วันอังคารที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ปาฏิหาริย์ "โดนัลด์ ทรัมป์" นับถอยหลัง100วัน 'อเมริกาต้องมาก่อน'

ช่วงเวลาเช่นนี้ คงไม่มีใครละเว้นที่จะพูดถึงผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯคนที่ 45 จากพรรครีพับลิกันซึ่งมีตัวแทนจากประชาชนในรัฐต่างๆทั้ง 50 แห่งไปลงคะแนนเสียงให้เขามากที่สุดถึง 290 เสียง ชนะคู่แข่งอย่างนางฮิลลารี คลินตัน จากพรรคเดโมแครต ซึ่งเต็งจ๋ามาตั้งแต่ต้นปีอย่างขาดลอย

ประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐอเมริกาที่ ทีมเศรษฐกิจ กำลังพูดถึงอยู่นี้คือ นายโดนัลด์ ทรัมป์ มหาเศรษฐีจอมโวผู้มีทรัพย์สินมูลค่ากว่า 3,700 ล้านเหรียญสหรัฐฯ รวยติดอันดับที่ 156 ของสหรัฐอเมริกา และอันดับที่ 324 ของโลกในทำเนียบของฟอร์บส

นอกเหนือจากการเป็นผู้นำประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 1 หรือคิดเป็นสัดส่วนมากถึง 30% ของจีดีพีโลกแล้ว นโยบายหาเสียงของทรัมป์ยังสร้างความวิตกกังวลให้แก่ประเทศต่างๆทั่วโลก ไม่เฉพาะแต่คนอเมริกันด้วยกันเท่านั้น ยิ่งเมื่อ ทรัมป์ประกาศจะใช้นโยบายทุกด้านเพื่อให้สหรัฐอเมริกากลับมาเป็นยักษ์ใหญ่ของโลกอีกครั้งภายใต้แนวคิด America Frist ด้วยแล้ว ย่อมไม่มีผู้นำประเทศใดวางเฉยอยู่ได้

ลองคิดตามความเห็นจากกูรู ของกูรู 3 ท่านที่ทีมเศรษฐกิจเลือกมาให้ความเห็นข้างท้ายนี้ดูกันเองว่า ทรัมป์จะนำพาสหรัฐอเมริกาไปในทิศทางใด...โลกจะระส่ำ อยู่ยากขึ้น หรืออยู่เย็นเป็นสุขกันถ้วนหน้า

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ เกริกเกียรติ พิพัฒน์เสรีธรรม
ราชบัณฑิต สาขาเศรษฐศาสตร์
อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

นโยบายที่โดนัลด์ ทรัมป์ประกาศออกมาตอนหาเสียง ถ้าทำตามนั้นจริงๆจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกมาก โดยเฉพาะนโยบาย “อเมริกาต้องมาก่อน” (America First)

แต่เท่าที่พิจารณาดูจากการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านๆมาของสหรัฐอเมริกาทั้งหมด ประธานาธิบดีส่วนใหญ่ทำตามนโยบายที่หาเสียงไว้ได้อย่างมากก็แค่ครึ่งเดียวเท่านั้น เพราะมีข้อจำกัดหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการเมืองในประเทศ ซึ่งทรัมป์กำลังเผชิญหน้ากับการต่อต้านอยู่, การถูกประเทศคู่ค้าตอบโต้ รวมทั้งต้องพิจารณาผลประโยชน์โดยรวมของประเทศด้วย

นอกจากนั้น ในยุคปัจจุบันอเมริกาไม่ได้เข้มแข็งเหมือนเดิม ถ้าเป็นในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จะน่ากลัวกว่านี้ เพราะตอนนั้นอเมริกาแกร่งทั้งด้านทหาร อาวุธ และเศรษฐกิจ แต่ขณะนี้สถานการณ์เปลี่ยนแปลงไปแล้ว เศรษฐกิจสหรัฐฯไม่ได้ดีนัก แถมเป็นประเทศที่มีหนี้สาธารณะสูงที่สุด เมื่อก่อนมีปรมาณูที่เป็นอาวุธร้ายแรง แต่ตอนนี้หลายประเทศก็มีเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นรัสเซียหรือเกาหลีเหนือ

จึงเชื่อว่าที่สุดแล้ว ผลกระทบน่าจะไม่รุนแรงอย่างที่คิด แม้ย่อมจะต้องมีบ้าง จากการปรับเปลี่ยนนโยบายจากพรรคเดโมแครตสู่พรรครีพับลิกัน

“แต่ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือ เหตุการณ์เฉพาะหน้าทำให้เห็นว่าเกิดความไม่แน่นอนขึ้น เกิดความชะงักงันในการตัดสินใจด้านเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ โดยเฉพาะเม็กซิโกที่ค่าเงินเปโซลดลง 7% วันเดียว รวมทั้งดัชนีหุ้นทั่วโลกที่ลดลง แต่พอรุ่งขึ้น สถานการณ์ก็เริ่มเบาบาง จากทีท่าของทรัมป์ที่ลดความแข็งกร้าวหลังชนะเลือกตั้ง”

ที่จะกระทบมากที่สุดน่าจะเป็นนโยบายการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งคงต้องมีการทบทวนกันใหม่ ทั้งเขตการค้าเสรีอเมริกาเหนือ (นาฟต้า) รวมทั้งความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย–แปซิฟิก หรือทีพีพี ซึ่งทรัมป์ประกาศไม่อยากสนับสนุน

ส่วนความสัมพันธ์กับประเทศอย่างรัสเซีย หลายคนมองว่าน่าจะดีขึ้น พูดคุยกันรู้เรื่องมากกว่าสมัยประธานาธิบดีบารัค โอบามา ซึ่งมีนโยบายขยายอิทธิพลของสหรัฐฯไปยังประเทศอื่นๆ รวมทั้งอาเซียน

นอกจากความวิตกกังวลต่อผลกระทบจากชัยชนะของทรัมป์แล้ว ผมอยากให้พวกเรามองว่าชัยชนะของเขา ทำให้โลกตื่น เป็นนาฬิกาปลุกให้ทุกประเทศ ทุกรัฐบาลต้องกลับมาคิดว่า อะไรคือสิ่งที่ประชาชนต้องการ

ขนาดอเมริกา ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของระบบการค้าเสรี (Free Trade) โลกาภิวัตน์ (Globalization) ยังต้องหันมาทบทวนแนวทางของตัวเอง เพราะระบบเหล่านี้ทำให้คนที่ได้เปรียบทางเศรษฐกิจ คนที่กุมอำนาจทางเศรษฐกิจมีรายได้มากขึ้น พูดง่ายๆ คนรวยยิ่งรวยขึ้น คนจนยิ่งจนลง คนจนอเมริกันนี่จนมากนะ จนกว่าคนจนเมืองไทยด้วยซ้ำ

“ที่สำคัญคนพอรวยมากขึ้นก็บริโภคมากขึ้น ต้องใช้แบรนด์เนม ต้องใช้ไอโฟน ต้องหาเงินมากขึ้น เอาเปรียบมากขึ้น เลยเถิดไปถึงการเอาเปรียบธรรมชาติ”

นี่เป็นเหตุผลที่คนเดินถนนทั่วไป โดนใจในนโยบายของทรัมป์ รู้สึกมีความหวังและต้องการเปลี่ยน เพราะนโยบายที่ดีนั้น ต้องเป็นนโยบายที่ทุกคนได้ประโยชน์

รองศาสตราจารย์ ดร.สมภพ มานะรังสรรค์
อธิการบดีสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์

“เท่าที่ผมติดตามดูนโยบายของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ใน 100 วันแรกที่เขาจะทำอะไรบ้างนั้น นโยบาย America First ของเขา ประการแรกเขาจะพิจารณาเรื่องการค้าระหว่างสหรัฐฯกับประเทศต่างๆว่าเขาเสียดุลการค้าให้กับประเทศใดบ้าง”

โดยเฉพาะการค้าระหว่างสหรัฐฯกับจีน ที่มีการค้าขายระหว่างกันปีละ 500,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในการค้าขายดังกล่าวนั้น สหรัฐฯเสียเปรียบดุลการค้าให้กับจีนถึงปีละ 300,000 ล้านเหรียญฯ จากที่จีนมีการส่งสินค้าไปขายในสหรัฐฯ ปีละ 400,000 ล้านเหรียญฯ และสหรัฐฯส่งสินค้าไปขายในจีนปีละ 100,000 ล้านเหรียญฯ

จุดนี้เองที่เชื่อว่าทรัมป์จะหาทางให้สหรัฐฯขาดดุลการค้ากับจีนน้อยลง

ขณะเดียวกันนโยบายของทรัมป์จะให้มีการตรวจสอบเกี่ยวกับการดำเนินนโยบายค่าเงินหยวนของจีนว่ามีการทำให้ค่าเงินหยวนอ่อนค่าลงจริงหรือไม่ เนื่องจากมีข้อสังเกตว่ามีเงินหยวนไหลออกนอกประเทศจีนเยอะมากและนำมาไล่ซื้อเงินดอลลาร์สหรัฐฯ

ซึ่งการที่จีนทำให้ค่าเงินหยวนอ่อนค่าลง จะยิ่งส่งเสริมการเอาเปรียบสหรัฐฯมากขึ้น เท่ากับเป็นการสนับสนุนการนำสินค้าจีนเข้ามาขายในสหรัฐฯ และจีนก็จะได้เปรียบดุลการค้ากับสหรัฐฯมากยิ่งขึ้น

ทรัมป์จึงจะมีคำสั่งไปยังรัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ เพื่อให้เข้าไปควบคุมดูแลค่าเงินหยวน ว่ามีการแทรกแซงจริงหรือไม่ ซึ่งหากมีรายงานว่าจริง เขาก็จะเสนอไปยังสภาคองเกรสทันทีเพื่อให้มีการออกกฎหมายเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนเพิ่มขึ้น ซึ่งตามที่เขาประกาศไว้คือ จะให้มีการเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนเพิ่มขึ้น 45%

“สิ่งเหล่านี้ทำให้ต้องนำมาคิดต่อว่า เมื่อจีนต้องชะลอการส่งออกสินค้าไปสหรัฐฯ ทางจีนก็ต้องชะลอการนำเข้าสินค้าที่เป็นวัตถุดิบจากกลุ่มอาเซียนและไทย ซึ่งในปัจจุบันจีนมีการนำเข้าสินค้าจากอาเซียนปีละ 40,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ นำเข้าสินค้าจากไทยปีละ 7,000 ล้านเหรียญฯ ซึ่งก็จะกระทบเป็นลูกโซ่เช่นนี้”

และยังมีประเด็นของนโยบายทรัมป์ที่จะลดภาษีให้ภาคธุรกิจในประเทศอย่างรุนแรงจาก 35% ลงมาเหลือ 15% ตรงนี้จะมีผลกระทบเยอะมาก และถือเป็นการลดภาษีครั้งแรกในรอบ 30 ปีจากที่เคยทำในปี 1980 ซึ่งมีนายโรนัลด์ เรแกน จากพรรครีพับลิกัน พรรคเดียวกับนายทรัมป์ เป็นประธานาธิบดี

เพราะเมื่อมีการลดภาษีภาคธุรกิจในประเทศเหลือ 15% ก็จะส่งผลให้นักลงทุนสหรัฐฯที่ไปลงทุนในต่างประเทศ ถอนการลงทุนในต่างประเทศเพื่อกลับมาลงทุนในบ้านของตัวเอง

ในกรณีนี้จะกระทบต่อจีนมาก เพราะก่อนหน้านี้ทัพบริษัทยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯจำนวนมากไปลงทุนตั้งโรงงานในจีนเป็นระลอกใหญ่ที่สุด ซึ่งทรัมป์บอกว่า เฉพาะบริษัทสหรัฐฯที่เคยไปลงทุนในต่างประเทศ ถ้ากลับมาลงทุนในสหรัฐฯจะลดภาษีให้เหลือ 10% เป็นการลดภาษีที่มากขึ้นไปอีก จากที่ลดมากอยู่แล้ว

เมื่อได้แรงจูงใจบริษัทอเมริกันก็คงย้อนกลับมาลงทุนในประเทศและชะลอการลงทุนในจีน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของจีน เมื่อเป็นเช่นนี้ คนจีนก็คงจะออกไปท่องเที่ยวต่างประเทศน้อยลงคงออกมาเที่ยวในอาเซียนและไทยน้อยลงด้วย

“ทรัมป์จะทำตามนโยบายที่เขาได้ให้คำมั่นสัญญา เพราะจะต้องรักษาฐานเสียงชาวอเมริกันที่เลือกเขาไว้จนสุดชีวิต ขณะที่ในช่วง 100 ปีที่ผ่านมา เมื่อพรรครีพับลิกันได้เข้ามาเป็นรัฐบาล จะอยู่ 2 สมัยตลอด”

จึงต้องติดตามต่อไปว่า เมื่อนโยบายหาเสียงของทรัมป์ได้เปลี่ยนมาเป็นนโยบายของรัฐบาลสหรัฐฯแล้ว จะเป็นไปตามนี้หรือลดความเข้มข้นลงบ้าง

รองศาสตราจารย์ ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ
อธิการบดีกิตติคุณ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์

สำหรับผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยนั้น ผมมองว่าเราจะไม่ได้รับผลกระทบในทางตรง แต่จะได้รับผลกระทบทางอ้อม เช่น หากสหรัฐฯกีดกันสินค้าจากจีน ยอดขายสินค้าของจีนลดลง ทำให้ไทยส่งออกสินค้าไปยังประเทศจีนได้น้อยลงตามไปด้วย แต่ตอนนี้ฝุ่นยังตลบอยู่ ยังไม่สามารถประเมินอะไรได้ชัดเจน

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ต้องดูในเรื่องของแนวคิดเรื่องของความมั่นคงที่เปลี่ยนไป ทรัมป์ไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับภัยก่อการร้าย ที่ผ่านมาเสียเงินเสียทองไปเป็นจำนวนมาก อยากเลิกทำตัวเป็นเจ้าโลกทั้งในเรื่องเศรษฐกิจและความมั่นคง พร้อมหันกลับมามองตัวเองมากขึ้น

จากเดิมเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐฯ เคยเป็นเงินสกุลหลักของอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างประเทศ เมื่อนโยบายเปลี่ยนก็ส่งผลให้เกิดความวุ่นวายในเรื่องของเศรษฐกิจโลก และหากสหรัฐฯเลิกทำตัวเป็นเจ้าโลก ความเสี่ยงในเรื่องของความมั่นคงจะเกิดขึ้นทันที ยุโรป ตะวันออกกลาง และเอเชีย เกิดความวุ่นวาย ยกตัวอย่างเช่น ในเอเชียจากเดิมที่สหรัฐฯ ดูแลญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ เมื่อเลิกดูแล จีนก็แผ่อิทธิพลเข้าไปแทนที่

ส่วนการค้าระหว่างประเทศมีการเลิกการค้าเสรี มีการจัดเก็บภาษีนำเข้าสินค้า ยกเลิกข้อตกลงทีพีพีที่มีการลงนามเมื่อเดือน ก.ย.59 มีสมาชิก 12 ประเทศ ในอาเซียนมีมาเลเซีย บรูไน เวียดนาม และสิงคโปร์ ซึ่งการยกเลิกทีพีพีจะส่งผลดีต่อประเทศไทย

“ทรัมป์เป็นคนที่ไม่มีความรู้ในเรื่องการทหาร ไม่รู้เรื่องต่างประเทศ ไม่รู้ในเรื่องของเศรษฐกิจ ถือว่าเป็นประธานาธิบดีที่ไร้เดียงสา ก็ต้องดูว่านโยบายที่ใช้หาเสียงจะนำมาปฏิบัติได้อย่างไร”

ส่วนการที่ดัชนีหุ้นดาวโจนส์ขยับสู่แดนบวกได้ในที่สุดนั้น ถือเป็นการตอบรับต่อนโยบายที่ประกาศชัดเจนว่า ภายใน 100 วัน จะปรับลดภาษีเงินได้นิติบุคคลเหลือเพียง 15% ถือเป็นผลดีต่อบริษัท และหากทรัมป์ดำเนินนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจตามที่ได้มีการหาเสียงไว้ ในช่วง 6-8 เดือนข้างหน้า หรือตลอดปีหน้า (2560) เศรษฐกิจของสหรัฐฯจะสามารถขยายตัวได้ แต่จะสร้างปัญหาในระยะยาว

“การที่ทรัมป์ชนะเลือกตั้งแบบเหนือความคาดหมาย แสดงให้เห็นว่าคนอเมริกันต้องการ “CHANGE” หากย้อนไปดูพื้นฐานทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ จะเห็นว่าคนอเมริกาเดือดร้อนมากจากการเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมและผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจ”

โดยเฉพาะกลุ่มแรงงานที่เป็นคนผิวขาว หรือ Rust Belt อาศัยอยู่นอกเมือง แถบตะวันออกเฉียงเหนือถึงตอนกลางของสหรัฐฯ คนเหล่านี้ถูกผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจปี 2551 อัตราการตกงานมากขึ้น ผลจากการค้าเสรี มีคนต่างชาติพวกเม็กซิโก อพยพเข้ามาทำงาน รวมถึงการกลัวการเปลี่ยนแปลง มีการนำเทคโนโลยีใหม่เข้ามาใช้ คนกลุ่มนี้ต่อต้านการค้าเสรี กลัวเทคโนโลยีใหม่ เกลียดชังรัฐบาลกลางและนักการเมือง

เมื่อนโยบายการหาเสียงของทรัมป์โดนใจคนกลุ่มนี้ ทั้งในเรื่องต่อต้านการค้าเสรี การกีดกันสินค้าจากจีนด้วยการเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มขึ้น การส่งกลับผู้อพยพผิดกฎหมาย สร้างกำแพงกันชายแดนระหว่างสหรัฐฯกับเม็กซิโก และการปรับลดภาษีเงินได้ เขาถึงได้รับเลือกตั้งและยึดครองทำเนียบขาวได้ในที่สุด.

ทีมเศรษฐกิจ

ช่วงเวลาเช่นนี้ คงไม่มีใครละเว้นที่จะพูดถึงผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯคนที่ 45 จากพรรครีพับลิกันซึ่งมีตัวแทนจากประชาชนในรัฐต่างๆทั้ง 50 แห่งไปลงคะแนนเสียงให้เขามากที่สุดถึง 290 เสียง 13 พ.ย. 2559 12:19 13 พ.ย. 2559 12:21 ไทยรัฐ