วันพุธที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

สองธรรมราชา ตอน ๒ สายใย อาจารย์-ศิษย์ ร่วมค้ำชูศาสนา คุณูปการแผ่ไพศาล

หลังจาก ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ได้สัมภาษณ์พิเศษ ดร.พระศากยวงศ์วิสุทธิ์ (อนิลมาน ธมฺมสากิโย) พระภิกษุชาวเนปาล ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศราชวรวิหาร พระภิกษุชาวเนปาลผู้สืบเชื้อสายมาจาก พระอานนท์ และเป็นพระญาติของพระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นพระที่ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เป็นพระอุปัชฌาย์ โดยมีเนื้อหาเกี่ยวเนื่องกับ "สองธรรมราชา" และวันนี้ ทีมข่าวฯ จะนำเสนอเนื้อหาจากตอนที่แล้ว (สองธรรมราชา ตอน ๑ เมื่อครั้งพ่อหลวงทรงพระผนวช กับเรื่องเล่าผู้ใกล้ชิดพระสังฆราช) คือ คุณูปการในการค้ำชูพุทธศาสนา และการแก้ปัญหาของพ่อหลวงให้คนในชาติ 

ถวายงานด้านอักษร เผย ในหลวงทรงสนพระราชหฤทัย อักษรพราหมณ์ ในช่วง ทรงพระอักษร พระมหาชนก

ในการนี้ ดร.พระศากยวงศ์วิสุทธิ์ ได้เล่าต่อจากตอนที่แล้วว่า เคยมีโอกาสได้กราบทูลเรื่องที่พระองค์สนพระราชหฤทัยหลายครั้ง อาทิ ตอนที่สมเด็จพระญาณสังวรฯ ยังไม่เป็นสมเด็จพระสังฆราช ท่านจะเสด็จเยือนเนปาล เมื่อปี ๒๕๒๘ ปัญหาในตอนนั้น คือ การจะเสด็จเยือนต่างประเทศ​ จำเป็นต้องกราบบังคมทูลลาเสียก่อน จังหวะนั้น เป็นวันครอบรอบวันประสูติ ๗๒ พรรษา ของสมเด็จพระญาณสังวร แล้วทางเนปาลต้องการทำถวายสมเด็จพระสังฆราชที่ช่วยฟื้นฟูศาสนาพุทธในเนปาล ก็เลยนิมนต์สมเด็จฯ ท่าน เป็นองค์อุปัชฌาย์ให้กับนามสกุลศากยะทิพย์เป็นลูกหลานพระพุทธเจ้า โดยเป็นการบวชทั้งหมด ๗๓ รูป ทำอย่างไรในหลวงถึงจะได้ประทานอนุญาต

ดังนั้น ทางคณะสงฆ์ที่เนปาลก็ทรงมาเอง พอดีเป็นงานกฐินของวัดบวรฯ และในหลวงก็ทรงเสด็จ ทางคณะสงฆ์เนปาลจึงมารออยู่หน้าโบสถ์ พอถวายกฐินเสร็จก็จะเจอคณะสงฆ์จากเนปาลนั่งอยู่ แต่ก็ได้แจ้งไว้แล้วว่าจะมีคนเข้าเฝ้า จากนั้นสังฆนายกจากเนปาลได้ถวายพระพุทธรูปให้ในหลวง พอพระองค์ทราบว่าเป็นสังฆนายกมาจากเนปาลก็ทรงคุกเข่าลง ท่านสังฆนายกก็ถวายและทูลขออนุญาตที่จะเชิญสมเด็จพระสังฆราชไปเป็นองค์อุปัชฌาย์ที่เนปาล

ในหลวงก็ทรงตรัสถามว่า “รู้ได้อย่างไรว่าเป็นลูกหลานพระพุทธเจ้า”
พระสังฆราชก็ทูลตอบทั้งหมด ว่าความเป็นศากยะมีที่มาที่ไปเป็นอย่างไร
ในหลวงก็ทรงตอบว่า “ไม่ขัดข้อง”
เสร็จแล้วท่านก็เสด็จกลับและติดต่อมาทางราชเลขาฯ ว่าท่านไม่ขัดข้อง แต่ขอเป็นเจ้าภาพทั้งหมด
สมเด็จพระสังฆราชก็ทูลตอบไปว่า “ขอให้ประชาชนได้ร่วมทำบุญบ้าง...ให้ในหลวง 10 รูป พระราชินี 10 รูป ประชาชนคนอื่นๆ จะได้ทำบุญเพราะเป็นงานใหญ่”
ในหลวงท่านก็เลย “ไม่ขัดข้องอะไร” เพราะคือการทูลโดยตรง

พระสังฆราช นั่งสมาธิอธิษฐานจิต ถวายกุศลพ่อหลวง ช่วงทรงพระประชวร

หลายครั้งที่ในหลวงต้องการหาความรู้ด้านอักษรโบราณ ก็จะตรัสถามผ่านราชเลขาฯ ซึ่งท่านอนิลมาน เล่าว่า ท่านต้องการรู้เรื่องอักษรพราหมณ์ ก็รับสั่งผ่านราชเลขาฯ พระสังฆราชก็จะสั่งการให้พระลูกวัดช่วยกันหาความรู้ที่ถูกต้องจัดหาถวายพระองค์ท่าน ตอนนั้นท่านติดปัญหาในตัวภาษาอินเดีย เพื่อจะเขียนเรื่องพระมหาชนก สมัยนั้นฟอนต์หายาก ท่านจึงอยากจะสร้างฟอนต์ตัวนี้ขึ้นมา จึงต้องช่วยกันทำอักษรถวาย จากนั้น ๑ สัปดาห์ต่อมา ท่านก็ทรงกลับมาถามว่าตัวอักษรถูกหรือไม่ ทั้งนี้ อาตมาได้มีโอกาสเข้าเฝ้าเพียงครั้งเดียว ครั้งที่คณะสงฆ์จากเนปาลขอเข้าเฝ้า เพื่อขอให้สมเด็จพระญาณสังวรฯ เยือนประเทศเนปาล ส่วนครั้งอื่นๆ นั้น จะเป็นการถวายงานพระองค์ท่านเสียมากกว่า

หากจะถามถึงสายใยความผูกพัน ระหว่างสมเด็จพระสังฆราช ซึ่งนับว่าเป็นพระอาจารย์ กับ พ่อหลวง ซึ่งเป็นลูกศิษย์นั้น มีมากมายขนาดไหน พระผู้สืบเชื้อสายจากเนปาล และใกล้ชิดสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช กล่าวว่า “มากเป็นพิเศษ”

พอทราบทางวังว่าในหลวงทรงพระประชวร สมเด็จพระสังฆราชก็ไปนั่งสมาธิด้วยตัวเอง และให้บรรดาเณรและพระมาที่โบสถ์และนั่งสมาธิ ไม่ก็นั่งที่ตำหนักและนั่งสมาธิเอง จำได้น่าจะเป็นปี ๒๕๒๕ พระองค์ทรงพระประชวรหนัก จำได้ว่าประกาศให้พระเณรทุกรูปไปที่ศาลาลอย ๕๐ ปี เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลให้ในหลวงทรงหายประชวร สมเด็จพระสังฆราชฯ นั่งสมาธิตั้งแต่เวลา ๑๙.๐๐ น. และออกจากสมาธิอีกทีตอน ๖ โมงเช้า

“เรื่องนี้อาตมาจำได้ดี เพราะตอนนั้นยังเป็นพระใหม่ ได้นั่งซุกซนอยู่แถวนั้น (พูดพลางยิ้ม) จำได้ว่าตอนนั้นอาตมาฉันกระทิงแดงไปหลายขวด และยังมีกาแฟอีก (หัวเราะ) ก็ยังหลับก็ง่วงตามประสาเด็ก แต่สมเด็จพระสังฆราชก็นั่งสมาธินิ่งได้ทั้งคืน พอเช้ามาในขณะที่เราไม่ไหวแล้ว ท่านก็สดชื่นปกติ หลังจากนั้นพระอาการประชวรของในหลวงก็ดีขึ้นเรื่อยๆ จากที่ต้องไปรักษาพระองค์ที่สหรัฐอเมริกาตามคำแนะนำของแพทย์ แต่ในหลวงทรงปฏิเสธและตรัสว่า พระองค์จะรักษาเอง” เรื่องนี้เป็นอีกเรื่องที่น้อยคนจะได้ทราบ ซึ่งท่านอนิลมาน ได้เปิดเผยกับทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์

ใช้พระธรรมนำทางแก้ปัญหา “คอมมิวนิสต์”

ในหลวงรัชกาลที่ ๙ นอกจากจะแก้ปัญหาด้านการเกษตรให้กับประชาชนทุกแห่งหนแล้ว ยังทรงช่วยแก้ปัญหาคอมมิวนิสต์ด้วย โดยท่าน อนิลมาน เปิดเผยเรื่องราวนี้ว่า ทุกครั้งที่เสด็จพระราชดำเนินมาพบพระอาจารย์ ในหลวงจะทรงพนมมือไหว้ สอบถามปัญหากับพระอาจารย์ทุกครั้ง และเมื่อปี ๒๕๑๘ หรือ ๒๕๑๙ พระองค์มาปรึกษาปัญหาเรื่องคอมมิวนิสต์ ตอนนั้นหลายพื้นที่เป็นเขตสีแดง หรือ สีชมพู รัฐบาลไม่สามารถเข้าถึงพื้นที่ดังกล่าวได้ ในหลวงท่านก็เสด็จเข้าไปและกลับมาเล่าให้พระสังฆราชฟังว่า สภาพแย่แค่ไหนอย่างไร โดยมีพระราชประสงค์ได้พระสัก ๒-๓ รูป ไม่จำเป็นต้องเป็นพระที่สอนเก่ง ขอแค่เป็นพระที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ส่งไปยังจุดพื้นที่สีแดง ซึ่งท่านได้ให้คนไปสร้างสำนักสงฆ์ไว้โดยไม่มีใครรู้ แต่อยากให้พระไปอยู่ ด้วยอาศัยความเป็นคนไทยคือ พระไปอยู่ก็ต้องใส่บาตร พระบิณฑบาต กลุ่มคอมมิวนิสต์ต้องการแยกออกจากสังคม แต่ในหลวงใส่พระเข้าไปประสานความสามัคคี เมื่อท่านเสด็จก็ทรงทูลอยากได้พระไปลงที่นั่นตลอด จนกระทั่งพื้นที่สีแดง และสีชมพูเหล่านี้กลายเป็นพื้นที่ปกติได้

ช่วงพระสังฆราชอาพาธ ในหลวง ทรงเสด็จเยี่ยมถึงโรงพยาบาล

ช่วงที่สมเด็จพระญาณสังวรฯ อาพาธนั้น ในหลวงทรงห่วงเป็นอย่างมาก ทรงสร้างตำหนักขึ้นมาให้ใหม่เพื่อให้สมเด็จพระสังฆราชขึ้นลงได้สะดวกขึ้น นอกจากนี้ ยังทรงให้สร้างตำหนักใหม่ เพื่อให้ท่านประทับมีลิฟต์จะได้ไม่ต้องเดินขึ้นลง ดูแลเหมือนพระบิดาของตนเอง ช่วงหลังสมเด็จฯ อยู่โรงพยาบาลเยอะ ในหลวงก็ทรงตรัสว่าเป็นพระให้อยู่วัด ไม่อยากให้อยู่โรงพยาบาลนาน เลยสร้างให้กุฏิที่มีออกซิเจน และเครื่องมือต่างๆ เหมือนในโรงพยาบาลทุกอย่าง ในช่วงที่ประชวรหนักๆ สมเด็จประทับที่ไอซียู ในหลวงก็ทรงเสด็จเยี่ยมและทูลกับสมเด็จพระสังฆราชให้มีพระชนม์ชีพต่อไป

พระมหากรุณาธิคุณ ในหลวง มอบทุนส่วนพระองค์ให้ศึกษา ปริญญาโท และเอก

แต่สำหรับพระมหากรุณาธิคุณนั้น ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดบวรฯ เผยว่า ความที่ทำงานถวายสมเด็จพระสังฆราชยาวนาน การที่จะให้ไปศึกษาต่อก็เป็นพระราชดำริของพระสังฆราช ท่านก็อยากให้ไปศึกษาต่อ พอจะไปเรียนติดต่อได้แล้วจะไปเรียนที่อังกฤษ สมเด็จพระสังฆราชท่านก็จะประทานทุนของพระองค์เอง ซึ่งเป็นทุนของมูลนิธิมหามกุฏฯ คุณทำงานให้กับวัดทำงานที่นี่ ที่นี่ก็จะให้เอง อาทิตย์หนึ่งก่อนจะเดินทางก็โทรคุยกับราชเลขาฯ ว่าสัปดาห์หน้าจะไปแล้ว ถ้ามีอะไรให้ติดต่อพระองค์นั้นองค์นี้ไป ท่านราชเลขาฯ ก็ตกใจ เราก็ตอบไปว่าไม่ใช่เราอยากไปเอง แต่เป็นพระดำริของพระสังฆราช ท่านราชเลขาฯ ก็บอกไปไม่ได้ ในหลวงทรงถามถึงอยู่บ่อย เวลาท่านถามถึงและจะทูลว่าไม่อยู่ ไปเรียนมันไม่เหมาะ ก็เลยต้องกราบบังคมทูลลา สมเด็จพระสังฆราชก็ทำหนังสือแจ้งไปฉบับหนึ่ง และส่วนตัวอีกฉบับหนึ่ง ทีนี้พอกราบบังคมทูลไป ท่านราชเลขาฯ ก็โทรมาทันทีในคืนนั้นว่าในหลวงท่านถามว่าเอาทุนที่ไหนไปเรียน ก็ทูลไปตามความเป็นจริงว่า เป็นทุนของสมเด็จพระสังฆราช พอ 2 วันให้หลัง ท่านราชเลขาฯ ก็โทรกลับมาว่าในหลวงไม่ให้เอาเงินของอาจารย์ออก พระองค์จะออกเอง ก่อนเดินทาง 3 วัน ท่านราชเลขาฯ ก็อันเชิญตราพระราชทานพร้อมพระราชกระแสมาว่าให้ไปเรียนตั้งใจไปเรียน ไม่ต้องห่วงอะไร ตั้งใจเรียนให้จบ ถ้าปัจจัยพระราชทานไม่พอ ให้แจ้งให้ทราบ ท่านจะถวายเพิ่มเติม ก็เท่ากับว่าเป็นพระที่ได้ทุนส่วนพระองค์ไป

คุณูปการต่อศาสนา ต้นแบบธรรมราชาปกครองประชาชน

พระผู้ใกล้ชิดสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช กล่าวว่า ในหลวงทรงเป็นพุทธมามกะที่ดี ในแง่ของทฤษฎีและปฏิบัติ และเป็นต้นแบบของชาวพุทธ ถ้าพูดถึงในโลกนี้ถ้าเป็นกษัตริย์พุทธที่ดีที่สุดหรือตัวอย่างกษัตริย์ที่นับถือศาสนาพุทธที่ดีที่สุด ทุกคนในโลกมักนึกถึง สมัยพระเจ้าอโศกฯ พระเจ้าพิมพิสาร ที่ให้การดูแลพระพุทธเจ้า มีการสร้างวัดถวาย ในสมัยพุทธกาล แต่ถ้าเป็นสมัยนี้ก็คือในหลวงของเราที่ได้รับการยกย่องจากทั่วโลกว่า ทรงเป็นธรรมราชาปกครองประชาชนด้วยธรรมจริงๆ ตามคำที่ว่า “จะปกครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม” และสะท้อนออกมาในพระราชกรณียกิจของพระองค์ทุกอย่าง ทั้งในฐานะที่เป็นกษัตริย์และในฐานะที่เป็นชาวพุทธในแง่ส่วนพระองค์ แม้แต่ในเรื่องของความเป็นห่วงเรื่องการศึกษาของพระสงฆ์เอง จนตั้งทุนการศึกษาให้กับพวกที่เรียนบาลีเอง ซึ่งช่วงนี้รัฐบาลก็ไม่มีใครสนใจ แม้แต่พระที่เรียนทางสามัญเอง พระองค์ก็ตั้งทุนการศึกษาให้ อย่างเช่นอาตมาเป็นตัวอย่าง ตอนหลังก็ตั้งเป็นทุนเล่าเรียนหลวง

เราจะเห็นได้ชัดในทุกๆ ด้าน โดยเฉพาะเวลามีพระราชดำรัสก็จะมีเรื่องศาสนา คุณูปการนั้นมีมากมายในทุกๆ ด้าน ที่น่าทึ่งคือท่านสามารถแปลคำสอนที่ยากๆ มาเป็นพระราชกระแส พระราชดำริ นโยบายต่างๆ เหมือนกับรัชกาลที่ ๔ ที่ทรงผนวชมานานและปกครองแผ่นดินโดยพระพุทธศาสนา ถึงแม้ในหลวงจะบวชได้ไม่นานนัก แต่การศึกษาธรรมของท่านนั้นลึกซึ้ง จึงทำให้การปฏิบัติพระราชกรณียกิจของพระองค์เป็นพุทธศาสนาทั้งสิ้น ผู้ที่รู้ก็สามารถแยกออกได้ว่านั่นคือธรรมข้อใด แต่เวลาท่านทำสิ่งใดก็ไม่ได้คิดถึงเรื่องนั้น พระองค์ท่านดำเนินไปโดยธรรมชาติ แต่พวกเราจัดออกมาให้อยู่ในหมวดหมู่ธรรมแค่นั้นเอง ในเรื่องของหนังสือพระมหาชนกก็แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า พระองค์ท่านฟังและก็มาคิดต่อและเรียบเรียงใหม่ โดยพยายามให้คนไทยเห็นว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นจริง ไม่ได้เป็นชาดก ให้คนในสมัยใหม่เข้าถึงได้โดยง่าย ท่านก็เอาธรรมข้อนั้นข้อนี้มาทำเป็นนิทาน แต่มีความสมบูรณ์มากกว่าในคัมภีร์ของพระพุทธศาสนา ท่านก็เล่าออกมาเป็นคติธรรมให้คนไทยได้นำไปปรับใช้”

“แม้กระทั่งเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ที่พวกเรามาใช้เป็นปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง นั่นก็ชัดเจนว่านี่เป็นทางสายกลาง ในแง่ของเศรษฐกิจ พระองค์นำหลักไตรสิกขา หลักมรรคมีองค์แปดมาใช้ คำว่ามรรคมีองค์แปด ก็คือทางอันประเสริฐ แต่ในหลวงใช้คำว่าเศรษฐกิจ หมายถึงกิจอันประเสริฐ ไม่ใช่เรื่องเศรษฐกิจ ธุรกิจ การเงิน แต่ทรงนำคำมาใช้ให้เข้ากับคนไทย เพราะในหลวงชอบใช้ภาษาที่ลึกซึ้งกว่าพวกเรา ถ้าฟังพระราชดำริก็จะรู้ว่าท่านตรัสไว้ว่า การพูดจาก็ต้องพูดให้พอเพียง นั่นก็คือสัมมาวาจา มรรคมีองค์แปด ถ้าย่อออกมาในตำราบาลีก็จะเป็นไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา แปลงอันนี้มาใช้เป็นคำว่าเศรษฐกิจ แต่ยังใช้คำว่าสายกลาง โดยศีลรากศัพท์คือปกติ ท่านก็ใช้คำว่าพอประมาณ ภูมิคุ้มกันก็คือสมาธิ และก็เหตุผลก็คือปัญญา ท่านเอาศีล สมาธิ ปัญญา มาแปลงเป็นภาษาที่ง่าย ประชาชนเข้าใจ พอประมาณ มีภูมิคุ้มกัน มีเหตุผล แต่พระสอนอีกแนวหนึ่ง ในหลวงเอามาสอนอีกแบบหนึ่งว่าถ้าเรารู้จักพอประมาณในทุกอย่างได้ในการดำเนินชีวิต เราก็จะมีชีวิตที่สมดุล” ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศราชวรวิหาร กล่าวทิ้งท้าย.

พอทราบทางวังว่าในหลวงทรงประชวรสมเด็จพระสังฆราชก็ไปนั่งสมาธิด้วยตัวเอง และให้บรรดาเณรและพระมาที่โบสถ์และนั่งสมาธิ ไม่ก็นั่งที่ตำหนักและนั่งสมาธิเอง จำได้น่าจะเป็นปี ๒๕๒๕ พระองค์ทรงประชวรหนัก จำได้ว่าประกาศให้พระเณรทุกรูปไปที่ 12 พ.ย. 2559 15:51 14 พ.ย. 2559 13:46 ไทยรัฐ