วันอาทิตย์ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ส่องกล้องมองเกมคัดบอลโลก นัดที่ 5 'ช้างศึก' ดวลเดือด 'จิงโจ้'

หวนกลับมาอีกครั้ง สำหรับศึกฟุตบอลระดับชาติตามปฏิทินฟีฟ่า เดย์ ประจำเดือนพฤศจิกายน ซึ่งหลายชาติทั่วโลกต่างมีโปรแกรมลงโม่แข้งกันอย่างถ้วนหน้า รวมถึงทัพ “ช้างศึก” ทีมชาติไทย ก็มีคิวลงแข่งขันฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกด้วยเช่นกัน...

สำหรับโฟกัสของแฟนบอลไทย แน่นอนว่าย่อมจับจ้องไปเกมที่จะมีขึ้นในวันที่ 15 พฤศจิกายนนี้ ซึ่งทีมชาติไทยมีคิวเปิดบ้านรับการมาเยือนของ “ซอคเกอร์รูส์” ทีมชาติออสเตรเลีย รองจ่าฝูงกลุ่ม บี ที่ยังไม่แพ้ใครในเกมคัดบอลโลกโซนเอเชีย รอบ 12 ทีมสุดท้าย ซึ่งถือว่าเป็นงานที่หนักอึ้งไม่น้อยสำหรับลูกทีมของ "ซิโก้" เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง

อย่างไรก็ตาม การได้เล่นในบ้านต่อหน้าแฟนบอลหลายหมื่นคน ที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน น่าจะเป็นแรงขับเคลื่อนชั้นดีให้กับเหล่าขุนพลช้างศึก มุ่งมั่นทำผลงานให้ดีกว่าเดิม ซึ่งทีมข่าวกีฬาไทยรัฐออนไลน์จะพาไปเจาะความพร้อม และขุมกำลังของทั้งสองทีมก่อนเกมนี้ว่ามีความดีมากน้อยแค่ไหน

สถิติก่อนเกม

สำหรับสถิติการพบกันของทั้งสองทีมจำนวน 5 นัดก่อนหน้านี้ ตามบันทึกของ ฟีฟ่า ปรากฏว่า ทีมชาติไทยยังไม่สามารถเอาชนะ ออสเตรเลีย ได้เลย แพ้รวด 5 นัด ถูกนักเตะจากแดนจิงโจ้กระหน่ำไปถึง 13 ลูก และได้คืนมาเพียงแค่ลูกเดียวเท่านั้น

ผลงาน 5 นัดล่าสุด

ทีมชาติไทย

แพ้ กาตาร์ 0-3 (อุ่นเครื่อง)

แพ้ ซาอุดีอาระเบีย 0-1 (ฟุตบอลโลกรอบคัดเลือก)

แพ้ ญี่ปุ่น 0-2 (ฟุตบอลโลกรอบคัดเลือก)

แพ้ ยูเออี 1-3 (ฟุตบอลโลกรอบคัดเลือก)

แพ้ อิรัก 0-4 (ฟุตบอลโลกรอบคัดเลือก)

ทีมชาติออสเตรเลีย

แพ้ กรีซ 1-2 (อุ่นเครื่อง)

ชนะ อิรัก 2-0 (ฟุตบอลโลกรอบคัดเลือก)

ชนะ ยูเออี 1-0 (ฟุตบอลโลกรอบคัดเลือก)

เสมอ ซาอุดีอาระเบีย 2-2 (ฟุตบอลโลกรอบคัดเลือก)

เสมอ ญี่ปุ่น 1-1 (ฟุตบอลโลกรอบคัดเลือก)

ทีมชาติไทย

ผลงานของ “ซิโก้” เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง และลูกทีมในรอบ 12 ทีมสุดท้ายโซนเอเชีย ยังทำได้ไม่ค่อยดีนัก แพ้รวดทั้ง 4 นัด การกลับมาเล่นในบ้านอีกครั้งถือเป็นเรื่องที่ดีต่อความมั่นใจของนักเตะ ที่จะได้รับพลังแฝงจากกองเชียร์ ช่วยส่งเสียงเชียร์หนุนหลังพวกเขาตลอดทั้งเกม

นอกเหนือจาก นฤบดินทร์ วีรวัฒโนดม ที่บาดเจ็บไหล่จนถอนตัวออกไปก่อนหน้านี้ ก็ไม่มีใครในทีมได้รับบาดเจ็บหนักถึงขั้นโบกมือลาเพื่อนร่วมทีมเพิ่มเติม จะมีก็เพียงแค่ตัวริมเส้นอย่าง ศราวุฒิ มาสุข เท่านั้น ที่ยังร่วมซ้อมแบบเต็มโปรแกรมไม่ได้ แต่เชื่อว่าน่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อ 11 ผู้เล่นในใจของซิโก้อย่างแน่นอน

เกมนี้น่าจะเป็นบททดสอบที่ชัดเจนของพลพรรค “ช้างศึก” ว่ามีดีแค่ไหน ในการยกระดับตัวเองเพื่อก้าวพ้นวงโคจรอาเซียน เพราะ ออสเตรเลีย เปี่ยมไปด้วยผู้เล่นที่โลดเล่นอยู่ในทวีปยุโรป ซึ่งนอกจากลูกโด่งที่เป็นพื้นฐานของพวกเขาแล้ว การต่อบอลภาคพื้นดินก็ทำได้ดีไม่แพ้กัน สามารถต่อกรกับทั้ง ญี่ปุ่น และ ซาอุดีอาระเบีย ได้แบบอยู่หมัด ดังนั้นจึงน่าสนใจว่า “ซิโก้” จะงัดแท็กติกใดมาต่อกร เพื่อให้ได้ผลที่คาดหวังในเกมนี้

KEY PLAYER

ธีรศิลป์ แดงดา

“เจ้ามุ้ย” คือหนึ่งในผู้เล่นไม่กี่คน ที่เหลือรอดมาจากชุดดวลกับออสเตรเลีย เมื่อเดือนกันยายน ปี 2011 ที่บริสเบน แถมตะบันประตูทัพนักเตะจากแดนจิงโจ้ได้ด้วย ถึงแม้สุดท้ายไทยจะพ่ายไปอย่างสูสี 1-2 แต่ก็ได้รับคำชื่นชมเป็นอย่างมาก ถึงฟอร์มการเล่นที่ยอดเยี่ยมและสปิริตความเป็นนักสู้

แต่ในวันนี้ ธีรศิลป์ ยกฐานะตัวเองขึ้นมาเป็นหนึ่งในพี่ใหญ่แคมป์ทีมชาติ ซึ่งเก็บเกี่ยวประสบการณ์อย่างโชกโชนในหลายๆ ปีที่ผ่านมา และน่าจะเป็นคีย์แมนคนสำคัญที่จะช่วยให้ทัพช้างศึก สร้างผลงานอันน่าประทับใจได้ในเกมวันอังคารนี้ และไม่แน่ว่าแฟนบอลอาจจะได้เห็น เจ้ามุ้ย พังประตูออสเตรเลียอีกครั้งก็เป็นได้

ทีมชาติออสเตรเลีย

พลพรรค “ซอคเกอร์รูส์” สถาปนาตัวเองให้กลายเป็นขาประจำฟุตบอลโลกอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่ย้ายจากโอเชียเนีย มาอยู่ภายใต้สังกัดสมาพันธ์ฟุตบอลแห่งเอเชีย หรือ เอเอฟซี ตั้งแต่ปี 2006 ถึงแม้ในรอบคัดเลือกรอบ 2 จะเสียรังวัดไปพอสมควร เมื่อพ่ายให้กับจอร์แดน 0-2 แต่หลังจากนั้นก็ยังไม่แพ้ใครเลย โดยเฉพาะในรอบ 12 ทีมสุดท้าย รั้งอันดับ 2 ของกลุ่ม บี ด้วยสถิติ ชนะ 2 เสมอ 2 มีแต้มห่างจาก ซาอุฯ จ่าฝูงอยู่เพียง 2 คะแนนเท่านั้น

และด้วยดีกรีแชมป์เอเชียนคัพ 2015 ภายใต้การคุมทัพของ อันเก พอสเตโคกลู กุนซือชาวออสเตรเลียนเชื้อสายกรีซ ทำให้เป้าหมายของพวกเขาเป็นอื่นไปไม่ได้ นอกจากการทะลุเข้าไปเล่นรอบสุดท้ายในปี 2018 บนแดนหมีขาวเท่านั้น และตอนนี้ก็เดินมาจนถึงครึ่งทางแล้ว

สำหรับขุมกำลังในครั้งนี้ ยังอัดแน่นไปด้วยซุปตาร์ที่ค้าแข้งบนภาคพื้นยุโรปกว่าครึ่งทีม ไม่ว่าจะเป็น อดัม เฟเดริชี, แบรด สมิธ, ไมล์ เยดินัค, เคร็ก กูดวิน, ร็อบบี ครูส และ แมทธิว เลกกี ส่วนในรายของแนวรุกจอมเก๋าอย่าง ทิม เคฮิลล์ กลับไม่มีชื่อในการเดินทางเยือนแดนสยาม เนื่องจาอาการบาดเจ็บ


KEY PLAYER

ไมล์ เยดินัค

มิดฟิลด์ฮาร์ดแมนวัย 32 ปี คือหนึ่งในดาวเตะออสซี่ไม่กี่คน ที่โลดแล่นบนสังเวียนลูกหนังยุโรปมาอย่างยาวนาน โดยเจ้าตัวติดทีมชาติมาแล้วตั้งแต่ปี 2008 ถือเป็นอีกหนึ่งกำลังสำคัญของทัพนักเตะแห่งแดนจิงโจ้ที่ขาดเสียไม่ได้ เพราะมีสไตล์การเล่นที่ดุดัน ถึงลูกถึงคน และกัดไม่ปล่อย ช่วยแนวรับของทีมให้รอดพ้นการเสียประตูได้หลายครั้ง อีกทั้งยังขึ้นมาเล่นลูกโด่งในจังหวะเซตพีซได้ดีไม่แพ้กันอีกด้วย

ก่อนหน้านี้หลายคนคาดว่า เยดินัค อาจจะอำลาทีมชาติ หลังนำ ซอคเกอร์รูส์ คว้าแชมป์เอเชียน คัพ ได้สมใจเมื่อปี 2015 แต่แล้วทุกคนกลับคิดผิด เพราะความกระหายในชัยชนะของมิดฟิลด์รายนี้ยังมีอยู่เต็มเปี่ยม พร้อมทั้งตั้งและมีเป้าหมายเข้าไปวาดลวดลายในศึกฟุตบอลโลกให้ได้อีกหนึ่งสมัย รวมทั้งอาจจะอยู่ไปจนถึง เอเชียน คัพ ในปี 2019 ที่ยูเออีด้วยเช่นกัน


11 ผู้เล่นที่คาดวาจะลงสนามของทั้งสองทีม

ทีมชาติไทย : กวินทร์ ธรรมสัจจานันท์, ธีราทร บุญมาทัน, ประทุม ชูทอง, ธนบูรณ์ เกษารัตน์, ทริสตอง โด, เกริกฤทธิ์ ทวีกาญจน์, ชนาธิป สรงกระสิทธ์, สารัช อยู่เย็น, มงคล ทศไกร, ธีรศิลป์ แดงดา, ปกเกล้า อนันต์

ทีมชาติออสเตรเลีย : แมทธิว ไรอัน, แมทธิว สปิเรโนวิช, เทรนท์ ซานบิวรี, ไรอัน แม็คโกแวน, อารอน มอย, แมทธิว เลกกี, แบรด สมิธ, ไมล์ เยดินัค, อาปอสโตลอส จิอันนู, เคร็ก กูดวิน, โทมัส โรจิช

อย่าลืมติดตามให้กำลังใจ รวมถึงเชียร์ทัพ "ช้างศึก" ทีมชาติไทย ในการสู้กับยอดทีมของเอเชียอย่าง ออสเตรเลีย ในวันอังคารที่ 15 พฤศจิกายนี้ เวลา 19.00 น. ที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน.

หวนกลับมาอีกครั้ง สำหรับศึกฟุตบอลระดับชาติตามปฏิทินฟีฟ่า เดย์ ประจำเดือนพฤศจิกายน ซึ่งหลายชาติทั่วโลกต่างมีโปรแกรมลงโม่แข้งกันอย่างถ้วนหน้า รวมถึงทัพ “ช้างศึก” ทีมชาติไทย ก็มีคิวลงแข่งขันฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกด้วยเช่นกัน... 13 พ.ย. 2559 14:24 14 พ.ย. 2559 07:46 ไทยรัฐ