วันเสาร์ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

พระราชดำริ ‘ในหลวง ร.9’ สายน้ำจากฟากฟ้าแก้ทุกข์ประชา สู่ บิดาฝนหลวงไทย

ช่วงต้น พ.ศ. 2500 ราษฎรหลายพื้นที่ของไทย ต้องประสบปัญหาขาดแคลนน้ำ “ในหลวง ร.9” ทรงเห็นความทุกข์ยาก จึงหาหนทางพัฒนาความเป็นอยู่ของประชาชน ด้วยพระอัจฉริยภาพของพระองค์ ทำให้ถือกำเนิดโครงการพระราชดำริฝนหลวงขึ้นมา...

ตลอดระยะเวลา 70 ปี ที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงงาน พระองค์มีโครงการพระราชดำริมากมายกว่า 4,000 โครงการ เพื่อช่วยให้ราษฎรคนไทยมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น สามารถทำมาหากิน เลี้ยงชีพ ควบคู่กับการยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง ประเทศไทยถือว่า เป็นประเทศแห่งการเกษตรกรรม ภูมิประเทศที่อุดมสมบูรณ์ทั้งน้ำและดิน ทำให้อาชีพเกษตรกรกลายเป็นอาชีพหลักของผืนแผ่นดินนี้ แม้จะเปรียบเสมือนอู่ข้าวอู่น้ำ แต่ก็ยังมีพื้นที่ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำ เช่น ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นต้น

ด้วยพระอัจฉริยภาพของพระองค์ จึงถือกำเนิด 1 โครงการพระราชดำริ เพื่อช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำของราษฎรในถิ่นทุรกันดาร นั่นคือ “โครงการฝนหลวง”

โครงการพระราชดำริฝนหลวง เกิดขึ้นจากพระราชดำริส่วนพระองค์ ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เมื่อคราวเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎรในพื้นที่แห้งแล้งทุรกันดาร 15 จังหวัด ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ระหว่างวันที่ 2-20 พฤศจิกายน 2498 ในวันจันทร์ที่ 14 พฤศจิกายนปีเดียวกัน พระองค์เสด็จพระราชดำเนินจากจังหวัดนครพนมไปจังหวัดกาฬสินธุ์ ผ่านจังหวัดสกลนคร และเทือกเขาภูพาน ทรงทราบถึงความเดือดร้อน ทุกข์ยากของราษฎร และเกษตรกรที่ขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภค และการเกษตร เมื่อเสด็จพระราชดำเนินกลับถึงกรุงเทพมหานคร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้หม่อมราชวงศ์เทพฤทธิ์ เทวกุล วิศวกรและนักประดิษฐ์ควายเหล็กที่มีชื่อเสียงเข้าเฝ้า และพระราชทานแนวความคิด

จากทฤษฎีเริ่มแรกที่เกิดขึ้นหลังจากพระราชดำริ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ยังใช้เวลาอีก 14 ปี ในการวิเคราะห์วิจัย ทบทวนเอกสาร รายงานผลการศึกษาและข้อมูลต่างๆ ทั้งด้านวิชาอุตุนิยมวิทยา และการดัดแปรสภาพอากาศ ซึ่งทรงรอบรู้ และเชี่ยวชาญ เป็นที่ยอมรับทั้งในและต่างประเทศ จากนั้นจึงพระราชทานแก่ หม่อมราชวงศ์เทพฤทธิ์ เพื่อหาลู่ทางที่จะทำให้เกิดการทดลองปฏิบัติการในท้องฟ้าให้เป็นไปได้

การทดลองในท้องฟ้าเป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 1-2 กรกฎาคม 2512 หม่อมราชวงศ์เทพฤทธิ์ เทวกุล ผู้อำนวยการโครงการ และหัวหน้าคณะปฏิบัติการทดลองเป็นคนแรก ในพื้นที่วนอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่เป็นพื้นที่ทดลองแห่งแรก โดยทดลองหยดก้อนน้ำแข็งขนาดไม่เกิน 1 ลูกบาศก์นิ้ว เข้าไปในยอดเมฆสูงไม่เกิน 10,000 ฟุต ที่ลอยกระจัดกระจายอยู่เหนือพื้นที่ทดลอง ในขณะนั้น ทำให้กลุ่มเมฆทดลองเหล่านั้นมีการเปลี่ยนแปลงทางฟิสิกส์ของเมฆอย่างเห็นได้ชัดเจน เกิดการกลั่นรวมตัวกันหนาแน่น และก่อยอดสูงขึ้นเป็นเมฆฝนขนาดใหญ่ในเวลาอันรวดเร็ว แล้วเคลื่อนตัวตามทิศทางลมพ้นไปจากสายตา ไม่สามารถสังเกตได้ เนื่องจากยอดเขาบัง แต่จากการติดตามผล โดยการสำรวจทางภาคพื้นดิน และได้รับรายงานยืนยันด้วยวาจาจากราษฎรว่า เกิดฝนตกลงสู่พื้นที่ทดลองวนอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ในที่สุด นับเป็นนิมิตหมายบ่งชี้ให้เห็นว่า การบังคับเมฆให้เกิดฝนเป็นสิ่งที่เป็นไปได้

การทำฝนหลวง มีด้วยกันทั้ง 3 ขั้นตอน ขั้นตอนแรกคือ "ก่อกวน" การปฏิบัติการในขั้นตอนนี้มุ่งใช้สารเคมีกระตุ้นให้มวลอากาศลอยตัวขึ้นสู่เบื้องบน เพื่อให้เกิดกระบวนการชักนำไอน้ำหรือความชื้นเข้าสู่ระบบการเกิดเมฆ ระยะเวลาที่จะปฏิบัติการในขั้นตอนนี้ไม่ควรเกิน 10.00 น. ของแต่ละวัน โดยการใช้สารเคมีที่สามารถดูดซับไอน้ำจากมวลอากาศ เพื่อกระตุ้นกลไกของกระบวนการกลั่นตัวไอน้ำในมวลอากาศ รวมถึงเป็นการสร้างสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของเมฆด้วย ด้านเหนือลมของพื้นที่เป้าหมาย เมื่อเมฆเริ่มก่อตัวและเจริญเติบโตทางตั้งแล้ว จึงใช้สารเคมีที่ให้ปฏิกิริยาคายความร้อนโปรยเป็นวงกลมหรือเป็นแนวถัดมาทางใต้ลมเป็นระยะทางสั้นๆ เข้าสู่ก้อนเมฆ เพื่อกระตุ้นให้เกิดกลุ่มแกนร่วม ในบริเวณปฏิบัติการ สำหรับใช้เป็นศูนย์กลางที่จะสร้างกลุ่มเมฆฝนในขั้นตอนต่อไป

ขั้นตอนที่สอง "เลี้ยงให้อ้วน" เป็นขั้นตอนที่เมฆกำลังก่อตัวเจริญเติบโต ซึ่งเป็นระยะสำคัญมากในการปฏิบัติการ เพราะจะต้องเพิ่มพลังงานให้แก่ updraft ให้ยาวนานออกไป ต้องใช้เทคโนโลยีและประสบการณ์การทำฝนควบคู่ไปพร้อมกันเพื่อตัดสินใจโปรยสารเคมีชนิดใด ณ ที่ใดของกลุ่มก้อนเมฆ และในอัตราใดจึงเหมาะสม เพราะต้องให้กระบวนการเกิดละอองเมฆสมดุลกับความแรงของ updraft มิฉะนั้นจะทำให้เมฆสลาย

ส่วนขั้นตอนสุดท้าย คือ "โจมตี" เมฆหรือกลุ่มเมฆฝนมีความหนาแน่นมากพอที่จะสามารถตกเป็นฝนได้ ภายในกลุ่มเมฆจะมีเม็ดน้ำขนาดใหญ่มากมาย หากเครื่องบินเข้าไปในกลุ่มเมฆฝนนี้จะมีเม็ดน้ำเกาะตามปีกและกระจังหน้าของเครื่องบิน เป็นขั้นตอนที่สำคัญ ต้องอาศัยประสบการณ์มาก เพราะจะต้องปฏิบัติการเพื่อลดความรุนแรงของ updraft หรือทำให้อายุของ updraft หมดไป สำหรับการปฏิบัติการในขั้นตอนนี้ จะต้องพิจารณาจุดมุ่งหมายของการทำฝนหลวง ซึ่งมีอยู่ 2 ประเด็น คือ เพื่อเพิ่มปริมาณฝนตก และเพื่อให้เกิดการกระจายการตกของฝน

ความสำเร็จของโครงการฝนหลวง จึงได้ตราพระราชกฤษฎีกาก่อตั้งสำนักงานปฏิบัติการฝนหลวงขึ้นใน พ.ศ.2518 สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นอกจากนี้คณะรัฐมนตรีมีมติ เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม พ.ศ.2545 เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวให้ทรงเป็น "พระบิดาแห่งฝนหลวง" และกำหนดให้วันที่ 14 พฤศจิกายนของทุกปี เป็นวันพระบิดาแห่งฝนหลวง.

ช่วงต้น พ.ศ. 2500 ราษฎรหลายพื้นที่ของไทย ต้องประสบปัญหาขาดแคลนน้ำ “ในหลวง ร.9” ทรงเห็นความทุกข์ยาก จึงหาหนทางพัฒนาความเป็นอยู่ของประชาชน ด้วยพระอัจฉริยภาพของพระองค์ ทำให้ถือกำเนิดโครงการพระราชดำริฝนหลวงขึ้นมา 13 พ.ย. 2559 15:29 14 พ.ย. 2559 05:12 ไทยรัฐ