วันอังคารที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
สองธรรมราชา ตอน ๑ ครั้งพ่อหลวงทรงพระผนวช กับ เรื่องเล่าผู้ใกล้ชิดพระสังฆราช

สองธรรมราชา ตอน ๑ ครั้งพ่อหลวงทรงพระผนวช กับ เรื่องเล่าผู้ใกล้ชิดพระสังฆราช

  • Share:

“เราจะปกครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขของมหาชนชาวสยาม”

พระปฐมบรมราชโองการ เนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เมื่อวันศุกร์ที่ ๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๙๓ เป็น เครื่องสะท้อนเจตนารมณ์ของในหลวง รัชกาลที่ ๙ หรือ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และตลอด ๗๐ ปี ที่พระองค์ทรงครองราชย์ ก็ประจักษ์แล้ว ว่าพระองค์ทรงรักประชาชนทุกคนขนาดไหน

และเนื่องจากวันนี้ (๑๓ พ.ย.๕๙) เป็นวันครบ ๑ เดือน ที่พระองค์สวรรคต เสด็จสู่สวรรคาลัย ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ จะขอย้อนกล่าวถึง ธรรมอันยิ่งใหญ่ เมื่อครั้งที่พระองค์ทรงพระผนวช ถือครองผ้าเหลืองเพศบรรพชิต เป็นเวลา ๑๕ วัน เมื่อวันที่ ๒๒ ตุลาคม ถึง ๕ พฤศจิกายน ๒๔๙๙ โดยได้สัมภาษณ์พิเศษ ดร.พระศากยวงศ์วิสุทธิ์ (อนิลมาน ธมฺมสากิโย) พระภิกษุชาวเนปาล ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร พระภิกษุชาวเนปาล ผู้สืบเชื้อสายมาจาก พระอานนท์ และเป็นพระญาติของพระพุทธเจ้า โดยเป็นพระ ที่ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เป็นพระอุปัชฌาย์

หลังจาก ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ กราบนมัสการ ท่านอนิลมาน จึงเริ่มต้นถามถึงเมื่อครั้งในหลวงทรงพระผนวช โดย ท่านอนิลมาน เล่าว่า พระองค์ทรงพระผนวชที่วัดพระศรีมหาศาสดาราม โดยคณะสงฆ์รวมทั้งมหานิกายและธรรมยุต แล้วก็เสด็จมาประทับที่วัดบวรนิเวศวิหาร ช่วงนั้นอาตมายังเกิดไม่ทัน...แต่เท่าที่ได้ฟังและอ่านหนังสือจากพระผู้ใหญ่ที่เคยมีโอกาสได้ถวายการศึกษา รวมถึงมีโอกาสได้เห็นพระราชจริยวัตรของในหลวงในช่วงนั้น ต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า การปฏิบัติสัมมานวัติของพระองค์นั้นเป็นตัวอย่างที่ดียิ่ง ทรงให้ความปฏิบัติธรรมวินัยอย่างเคร่งครัดไม่ว่าจะเป็นเรื่องการทำวัตรสวดมนต์

ทั้งนี้ สมเด็จพระสังฆราชซึ่งเป็นพระอภิบาล เคยประทานสัมภาษณ์ไว้ว่า การเที่ยงตรงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทำให้แม้แต่พระเก่าที่อยู่ในวัดบวรนิเวศวิหารต้องกลับมาทำตัวเสียใหม่ โดยปกติพระก็คือตีระฆังให้สวดมนต์ บางรูปก็เดินไปช้าบางทีก็นำสวดกันแล้วแต่ก็ยังเข้าช้าตลอดเวลา แต่ปรากฏว่าในช่วงนั้นพอตีระฆังภายใน ๕ นาที พระองค์ท่านก็ทรงดำเนินถึงพระอุโบสถแล้ว พระเก่าก็จะต้องไปก่อนเพราะถ้าพระองค์เสด็จแล้วก็จะเข้าไม่ได้ต้องรอ เป็นข้อหนึ่งที่สมเด็จพระสังฆราชทรงเห็นว่าการ “เที่ยงตรง” เวลาของพระเจ้าอยู่หัวทำให้พระเก่าเองเกิดความเกรงใจ

พระผู้สืบเชื้อสายจากพระอานนท์ ยังเล่าต่อว่า หรือแม้กระทั่งสมเด็จพระวันรัต (จุนท์ พฺรหฺมคุตฺโต) เจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร ตอนนั้นบวชได้แค่พรรษาเดียว หรือ เรียกได้ว่าเป็นรุ่นพี่แค่ปี ๑ ตอนนั้นสมเด็จพระวันรัตน์ก็ตั้งข้อสังเกตว่าเวลาในหลวงทำวัตรในพระอุโบสถก็จะมีการจัดถวายไว้ขวาของพระประธาน พระองค์ก็จะประทับนั่งเป็นพระองค์แรกแล้วก็มีพระผู้ใหญ่นั่งทางขวาของพระองค์ จะเห็นว่าพระองค์ท่านไม่พลิกพระบาทเลยนั่งพับเพียบหัวเท้าไปหาเสา ทั้งนี้ หากมีการพลิกพระบาทอาจจะถูกมองว่า เป็นการแสดงความไม่เคารพต่อพระผู้ใหญ่ ถ้าเป็นพวกเราไม่เกิน ๕ นาทีก็พลิกแล้ว แต่พระองค์ทรงไม่เคยพลิกเลยเป็นเวลา 1 ชั่วโมงก็นั่งอยู่อิริยาบถเดียว ก็แสดงให้เห็นว่าพระองค์มี “ขันติธรรม” อย่างสูงที่สามารถอดทนขนาดนั้นได้

นอกจากนี้ สมเด็จพระสังฆราช ยังเคยเล่าให้ฟังว่า ช่วงที่พระองค์ทรงพระผนวชนั้น ทรงไม่เคยฉลองพระบาทเลย โดยปกติพระในวัดก็สวมรองเท้าได้ แต่นอกวัดห้ามสวม แต่พระองค์กลับไม่ทรงสวมเลย มีฉลองพระบาทที่ในพิธีถวายแต่พระองค์ก็เคยใช้เวลาไปไหนก็จะไม่ทรงสวมฉลองพระบาท นี่ก็เป็นข้อสังเกตของสมเด็จพระสังฆราช และพอทรงลาผนวชก็เอารองเท้าที่ในวังถวายมาให้ใช้ตอนผนวช นำมาถวายสมเด็จพระสังฆราชให้ไว้ทรงใช้

“จะเห็นได้ว่า ตลอดระยะเวลา ๑๕ วัน ที่พระองค์ทรงพระผนวช พระองค์ได้ปฏิบัติพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัดทุกข้อ โดยมีพระอาจารย์ได้ถวายอักษร ถวายธรรมแด่ในหลวงทุกวัน และก็มีหลักสูตรที่พระผู้ใหญ่ของวัดบวรฯไปอ่านถวายบ้าง สอนถวายบ้าง”

เมื่อถามว่า ทางวัดได้มีการสอนพระธรรมเรื่องใดบ้าง ดร.พระศากยวงศ์วิสุทธิ์ ตอบว่า “ก็คละๆ กันไปเรื่องของวินัยพุทธประวัติ หลายอย่าง แต่ในช่วงที่มีการถวายอักษรนั้นก็แสดงให้เห็นว่าพระองค์ทรงมีความสนพระราชหฤทัยในเรื่องของพระพุทธศาสนาอย่างมากเพราะว่าถามอาจารย์ที่สอนถวายหรืออ่านอักษรถวาย 


ปาฏิหาริย์ก่อนทรงพระผนวช สมเด็จพระสังฆราชประชวร แต่กลับหายดี ก่อนได้ทำหน้าที่ พระอุปัชฌาย์

ในฐานะผู้ติดตาม สมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ ๑๙ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ดร.พระศากยวงศ์วิสุทธิ์ เปิดเผยอีกว่า พระองค์ท่านมีพระราชกระแสไว้ว่าพระองค์ทรงศรัทธาในพระสังฆราชเป็นอย่างยิ่ง ให้เป็นพระอุปัชฌาย์ แต่ตอนนั้น สมเด็จพระสังฆราชเจ้าประชวรมาก พระองค์จึงรีบบวชกะทันหันก่อนที่จะไม่มีสมเด็จพระสังฆราชอยู่แล้ว ด้วยเดชะบุญที่รู้ว่าในหลวงจะทรงพระผนวช อาการเจ็บป่วยก็หายและสามารถไปนั่งเป็นพระอุปัชฌาย์ได้ หลังจากในหลวงทรงผนวช ก็ไม่สามารถสอนได้ตามปกตินัก

วันนั้น สมเด็จพระสังฆราช ได้ขอพระราชทานอภัยโทษในหลวง เพราะร่างกายไม่แข็งแรง ไม่สามารถถ่ายทอดองค์ความรู้ได้มากเท่าที่ควร ก็แสดงให้เห็นว่าการบวชของพระองค์ประการแรก คือ ตามศรัทธาต่อสมเด็จพระสังฆราชเจ้า แต่อีกอย่างหนึ่งคือตามพระราชจริยวัตรของพระองค์นั้นแสดงให้เห็นว่าการบวชของพระองค์นั้นคือการบวชเรียนจริงๆ เพื่อให้ถ่องแท้ในหลักคำสอน ในแง่ของการปฏิบัติก็ปฏิบัติจริงๆ ตามพระวินัยทุกข้อ

ส่วนที่ว่า เพราะเหตุใด ในหลวงถึงอยากบวชกับพระสังฆราช ท่านอนิลมาน ยอมรับว่าไม่ทราบเหตุผล ทราบแต่เพียงว่า สิ่งที่ท่านมีพระราชกระแสว่า “ข้าพเจ้ามีความยินดีที่พระบรมวงศานุวงศ์ คณะองคมนตรี คณะรัฐมนตรี ตลอดจนคณะทูตานุทูตต่างประเทศ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และบรรดาข้าราชการทั้งฝ่ายทหารและพลเรือน ได้มาร่วมชุมนุมกันในมหาสมาคมนี้ จึงขอแถลงดำริที่จะบรรพชาอุปสมบทในพระศาสนาให้ทราบโดยที่พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติของเรา ทั้งตามความศรัทธาเชื่อมั่นของข้าพเจ้าเอง ก็เห็นเป็นศาสนาที่ดีศาสนาหนึ่ง เนื่องในบรรดาสัจธรรมคำสั่งสอนอันชอบด้วยเหตุผล จึงเคยคิดอยู่ว่าถ้าโอกาสอำนวย ข้าพเจ้าควรได้บวชสักเวลาหนึ่งตามราชประเพณี ซึ่งจักเป็นทางสนองพระเดชพระคุณพระราชบุรพการีตามคตินิยมด้วย และนับตั้งแต่ข้าพเจ้าได้ครองราชย์สืบสันตติวงศ์ต่อจากสมเด็จพระเชษฐาธิราชก็ล่วงมาสิบปีแล้ว เห็นว่าน่าจะถึงเวลาที่ควรจะทำตามความตั้งใจไว้นั้นแล้วประการหนึ่ง อนึ่ง การที่องค์สมเด็จพระสังฆราชหายประชวรมาได้ในการประชวรครั้งหลังนี้ ก่อให้เกิดความปีติยินดีแก่ข้าพเจ้ายิ่งนัก ได้มาคำนึงว่า ถ้าในการอุปสมบทของข้าพเจ้าได้มีองค์สมเด็จพระสังฆราชมาเป็นพระอุปัชฌาย์แล้ว ก็จักเป็นการแสดงออกซึ่งเป็นการศรัทธาเคารพในพระองค์ท่านของข้าพเจ้าได้อย่างเหมาะสมอีกประการหนึ่ง จึงได้ตกลงใจที่จะบรรพชาอุปสมบทในวันที่ ๒๒ เดือนนี้”

ในการนี้ ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ยังได้สอบถามว่า ในหลวงทรงสนทนาธรรมกับพระสังฆราช บ่อยแค่ไหน ท่านอนิลมาน กล่าวว่า ท่านมีอะไรท่านก็จะนิมนต์สมเด็จพระสังฆราชให้มาที่วังบ้าง หรือเสด็จฯมาที่วัดบ้าง หรือถ้าเสด็จแปรพระราชฐานไปต่างจังหวัดท่านมีโอกาสท่านก็เสด็จไปหาอยู่แล้ว ก็คุยกันทุกเรื่อง เรื่องครอบครัวบ้าง คุยเรื่องพระธรรมบ้าง ประเทศชาติบ้าง มีปัญหาอะไรก็มานั่งคุยกัน ครอบคลุมทุกอย่าง

แต่เกือบทุกครั้ง ในหลวง รัชกาลที่ ๙ ก็จะทรงตรัสถามในเรื่องยากพอสมควรอย่างเช่น ถามว่า พระอรหันต์กับพระพุทธเจ้าต่างกันอย่างไร?

ตอนนั้นท่านเจ้าคุณพรหมมุนี (เจ้าอาวาสวัดบวรฯ) ตอบว่า ถ้าพระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้วก็จะสามารถตัดทุกอย่างได้ทั้งหมดแม้กระทั่งวาสนา คำว่า วาสนา นี้ในภาษาบาลีแปลว่า ความเคยชิน สามารถตัดทุกอย่างได้หมด แต่พระอรหันต์นั้นท่านจะไม่มีกิเลสทุกอย่าง แต่ว่ายังตัดความเคยชิน เช่น การยักไหล่ นิสัยบางอย่างออกไปไม่ได้ แต่ไม่มีกิเลส

นอกจากนี้ ท่านอนิลมาน ยังได้มอบหนังสือ "บวรธรรมบพิตร" ซึ่งเป็นหนังสือพระราชประวัติ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ให้กับผู้สื่อข่าว พร้อมกับบอกว่า ในหนังสือเล่มนี้ มีคำถาม ที่ในหลวง ตรัสถาม พระสังฆราชมากมาย อาทิ...

นิมิตในสมาธิ
ความรับสั่ง : ทำสมาธิ มองเห็นภาพต่างๆ เป็นจริงหรือ
ทูล : โดยมากไม่จริงภาพที่เห็นมักเป็นนิมิตคือภาพที่เกิดจากสัญญา หรือ ที่เรียกว่าภาพอุปาทาน คือ ได้เคยคิดเคยเห็นมาแล้ว เก็บไว้ในใจ ครั้งทำสมาธิใจแน่วแน่ สิ่งที่เก็บไว้ในใจนั้น ปรากฏขึ้นมาเหมือนอย่างที่เห็นนรก เห็นสวรรค์ เห็นเทวดา ถามว่าเทวดารูปร่างอย่างไร ตามคำตอบก็คล้ายรูปเทวดาที่ผนังโบสถ์ แต่ที่เป็นจริงก็มี เป็นพวกทิพยจักษุ มีน้อย
รับสั่ง : เหมือนอย่างของหาย มองเห็น มีพระดูให้
ทูล : ถ้ามองเห็นถูกต้องกับเรื่องที่เกิดขึ้น ก็ต้องยอมรับว่าเป็นจริง เพราะมีข้อพิสูจน์

ดร.พระศากยวงศ์วิสุทธิ์ (อนิลมาน ธมฺมสากิโย)

การทำสมาธิ
ความที่รับสั่ง : ทำสมาธิอย่างไร
ทูล : คือทำใจให้ตั้งมั่นแน่วแน่ อยู่ในอารมณ์เดียว จะทำอะไรทุกๆ อย่าง ต้องมีใจเป็นสมาธิในทางปฏิบัติ จึงต้องใช้สมาธิทั้งนั้น แต่มักมีคนเข้าใจว่า ทำสมาธิต้องนั่งหลับตา
รับสั่ง: นั่นทำพิธี ทรงรู้สึกว่า เวลาทรงปฏิบัติราชกิจ ต้องทรงสำรวมพระราชหฤทัย เช่น คราวพระราชทานกระบี่นักเรียนนายร้อย เพียงหยิบให้ ถ้าไม่สำรวมใจมีผิด สำรวมใจอยู่ ก็ทำไม่ผิด

อิทธิ
ความที่รับสั่ง : หายตัว เป็นจริง หรือ เป็นการสะกดจิตไม่ให้เห็น
ทูล : อาจเป็นการสะกดจิต แต่การล่องหนทะลุกำแพงออกไป ถ้าเป็นจริงก็จะต้องทำตัวอย่างไรให้เล็ดลอดออกไปได้
รับสั่ง : มีในพระพุทธศาสนาหรือเปล่า
ทูล : มีแสดงไว้ แต่ไม่ใช่พระพุทธศาสนาโดยตรง มีแสดงไว้ก่อนในตำรับทางพราหมณ์
รับสั่ง : แต่มีแสดงไว้ในพระพุทธศาสนาด้วย
ทูล : ทูลรับพระราชดำรัส
รับสั่ง : อยู่ในที่นี้ แล้วคิดจะสะกดจิตคนที่อยู่ในที่อื่นได้ไหม
ทูล : เคยพบแต่ที่แสดงไว้ว่า อยู่ในที่เดียวกัน

พระเครื่อง
ความที่รับสั่ง : พระเครื่องคุ้มกันได้จริงไหม คุ้มกันได้เพราะเชื่อมั่นว่ามีพระเครื่องอยู่กับตัวหรืออย่างไร
ทูล : เป็นเครื่องทำให้ใจเชื่อมั่น
รับสั่ง : ถ้าใจเชื่อมั่น ก็ไม่จำเป็นหรือ
ทูล : ไม่จำเป็น แต่ก็มีเชื่อว่า พระเครื่องให้อยู่คงจริงก็มี คือ ผู้ที่มีอยู่จะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ตาม หรือมิได้คำนึงถึงแต่พระเครื่องก็คงคุ้มกัน คนที่ไม่เชื่อก็มี
รับสั่ง : ก็เชื่อ มีคนให้ รับมาไว้ที่พระองค์ เขาก็ยินดี แต่วันนี้ไม่ได้ติดมา

เรื่องหนังสือสอนพระพุทธศาสนา
ความที่รับสั่ง : หนังสือพระพุทธศาสนายากเกินไปแก่สมองเด็ก ให้เด็กเล็กๆ จำประวัติมากเกินไป
ทูลว่า : กระทรวงศึกษาธิการเป็นคนจัดหลักสูตร
รับสั่ง : อย่างสอนอริยสัจแก่เด็กๆ เหมือนอย่างจะให้เด็กเป็นพระอรหันต์ จะให้เด็กเข้าใจได้อย่างไร น่าจะสอนบทธรรมง่าย ๆ ที่เป็นประโยชน์ ในการอบรมเด็กด้วย เช่น ความเพียร และน่าจะจัดเป็นหลักสูตรสูงขึ้นไปโดยลำดับแรกแทรกพุทธประวัติ นิทานชาดก บทสอนคฤหัสถ์ ศาสนาได้มีจัดทำไว้ทำนองนี้ น่าจะทำแจก หรือ จำหน่ายถูกๆ ของกระทรวงก็ปล่อยไปเป็นส่วนของกระทรวง
ทูลว่า : จะนำกระแสพระราชดำรินี้ไปจัดทำ แต่การเขียนเรื่องให้เด็กอ่านนั้น เขียนแล้วคิดว่าง่ายเด็กเข้าใจ ครั้นไปลองสอนให้กับเด็ก คือ ให้เด็กอ่าน เด็กก็ไม่สนใจ
รับสั่ง : ถ้าประสงค์จะทดสอบก็ได้ เขียนส่งไปให้ทูลกระหม่อมเจ้าฟ้าหญิงอุบลรัตน์ฯ อ่าน ถ้าจะทดสอบ อายุน้อยกว่านั้น ก็ได้

การปฏิบัติพระองค์
ความที่รับสั่ง : การปฏิบัติพระองค์ให้เหมาะเป็นการยากต้องทำ ๒ อย่างพร้อมๆ กัน อย่างหนึ่งต้องให้มีภาคภูมิ อีกอย่างหนึ่งต้องให้สุภาพ มิให้เป็นหยิ่ง หรือ ที่เรียกกันว่าเบ่ง และในสมัยประชาธิปไตย ก็ต้องให้เหมาะสมเข้ากันได้
ทูล : ตามที่ได้ฟัง ได้ยินแต่เสียงชื่นชมในพระบารมี
รับสั่ง : ต้องคอยสังเกตเป็นบทเรียนและแก้ไขเรื่อยมา เมื่อคราวเสด็จฯภาคอีสาน วันหนึ่งเหนื่อยมาก หน้าบึ้ง กลับที่พักแล้วนึกขึ้นได้ว่าราษฎรมีโอกาสเห็นเราเพียงครั้งเดียวให้เขาเห็นหน้าบึ้งไม่ดี ต่อจากนั้น ถึงจะเหนื่อยมาก ก็ต้องพยายามไม่ทำหน้าบึ้ง ต้องทำชื่นบาน

กำลังใจ
รับสั่ง : เมื่อคราวเสด็จฯทางใต้ วันหนึ่งไม่สบาย แต่ถ้างดไม่ไปก็จะเกิดความเสียหาย ต้องไปครั้นไปแล้วกลับมาก็สบายดี จะเป็นเพราะกำลังใจใช่ไหม
ทูล ทูลรับ และ ทูลว่า : ฝึกบ่อยๆ กำลังใจก็จะยิ่งมากขึ้น

ท่านอนิลมาน เล่าต่อว่า พระสังฆราชเคยเล่าให้ฟังว่าเวลาพระองค์ท่านตรัสถาม ล้วนต้องการคำตอบที่ชัดเจน มีอยู่ครั้งหนึ่ง พระองค์ท่านตรัสถามที่เกี่ยวโยงกับพระพุทธศาสนา ความว่ามีอยู่วันหนึ่งก็นิมนต์พระไป ๑๕ รูป ทุกวันจันทร์ ในหลวงท่านก็กราบพระ และถามว่า “สีจีวรที่ถูกต้องตามพระวินัยมันคือสีอะไร” จากที่เห็นพระทั้ง ๑๕ รูป ก็ ๑๕ สี เลย ปกติพระสังฆราชเข้าวังก็จะต้องห่มจีวรสองผืน พอดีวันนั้นท่านดันห่มไปสองผืนคนละสีในหลวงก็ทรงถามว่าพระอาจารย์...ตกลงสีไหนถูกต้อง

“สมเด็จพระสังฆราชก็ตอบว่าเรื่องนี้อยากให้มหาบพิตรศึกษาเอาเอง พอกลับมาถึงวัดพระสังฆราชก็สั่งให้ไปหาหลักฐานเรื่องสีจีวรในพระไตรปิฎกมาให้หมด คืนนั้นไม่ต้องนอน หาพระไตรปิฎกถ่ายเอกสารเย็บเป็นเล่ม และโทรให้สำนักราชเลขามารับไปถวาย”

การสนทนาธรรมถึงสองธรรมราชา ระหว่างทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ กับ ดร.พระศากยวงศ์วิสุทธิ์ ยังไม่จบ โปรดติดตามในตอนหน้า (สองธรรมราชา ตอน ๒ สายใย อาจารย์-ศิษย์ ร่วมค้ำชูศาสนา คุณูปการแผ่ไพศาล

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้