วันศุกร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เหมือนเป๊ะ! ยักษ์ใหญ่โคลนนิ่งสินค้าเจ้าอื่น ‘ผูกขาด’ หรือ ‘โอกาส’ ของคุณ?

เมื่อยักษ์ใหญ่ปั้นผู้ต่อสู้หน้าใหม่ขึ้นทำศึก เขาพร้อมสรรพไปด้วยอาวุธยุทโธปกรณ์ครบมือ (เมล็ดพันธุ์ พืชผัก อาหารสัตว์ เนื้อสัตว์ โรงงาน ร้านค้า) จึงมิใช่เรื่องยากแต่อย่างใด ที่ยักษ์ใหญ่จะสามารถช่วงชิงพื้นที่ส่วนใหญ่ในสนาม และกวาดต้อนเอาคู่ต่อสู้ตัวเล็กๆ หน้าเก่าๆ ตกสนามไปได้ในที่สุด!

แน่ล่ะ! เราเชื่อว่า คุณต้องเคยพบเจอกับเหตุการณ์นี้... ณ ร้านสะดวกซื้อ คุณหยิบขนมปังที่กินประจำขึ้นมา เหลือบมองที่ป้ายราคา พบว่า ราคาอยู่ที่ 22 บาท ชำเลืองไปทางขวา คุณเห็นขนมปังแบบเดียวกันเป๊ะ เช็กราคาปุ๊บ ปรากฏว่า ราคาแค่ 18 บาทเท่านั้น!...ความลังเลใจบังเกิดขึ้น “สิ่งที่รัก” กับ “สิ่งที่(ราคา)ถูก” เป็นคุณ คุณจะเลือกอะไร?

ตอบคำถามนี้ด้วยตัวเลขจาก น.ส.เกวลิน หวังพิชญสุข ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการบริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เธอบอกกับทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์เกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า เฮาส์แบรนด์* เธอเรียกอย่างนั้น (อธิบายง่ายๆ ความหมายของเฮาส์แบรนด์ก็คือ สินค้าที่ร้านค้ายักษ์ใหญ่ผลิตออกมาคล้ายคลึงกับสินค้าอื่นๆ ในท้องตลาด และมีข้อได้เปรียบ คือ ราคาถูกกว่า) เฮาส์แบรนด์จะสามารถขายได้ดีในช่วงที่ภาวะเศรษฐกิจในประเทศชะลอตัว เนื่องจากผู้บริโภคต้องการความประหยัด จึงอยากทดลองสิ่งแปลกใหม่ และทำให้ปี 2559 ตลาดสินค้าเฮาส์แบรนด์ในเมืองไทย ขยายตัว 10-15% โดยมีมูลค่าตลาดประมาณ 27,000 ล้านบาท 

ราคาถูกกว่า คุณภาพไม่ต่าง! จุดเด่นดึงลูกค้าเลือก"เฮาส์แบรนด์"

สินค้าเฮาส์แบรนด์ มีจุดเด่นทางด้านราคาที่ถูกกว่าสินค้าแบรนด์ทั่วไปเฉลี่ย 10-30% เพราะฉะนั้น เฮาส์แบรนด์จึงสามารถตอบโจทย์ผู้บริโภคในกลุ่มที่มีรายได้ระดับปานกลาง ไปจนถึงระดับล่างได้เป็นอย่างดี โดยในช่วงเริ่มต้น ผู้บริโภคอาจจะเลือกซื้อสินค้าเฮาส์แบรนด์เพื่อมาทดแทนแบรนด์ที่ตัวเองใช้เป็นประจำ แต่เมื่อนำมาใช้แล้ว กลับพบว่า คุณภาพของเฮาส์แบรนด์ไม่ได้แตกต่างจากแบรนด์อื่นๆ มิหนำซ้ำยังมีราคาถูกกว่า ซึ่งจุดๆ นี้ เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้บริโภคอาจซื้อสินค้าเฮาส์แบรนด์มาใช้ถาวร” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการบริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าวถึงข้อมูลที่ได้มาจากงานวิจัย

ในแง่มุมที่ว่า สินค้า “คุณภาพใกล้เคียงกัน” หรือ “ราคาถูกกว่า” เกวลิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการบริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองเรื่องนี้ว่า เมื่อการแข่งขันของวงการค้าปลีกเริ่มร้อนแรงขึ้น ผู้ประกอบการต่างงัดกลยุทธ์ทางการตลาดออกมาใช้ โดยเฉพาะกลยุทธ์ทางด้านราคาที่ต่ำกว่า ภายใต้คุณภาพของสินค้าที่ผู้บริโภครับได้ ซึ่งกลยุทธ์ดังกล่าวส่งผลดี และถือเป็นการเพิ่มทางเลือกให้กับผู้บริโภคได้อย่างหลากหลาย

“ถ้าผู้ประกอบการยักษ์ใหญ่ลงสนามมาขายสินค้าที่เหมือนๆ กับผู้ประกอบรายเล็ก ผู้ประกอบรายเล็กจะอยู่รอดต่อไปได้อย่างไร?” ผู้สื่อข่าวถาม ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการบริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย ซึ่งเธอให้คำตอบว่า “สำหรับผู้ประกอบการรายย่อย พวกเขาอาจจะต้องถูกผลักให้ตัวเองพัฒนาสินค้าให้มีคุณภาพพรีเมียมมากขึ้น เพราะฉะนั้น ผู้ประกอบการรายย่อยควรสร้างจุดเด่น-จุดแข็งให้กับสินค้าของตัวเอง หรือมองหาช่องทางการตีตลาดต่างๆ ยกตัวอย่างเช่น ตลาดท้องถิ่น, ตลาดต่างประเทศ และตลาดออนไลน์"

“ที่สำคัญ ผู้ประกอบการรายย่อยอย่าหยุดนิ่งที่จะพัฒนา เพราะเมื่อใดก็ตามที่สินค้าของคุณสามารถตอบโจทย์พฤติกรรมของผู้บริโภคได้อย่างตรงจุด โอกาสที่สินค้าของคุณจะครองใจผู้บริโภคและกลายเป็นผู้นำในตลาดก็มีมากขึ้น” เกวลิน หวังพิชญสุข ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการบริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย แนะยักษ์เล็กวิ่งตามยักษ์ใหญ่

คุมการผลิตตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ ใครริสู้ก็แพ้ไป!

น.ส.สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค กล่าวด้วยน้ำเสียงเป็นกังวลถึงกรณีผู้ประกอบการรายใหญ่ผลิตสินค้าคล้ายคลึงกับผู้ประกอบการรายเล็ก ว่า “เรื่องนี้ไม่ได้กระทบเฉพาะผู้ที่นำสินค้าไปวางขายในร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ แต่เรื่องนี้ยังกระทบเป็นวงกว้างแก่เจ้าของร้านอาหารตามสั่งต่างๆ พ่อค้าแม่ค้าร้านโชห่วยต่างๆ เพราะผู้ประกอบการยักษ์ใหญ่มีกระบวนการผลิตตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ แต่สำหรับพ่อค้าแม่ค้าทั่วไป พวกเขาไม่สามารถผลิตวัตถุดิบได้เอง พวกเขาต้องซื้อทุกอย่าง สุดท้ายพวกเขาก็เสียเปรียบ และต้องปิดตัวไปในที่สุด

“ยกตัวอย่างง่ายๆ ข้าวผัด 1 จาน ผู้ประกอบการรายใหญ่สามารถควบคุมการผลิตได้ตั้งแต่การเลี้ยงสัตว์ ใช้เมล็ดพันธุ์ผัก หรือแม้กระทั้งการผลิตในโรงงานครั้งละมากๆ เพราะฉะนั้น จึงไม่แปลกอะไรที่ผู้ประกอบการรายใหญ่จะสามารถขายได้ในราคาถูก และคุณภาพเท่ากันทุกจาน แต่สำหรับตาสีตาสาชาวบ้านที่ต้องหาเลี้ยงชีพด้วยกระบวนการผลิตธรรมดาๆ เขาจะไปสู้ผู้ประกอบการรายใหญ่ได้อย่างไร เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค กล่าวด้วยความเป็นห่วง

จากกรณี “ข้าวผัด” ข้างต้น เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ได้ตั้งคำถามกับผู้หลักผู้ใหญ่ในสังคมผ่านทีมข่าวไว้ว่า จากกรณีเช่นนี้ ภาคฝ่ายที่เกี่ยวข้องควรหันมาพิจารณาถึงความเหมาะสมหรือไม่ว่า อันที่จริงแล้ว ร้านค้าปลีกรายใหญ่ที่ตั้งอยู่ในชุมชน ควรนำข้าวผัดมาขายทับซ้อนกับชาวบ้านในชุมชนหรือไม่?

นอกจากนี้ สารี อ๋องสมหวัง NGO คนดัง ได้แนะนำว่า ณ เวลานี้ ภาครัฐควรปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับการแข่งขันทางการค้าให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะตลอดระยะเวลา 16 ปีที่ผ่านมา พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2542 ไม่สามารถบังคับใช้ได้จริง เนื่องจากโครงสร้างสำนักงานคณะกรรมการแข่งขันทางการค้ามีการแทรกแซงมาจากภาคธุรกิจ และภาคการเมืองมาโดยตลอด จนส่งผลสืบเนื่องให้คณะกรรมการฯ ไม่สามารถวินิจฉัยความผิดของผู้ประกอบการรายใหญ่ได้

คณะกรรมการแข่งขันทางการค้า ไม่ควรเป็นตัวแทนจากภาคธุรกิจเพียงอย่างเดียว แต่ควรจัดให้มีบุคคลจากภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เช่น นักวิชาการ หรือตัวแทนผู้บริโภค เข้าไปเป็นคณะกรรมการฯ ด้วย ทั้งนี้ ก็เพื่อให้การบริหารจัดการมีความอิสระ การปฏิบัติงานไม่ถูกแทรกแซง และใช้เป็นเครื่องมือกำกับดูแล แก้ปัญหาการผูกขาด ส่งเสริมการแข่งขันอย่างเสรีและเป็นธรรมต่อไป สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ทิ้งท้ายด้วยความหวัง

มติ สนช. รับหลักการร่าง พ.ร.บ.แข่งขันทางการค้า

อย่างไรก็ตาม นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้ชี้แจงเกี่ยวกับ พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวว่า การประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีการพิจารณาเรื่องด่วนคือ ร่าง พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า พ.ศ. ... เนื่องจาก พ.ร.บ.ฉบับเดิมไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ซึ่งการกำกับดูการแข่งขันทางการค้าเป็นหน้าที่ของสำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า ทำให้การแข่งขันทางการค้าไม่คล่องตัวและเป็นอิสระ จึงสมควรปรับปรุงกฎหมายให้มีประสิทธิภาพ และมีการจัดตั้งองค์กรกำกับดูแลการแข่งขันให้มีความคล่องตัว ทันต่อการประกอบธุรกิจที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

ทั้งนี้ ที่ประชุม สนช. มีมติ 187 : 1 เสียง รับหลักการของร่าง พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า และตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาพิจารณาในรายละเอียด 21 คน ให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน แปรญัติ 15 วัน

นิมิตหมายที่ดีเริ่มปรากฏ...

กฎหมายฉบับใหม่ จะสกัดยักษ์ใหญ่ได้หรือไม่? ต้องติดตาม!
แต่ที่แน่ๆ คุณลองทบทวน ณ เวลานี้ได้เลยว่า
ที่ผ่านมา ยักษ์ใหญ่ "ผูกขาด" หรือ "มอบโอกาส" ให้กับคุณ?

ความลังเลใจบังเกิดขึ้น “สิ่งที่รัก” กับ “สิ่งที่(ราคา)ถูก” เป็นคุณ คุณจะเลือกอะไร? 12 พ.ย. 2559 18:36 16 พ.ย. 2559 16:47 ไทยรัฐ