อง โดยมีจังหวะการทำงานตรงกับความถี่ของกระแสไฟที่ป้อนเข้ามา ยกตัวอย่างเช่นชิ้นส่วนสเตเตอร์ ซึ่งประกอบด้วยสายไฟทองแดงความยาวกว่า 2 กิโลเมตร (1 ¼ ไมล์) ที่ม้วนให้แน่นเป็นพิเศษเพื่อให้มีขนาดกะทัดรัดที่สุด กระบวนการการผลิตสเตเตอร์เริ่มต้นด้วยการบรรจุและหุ้มฉนวนชั้นแผ่นโลหะทีละชั้นจนขึ้นรูปเป็นขด ก่อนที่จะเชื่อมชั้นแผ่นโลหะเข้าด้วยกันด้วยแสงเลเซอร์ ส่วนการประกอบชิ้นส่วนโรเตอร์ก็มีกรรมวิธีพิเศษเช่นเดียวกัน โดยหลังจากที่สอดและเชื่อมชิ้นแม่เหล็กเข้ากับโครงสร้างโรเตอร์ซึ่งประกอบขึ้นจากแผ่นโลหะหลายๆ แผ่นแล้ว ก็จะนำส่วนแกนโรเตอร์ที่มีอุณหภูมิต่ำมาสวมอัดเข้าไปในเบ้าที่มีอุณหภูมิสูง ก่อนจะนำตัวโรเตอร์มาเปลี่ยนให้มีสนามแม่เหล็ก ซึ่งทำให้ขั้นตอนการประกอบโดยรวมง่ายลง ในการประกอบชิ้นส่วนมอเตอร์ขั้นสุดท้าย สเตเตอร์จะถูกนำมาสวมในเคสมอเตอร์ผ่านกรรมวิธีสวมอัดเช่นกัน โดยที่ตัวเคสมอเตอร์จะผ่านการทำความร้อนให้มีอุณหภูมิราว 150 องศาเซลเซียส หลังจากนั้นจึงจะนำโรเตอร์มาสวม เมื่อนำทุกชิ้นส่วนมาสวมเข้าไว้ด้วยกันและผ่านการทดสอบการใช้งานแล้ว มอเตอร์ไฟฟ้าที่เสร็จสมบูรณ์จึงจะถูกนำมาติดตั้งในระบบส่งกำลัง

ชุดแบตเตอรี่ปรับแต่ง
การผลิตชุดแบตเตอรี่กำลังไฟสูงของรถ BMW i และ iPerformance ณ โรงงานดิงโกลฟิงก์นั้นประกอบไปด้วยสองขั้นตอนใหญ่ๆ โดยขั้นแรกคือการบรรจุเซลล์ ลิเธียม-ไอออนไว้ในโมดูลแบตเตอรี่ด้วยเครื่องจักรอัตโนมัติ โดยแต่ละโมดูลมี 16 เซลล์ด้วยกัน ถัดจากนั้น โมดูลแบตเตอรี่จะถูกนำมาติดตั้งในเคสอะลูมิเนียมพร้อมกับตัวเชื่อมต่อวงจรไฟฟ้า อุปกรณ์ควบคุม และระบบทำความเย็น ชุดแบตเตอรี่แต่ละชุดจะถูกปรับแต่งให้เข้ากับความต้องการของรถยนต์แต่ละรุ่น โดยอาจประกอบไปด้วย 5 หรือ 6 โมดูล การออกแบบชุดแบตเตอรี่ด้วยโมดูลนี้ทำให้ชุดแบตเตอรี่กำลังไฟสูงสามารถปรับแต่งขนาดและรูปร่างให้เข้ากับรถยนต์แต่ละรุ่นได้พอดี ดังนั้น รถยนต์ทุกรุ่นจึงมีแบตเตอรี่ที่เหมาะสมกับพื้นที่และตำแหน่งในการติดตั้ง การออกแบบและกรรมวิธีการผลิตชุดแบตเตอรี่กำลังไฟสูงนี้เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของการถ่ายโอนความรู้ความสามารถจากนวัตกรรมของรถยนต์ BMW ตระกูล i เนื่องจากเทคนิควิธีการมากมายที่นำมาใช้ผลิตแบตเตอรี่เหล่านี้ให้มีคุณภาพสูง เชื่อถือได้ ถูกนำมาใช้เป็นครั้งแรกในการผลิตรถยนต์ BMW i3 และ i8 ก่อนจะนำมาขัดเกลาและปรับปรุงอย่างต่อเนื่องจวบจนปัจจุบัน เซลล์แบตเตอรี่ที่ถูกสั่งมาโดยเฉพาะสำหรับ BMW Group จะถูกนำมาตรวจสอบเมื่อเดินทางมาถึงโรงงานดิงโกลฟิงก์ ก่อนจะนำมาเตรียมความพร้อมก่อนประกอบเป็นโมดูลแบตเตอรี่ด้วยเครื่องจักร สายการผลิตอัตโนมัติของ BMW Group จะทาสารยึดเหนี่ยวลงบนเซลล์แบตเตอรี่เพื่อบรรจุลงในโครงโมดูลด้วยการอัดเชื่อม ก่อนจะติดตั้งวัสดุระบายความร้อนและเชื่อมหัวจ่ายไฟของแต่ละเซลล์ด้วยเลเซอร์โมดูลที่ประกอบเสร็จแล้วจะนำมาประกอบต่อเป็นชุดแบตเตอรี่ของรถยนต์แต่ละรุ่น โดยปัจจุบัน โรงงานดิงโกลฟิงก์สามารถผลิตชุดแบตเตอรี่กำลังไฟสูงได้ทั้งหมด 3 แบบ ด้วยเทคนิคการผลิตแบบเซลลูลาร์ซึ่งมีความยืดหยุ่นสูง และยังคงไว้ซึ่งประสิทธิภาพและคุณภาพของแบตเตอรี่ได้เป็นอย่างดี ดังนั้น กำลังการผลิตแบตเตอรี่จึงสามารถปรับเพิ่มลดได้ทุกเมื่อตามความเหมาะสม ขณะที่การเพิ่มแบตเตอรี่รุ่นใหม่เข้าสู่สายการผลิตก็ทำได้อย่างง่ายดาย

BMW330e iPerformance eDRIVE
เช่นเดียวกับที่ BMW M นำนวัตกรรมด้านเครื่องยนต์และแชสซีที่พัฒนาขึ้นเพื่อรถแข่งภายใต้ความดูแลของ BMW M GmbH มาสร้างสรรค์รถยนต์ที่มีจิตวิญญาณของความเป็นรถสปอร์ตอย่างเต็มตัว รถยนต์ในตระกูล iPerformance ก็ถือเป็นยานยนต์ที่มีความพิเศษเฉพาะตัวโดยนำจุดเด่นของรถยนต์ BMW ActiveHybrid และ BMW i มาผสมผสานกันอย่างลงตัว ด้วยระบบส่งกำลังแบบไฮบริดที่มีทั้งเครื่องยนต์เทคโนโลยี BMW TwinPower Turbo เกียร์สเต็ปทรอนิก 8 สปีด และเทคโนโลยี BMW eDrive ที่พัฒนาโดย BMW i เทคโนโลยี eDrive ประกอบด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า แบตเตอรี่แรงดันไฟฟ้าสูง และระบบบริหารจัดการพลังงานที่ก้าวล้ำ มีรากฐานมาจากระบบส่งกำลังแบบโมดูลแยกส่วน โดยที่แต่ละชิ้นส่วนเป็นผลงานการพัฒนาและผลิตของ BMW Group โดยมีการปรับแต่งให้เข้ากับลักษณะการขับขี่และใช้งานของรถยนต์แต่ละรุ่น โดยทำงานประสานกับเครื่องยนต์เบนซินอัดอากาศด้วยเทอร์โบขนาด 3 หรือ 4 กระบอกสูบ รองรับระบบขับเคลื่อนล้อหลังตามรูปแบบระบบขับเคลื่อนที่ BMW ยึดถือมาตลอด 100 ปีของการก่อตั้งบริษัท

ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ BMW xDrive และระบบขับเคลื่อนสี่ล้อแบบไฟฟ้า ทำให้ไลน์ผลิตรถยนต์ BMW iPerformance ครอบคลุมหลากหลายรุ่น ด้านรูปลักษณ์ ความล้ำยุคของรถยนต์ตระกูลบีเอ็มดับเบิลยู iPerformance ถูกถ่ายทอดออกมาด้วยการตกแต่งภายนอกตัวรถ เช่นตรา “eDrive” ที่บริเวณเสาซี โลโก้ “BMW i" ที่ด้านข้างของตัวรถ (ทั้งด้านซ้ายและขวา) ฝาครอบล้อสีน้ำเงิน เช่นตรา “eDrive” ที่บริเวณเสาซี โลโก้ “BMW i" ที่ด้านข้างของตัวรถ (ทั้งด้านซ้ายและขวา) ฝาครอบล้อสีน้ำเงิน และกระจังหน้าทรงไตคู่โทนสีน้ำเงิน ที่เป็นเอกลักษณ์ของ BMW i

นวัตกรรมอัจฉริยะเพื่อการบริหารจัดการพลังงานเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้รถยนต์ BMW iPerformance ทุกรุ่นสามารถใช้งานเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้าควบคู่กันไปได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ด้วยพลังจากนวัตกรรมอย่างฟังก์ชัน electric boost ที่เสริมกำลังให้เครื่องยนต์ ฟังก์ชัน electric assist สำหรับเสริมความประหยัด และโหมดการขับขี่แบบไฟฟ้าล้วนสำหรับทั้งเส้นทางในเมืองและย่านชนบท ผสมผสานเพื่อสร้างสมรรถนะสูงสุดโดยไม่ทิ้งแนวคิดของความยั่งยืน ผู้ขับขี่สามารถใช้ปุ่ม eDRIVE เพื่อเลือกขับขี่ในโหมดพิเศษสองโหมด ซึ่งเป็นทางเลือกนอกเหนือจากโหมดมาตรฐาน AUTO eDRIVE เปิดโอกาสให้เจ้าของรถสามารถเลือกรูปแบบการทำงานของฟังก์ชันระบบไฮบริดได้ เช่นเดียวกับ BMW i8 รถยนต์ตระกูล BMW iPerformance ทุกรุ่นสามารถปรับมาขับขี่ด้วยพลังไฟฟ้าเพียงอย่างเดียวได้ด้วยการกดปุ่มคำสั่งเพียงปุ่มเดียวเท่านั้น โดยในโหมด MAX eDRIVE รถจะมีความเร็วสูงสุดราว 120-140 กิโลเมตรต่อชั่วโมง (75-87 ไมล์ต่อชั่วโมง) ส่วนในโหมด BATTERY CONTROL หรือ SAVE BATTERY ตัวรถจะชาร์จแบตเตอรี่ให้มีระดับกำลังไฟคงที่ หรือชาร์จให้เต็มจนถึงระดับที่ผู้ขับขี่กำหนดไว้ โดยใช้ฟังก์ชันการปั่นไฟของมอเตอร์ไฟฟ้า ดังนั้น ตัวรถจึงสามารถรักษาระดับพลังงานแบตเตอรี่หรือแม้แต่ชาร์จไฟเพิ่มได้ในขณะขับขี่ด้วยความเร็วสูงบนทางด่วน เพื่อนำพลังงานที่สร้างขึ้นได้นี้มาใช้ขับขี่ในโหมดปลอดมลภาวะในพื้นที่ตัวเมือง

อีกหนึ่งจุดเด่นของรถยนต์ตระกูล iPerformance คือบริการ BMW ConnectedDrive ที่พัฒนาขึ้นเพื่อเสริมความสะดวกสบายในการขับขี่ยานยนต์พลังไฟฟ้า ระบบนำทางของรถยนต์ในตระกูลนี้สามารถแสดงตำแหน่งสถานีชาร์จแบตเตอรี่สาธารณะได้ เช่นเดียวกับใน BMW i3 และ i8 โดยระบบบริหารจัดการพลังงานอัจฉริยะจะใช้ข้อมูลจากระบบนำทางมาเป็นส่วนประกอบในการวางแผนเดินทางโดยละเอียด ให้ผู้ขับขี่ถึงที่หมายอย่างรวดเร็ว และจัดแบ่งช่วงเวลาในการใช้พลังงานจากมอเตอร์ไฟฟ้าและชาร์จแบตเตอรี่ระหว่างทางอีกด้วย ลูกค้าที่เลือกเป็นเจ้าของรถยนต์ BMW iPerformance เช่น BMW330e / BMW X5 xDRIVE 40e / BMW New Series-7 G12 740Le สามารถใช้งานบริการเพื่อการขับขี่มากมายจาก BMW i ไม่ว่าจะเป็นระบบชาร์จแบตเตอรี่ที่ปลอดภัย ใช้งานง่าย และชาร์จไฟได้รวดเร็วที่บ้าน จาก BMW 360° ELECTRIC อย่างอุปกรณ์ BMW i Wallbox (มีให้เลือกใช้งานสองรุ่น) หรือบริการครบครันทั้งการจัดส่ง ติดตั้ง บำรุงรักษา และให้คำแนะนำการใช้งานระบบชาร์จ ส่วนในกรณีของการชาร์จแบตเตอรี่ขณะเดินทาง BMW i ก็ยังมีบริการ ChargeNow ที่ครอบคลุมเครือข่ายสถานีชาร์จแบตเตอรี่สาธารณะที่ใหญ่ที่สุดในโลกอีกด้วย.


BMW330e M-SPORT PLUG IN HYBRID
engine type.................................turbocharged petrol
Engine manufacturer..................BMW
Engine code................................
Cylinders Straight ...................4
Capacity.....................................2 litre 1,998 cc (121.925 cu in)
Bore × Stroke.............................82.0 mm × 94.6 mm 3.23 × 3.72 in
Bore/stroke ratio.........................0.87
Valves........................................double overhead camshaft (DOHC) 4 valves per cylinder 16 valves in total
maximum power output.........184 PS (181.5 bhp) (135 kW) at 5,000-6,500 rpm
Specific output..........................90.8 bhp/litre 1.49 bhp/cu in
maximum torque.....................290 Nm (214 ft·lb) (29.6 kgm) at 1,350-4,250 rpm
Specific torque..........................145.15 Nm/litre 1.75 ft·lb/cu3

Engine construction
sump...........................................wet sumped
compression ratio.......................11:1
Fuel system.................................direct petrol injection
bmep (brake mean effective pressure)1823.9 kPa (264.5 psi)
Maximum RPM
crankshaft bearings
Engine coolant.............................Water
Unitary capacity...........................499.5 cc
Aspiration....................................Turbo
Compressor..................................BMW TwinPower twin scroll turbocharger
Intercooler
Catalytic converter.......................Y

Hybrid drivetrain
Secondary motor type..................BMW eDrive
Secondary power..........................88.0 PS (87 bhp, 64.7 kW)
Secondary torque..........................250.0 Nm (184 ft·lb, 25 kgm) @ 0 rpm
Maximum system output..............252.0 PS
Maximum system torque..............420 Nm

Acceleration 0-100km/h...............6.1 s
Acceleration 0-160km/h (100mph)
Maximum speed.............................225 km/h (140 mph)

Body type4/5 seater sedan/saloonNumber of doors4Designer

Power-to-weight ratio....................106.07 PS/g 78.01 kW/g 104.61 bhp/ton 0.05 bhp/lb
Weight-to-power ratio...................12.82 kg/kW 21.41 lb/bhp

Engine position..............................front
Engine layout.................................longitudinal
Drive wheels..................................rear wheel drive
Torque split....................................N/A
Steering..........................................rack & pinion PAS
turns lock-to-lock
Turning circle
Front suspension..............................macpherson strut
Rear suspension...............................multi link
Wheel size front..............................8.0J x 18
Wheel size rear................................8.5J x 18
Tyres front.......................................225/45 R18 Continental contisportcontact SSR
Tyres rear.........................................255/40 R18 Continental contisportcontact SSR
Brakes F/R.......................................VeDi/VeDi-S-ABS
Front brake diameter.......................323 mm
Rear brake diameter........................286 mm
Gearbox...........................................8 speed automatic
Top gear ratio...................................0.67
Final drive ratio...............................2.93

Wheelbase......................................2,810 mm
Track/tread (front)...........................1,543 mm
Track/tread (rear).............................1,583 mm
Length.............................................4,633 mm
Width...............................................1,811 mm
Height..............................................1,429 mm
Ground clearance.............................140 mm
length:wheelbase ratio.....................1.65
Kerb weight......................................1,735 kg 3,825 lb
Weight distribution
fuel tank capacity..............................41 litres 9 UK Gal 10.8 US Gal

อาคม รวมสุวรรณ
E-Mail chang.arcom@thairath.co.th

Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom

https://www.facebook.com/ARCOM-CHANG-Thairath-Online-525369247505358/

40.8 กิโลเมตรต่อลิตร เร่งจาก 0-100 ใน 6.1 วินาที มอเตอร์เพียวๆ อย่างเดียวจัดหนัก 140 กิโลเมตรต่อชั่วโมง รีวิวจอมโหดโจทย์ C350e กับ BMW330e M-Sport Plug in Hybrid ราคา 3 ล้านบาท 14 พ.ย. 2559 13:00 17 พ.ย. 2559 10:33 ไทยรัฐ